ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินทอนวัด ส่วนแพ่งต้องคืนเงิน 5 ล้านให้สำนักพุทธฯ

เปิดเหตุผลศาลอาญาคดีทุจริต ยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม ชี้ ไม่มีส่วนรู้เห็นสนับสนุน จพง.-ฟอกเงินฯ อดีต ผอ.สำนักพุทธกับพวก แต่รับชดใช้ส่วนเเพ่งสั่งคืนเงิน 5 ล้าน

2 เมษายน 2569 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ห้องพิจารณา 303 ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั่นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน

คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานอัยการปราบปรามการจริตฯ 1 ยื่นฟ้องอดีตพระพรหมเมธี กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปป.ได้สืบคดีเงินทอนวัดจนพบว่าอดีตพระพรหมเมธี มีพฤติกรรม รับเงินจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 5 ล้าน งบโรงเรียนพระปริยัติธรรม ปี 2557

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานจากทางไต่สวนประกอบรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีฐานะเป็นกรมในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครองและ ส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ได้รับการจัดสรรงบประมาณในโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐตามพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 เป็นเงิน 1,426,349,700 บาท

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายรายหัวในอัตราที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับ นักเรียนในสังกัดอื่น ๆ ของรัฐ งบประมาณดังกล่าวจัดอยู่ในงบเงินอุดหนุนทั่วไปอันเป็นการให้เงิน อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วัดสัมพันธวงศ์ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 5ล้านบาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา กับพวกเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือไม่

จากการไต่สวนพยานหลักฐานไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด พยานหลักฐานมีเพียงการอนุมัติเงินจำนวน 5 ล้าน บาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 พฤติการณ์การถอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีตนเองนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายนพรัตน์กับพวกได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว

แต่กระบวนการเสนอเรื่องและอนุมัติงบประมาณเป็นเรื่องภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ต้องดำเนินการตามลำดับชั้น

จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยได้สมคบหรือสั่งการอย่างไร พยานหลักฐานจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการหรือร่วมมือกับนายนพรัตน์กับพวกในการจัดทำบันทึกข้อความเสนออนุมัติเงินจำนวน 5ล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

เห็นว่าการฟอกเงินต้องมีเจตนาเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของเงิน ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ในกรณีนี้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 5 ล้านบาทเป็นเรื่องการดำเนินงานภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ จำเลยไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยมีการระบุชื่อบัญชีต่อท้ายชื่อของจำเลยว่า "สร้างศาลา" และ "(ทุนสร้างศาลา)" ข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุนว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาเป็นเงินสำหรับโครงการก่อสร้างศาลาของวัด พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าเงินในเช็คจำนวน5 ล้าน บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง

มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน5ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดทางอาญาตามฟ้อง

แต่พยานหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ก่อสร้างอาคารของวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอาพาธและจำเลยเข้าใจว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ

แต่ตามข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณอุดหนุนการศึกษาซึ่งวัดสัมพันธวงศ์ไม่มีสิทธิได้รับและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้เพื่อการก่อสร้างอาคาร

คดีในส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหาย

พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย

โดยก่อนหน้านี้ อดีตพระพรหมเมธี ได้หลบหนีคดีออกจากประเทศจากไทย ข้ามไปยังแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว ด้านตรงข้าม จ.นครพนม ก่อนจะเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา จากนั้นขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อต่อเที่ยวบินไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทั่งถูกทางการเยอรมนีควบคุมตัวไว้ได้เมื่อคืนวันที่ 2 มิ.ย. 2561 เเละมีรายงานว่าได้สถานะลี้ภัยจนกลับมามอบตัวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เเละได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครบ 10 ปีศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยืนหยัดหลักนิติธรรม ปราบคอร์รัปชันเชิงรุก

มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานของศาลยุติธรรม ในส่วนของ”ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ”ในโอกาสครบรอบสิบปี โดยวันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ตำรวจนำตัว 'บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา' ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก. สน.บางรัก และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้นำพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. และนางศิรินัดดา หักพาล ภรรยา พร้อมสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนาม เอี่ยวหลอกคนไทยสูญกว่า 12 ล้านบาท พบฟอกเงินซื้อทองคำ

ตำรวจไซเบอร์ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกชายสูงอายุโอนเงินกว่า 1.7 ล้าน นำไปซื้อทองหลบเลี่ยงการติดตามเส้นเงินของเจ้าหน้าที่

ผงะ! ช่วงบอลโลกจับเจ้ามือ 617 รายเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน

สตช.เดินหน้าปราบขบวนการบัญชีม้าทั้งระบบ หลังพบคนร้ายยังใช้เป็นกลไกหลักฟอกเงิน พร้อมเร่งปราบเว็บพนันออนไลน์ ห้วงฟุตบอลโลก จับกุมไปกว่า 4,500 เว็บ เจ้ามือ 617 คน เงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้าน

'อดีตปลัดภูเก็ต' ลุยฟ้องกลับเจ้าสัวที่ดินแจ้งเท็จรีดเงิน 1 ล้าน ชี้คำสั่งให้ออกจากราชการ เร่งรัดผิดสังเกต

อดีตปลัดภูเก็ต ฟ้องกลับเจ้าสัวที่ดินหมื่นล้าน แจ้งความเท็จกลั่นแกล้ง ปมเรียกรับเงิน 1 ล้าน แก้ไขเอกสิทธิ์ที่ดิน ส่วนคดีไล่ออก ปมทุจริตสอบท้องถิ่น ฟ้องกลับศาลคดีทุจริตฯ เเล้ว