การเริ่มต้นของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน (ตอนที่ 1)

 

ชาย ไชยชิต

สถาบันพระมหากษัตริย์สเปนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นับเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในโลกตะวันตก จุดเริ่มต้นของประเพณีการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสเปน เกิดขึ้นภายใต้บริบทความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง ความแตกแยกภายในราชวงศ์บูร์บงของสเปน การแทรกแซงจากภายนอก และอิทธิพลจากกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ของยุโรป

กระแสความคิดทางการเมืองยุคเรืองปัญญาซึ่งแพร่ขยายไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 18 เป็นแรงผลักให้พระเจ้าการ์โลสที่ 3  (Carlos III) ทรงเร่งปฏิรูปประเทศเพื่อมิให้เกิดกระแสการต่อต้านและความไม่พอใจจากพลังของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรป สถาบันพระมหากษัตริย์สเปนเริ่มปรับตัวไปในทิศทางของ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันทรงภูมิธรรม” (enlightened absolutism) นั่นคือ แม้พระมหากษัตริย์ยังคงพระราชอำนาจสูงสุดไว้ แต่ใช้อำนาจรัฐดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับเสริมความเข้มแข็งของรัฐและการขยายดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเล

รัชสมัยของพระเจ้าการ์โลสที่ 3 ระหว่าง ค.ศ. 1759 – 1788 นับเป็นยุคทองของสถาบันพระมหากษัตริย์สเปน แม้สเปนต้องเผชิญการแข่งขันจากมหาอำนาจยุโรปอื่น ๆ โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส แต่พระองค์ยังสามารถประคองประเทศให้ดำรงความมีเสถียรภาพ กระทั่งพระเจ้าการ์โลสที่ 4 (Carlos V) เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1788 สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เป็นปัจจัยภายนอกประการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์สเปน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตะวันตก

เมื่อการปฏิวัติทวีความรุนแรงถึงขั้นประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นในฝรั่งเศส แม้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์สเปนจะแสดงจุดยืนเป็นกลางต่อฝรั่งเศส แต่ชนชั้นนำภายในสเปนส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทในการบริหารประเทศมาตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์การ์โลสที่ 3 ต่างแสดงจุดยืนต่อต้านการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก บทบาทของ มานูเอล กอดอย (Manuel Godoy)นายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลในรัชสมัยกษัตริย์การ์โลสที่ 4 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้สเปนเข้าสู่ภาวะวิกฤต กอดอยได้รับการสนับสนุนการเมืองอย่างมากจากสมเด็จพระราชินีมาเรีย ลุยซา (Marua Luisa) ในทางปฏิบัติอำนาจบริหารประเทศถูกถ่ายเทจากองค์พระมหากษัตริย์ไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีเป็นอันมาก

ยิ่งกว่านั้น ยังเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพระเจ้าการ์โลสที่ 4 กับมกุฎราชกุมารเฟอร์นานโด ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเฟอร์นานโดที่ 7 (Fernando VII) มีจุดยืนไม่สอดคล้องกับพระราชบิดาและกลุ่มของกอดอย เนื่องจากพระมหากษัตริย์มีจุดยืนรักษาพันธมิตรระหว่างสเปนกับฝรั่งเศส ในขณะที่ฝ่ายมกุฎราชกุมารไม่เห็นด้วยกับการที่สเปนร่วมเป็นพันมิตรกับจักรวรรดิฝรั่งเศสภายใต้นโปเลียนในการทำสงครามกับอังกฤษ จุดแตกหักเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1808 เมื่อเกิดเหตุการณ์ลุกฮือที่อารานเฮวซ (Aranquez) ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรีกอดอยออกจากอำนาจ และบีบให้พระเจ้าการ์โลสที่ 4 สละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรส

มกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เฟอร์นานโดที่ 7 สเปนในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ฉวยโอกาสจากความอ่อนแอและความแตกแยกภายในราชสำนักสเปนเข้าแทรกแซงกิจการภายในอย่างเปิดเผย โดยใช้ทั้งกำลังทหารและแรงกดดันทางการเมือง ในที่สุดทั้งพระเจ้าเฟอร์นานโดที่ 7 และพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ถูกบีบให้เดินทางไปยังเมืองบายอน (Bayonne) ในฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียนได้กดดันให้ทั้งสองพระองค์สละสิทธิในราชบัลลังก์สเปน แล้วสถาปนา โฌแซ็ฟ-นโปเลียน โบนาปาร์ต (Joseph-Napoléon Bonaparte ) พระเชษฐาของตน ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสเปนแทน

หลังจากสถาปนาราชวงศ์โบนาปาร์ตขึ้นในสเปน จักรพรรดินโปเลียนพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบใหม่ของพระเจ้าโฆเซที่ 1 แห่งสเปน (José I ) ผ่านกระบวนการทางกฎหมายและพิธีกรรมทางการเมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของระบอบพระมหากษัตริย์ที่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญนิยมสมัยใหม่ มิใช่เพียงระบอบที่สถาปนาขึ้นจากการยึดอำนาจโดยกองทัพต่างชาติเท่านั้น นั่นคือ “การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับแรก”

จักรพรรดินโปเลียนทรงให้จัดประชุมผู้แทนชนชั้นนำของสเปนจากสามฐานันดร จำนวน 150 คน ณ เมืองบายอน ระหว่างวันที่ 15–30 มิถุนายน ค.ศ. 1808 เพื่อให้เป็น “สภาแห่งชาติ” ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของสเปนและอาณานิคม แต่มีผู้ตอบรับเข้าร่วมจริงประมาณ 90 คน กลุ่มชนชั้นนำสเปนที่ยอมเข้าร่วมประชุม มีทั้งกลุ่มที่หวาดกลัวอำนาจของจักรพรรดินโปเลียน และกลุ่มที่มองว่าราชวงศ์บูร์บงเดิมสร้างความเสื่อมถอยแก่ประเทศ จึงหวังใช้โอกาสนี้ปรับปรุงสถาบันพระมหากษัตริย์สเปน

ภารกิจหลักของสภาแห่งชาติที่บายอนคือ การประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรสเปน ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การกำกับอย่างใกล้ชิดของจักรพรรดินโปเลียน โดยมีนายเอสเมนาร์ด (Esmenard) ชาวฝรั่งเศสผู้พำนักในสเปน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความประสงค์ของจักรพรรดินโปเลียน โดยวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญตามแบบของรัฐธรรมนูญจักรวรรดิฝรั่งเศส ค.ศ. 1804 ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของฝ่ายบริหาร และการจัดตั้งสถาบันทางการเมือง อาทิ วุฒิสภา สภาแห่งรัฐ สภาผู้แทนระดับชาติ และคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับแบบแผนการปกครองของฝรั่งเศสมากกว่าสถาบันดั้งเดิมของสเปน

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสเปนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1808 ในวันสุดท้ายของการประชุม สภาแห่งชาติที่เมืองบายอนได้ร่วมกันปฏิญาณตนว่า จะจงรักภักดีต่อระบอบการปกครองที่สถาปนาขึ้นใหม่ อันเป็นการแสดงออกว่าผู้แทนระดับชาติของสเปนได้ยอมรับอำนาจของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่และกฎหมายพื้นฐานฉบับนี้อย่างเป็นทางการแล้ว สอดคล้องกับคำปรารภของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า พระเจ้าโฆเซ นโปเลียน ทรงปรึกษาหารือกับสภาแห่งชาติสเปนที่ประชุมกัน ณ เมืองบายอน แล้วจึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อเป็นกฎหมายพื้นฐานของรัฐ และเป็นรากฐานแห่งพันธสัญญาที่ผูกโยงพระมหากษัตริย์และประชาชนของพระองค์

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรสเปน: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1808)  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 2)

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 4 ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490