“วีระยุทธ” ซัดรัฐบาลรับมือวิกฤตน้ำมันล่าช้า ไร้นโยบายเร่งด่วนชัดเจน ชี้เดินตามหลังประชาชน ไม่กล้าตัดสินใจรื้อโครงสร้างราคา พร้อมเตือนต้องมีทั้งมาตรการรับมือ-เชิงรุก สร้าง ความมั่นคงทางพลังงาน นำประเทศฝ่าวิกฤตอย่างเป็นระบบ
9 เมษายน 2569 - เวลา 12.57 น. ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า เมื่อประเทศอยู่ในวิกฤตประชาชนย่อมหวังให้รัฐบาลเรืองอำนาจประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว รัฐบาลต้องคิดเผื่อประชาชนและภาคธุรกิจถือธงเดินนำหน้าพวกเรา คอยประคับประคอง รองรับคลื่นรวมภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ถาโถมเข้ามา แต่สิ่งที่คนไทยได้รับกลับเป็นรัฐบาลที่เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว กว่านายกรัฐมนตรีจะยอมรับว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ และเราต้องปรับตัวกันทุกภาคส่วนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น กว่ารัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบค่าการกลั่นเพื่อลดราคาค่าน้ำมัน ช้าไป 4 สัปดาห์ กว่าจะหาตัวไอ้โม่งเริ่มจับรายใหญ่ที่ลักลอบกักตุนน้ำมันได้ ที่สำคัญและจำเป็นช้าไป 3 สัปดาห์ ที่ไม่ใช่แค่ช้าแต่ผิดเลย
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ในคำแถลงฉบับนี้มีแค่ย่อหน้าเดียวในย่อหน้า 2 ที่พูดถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่เนื้อในที่เหลือทั้งหมดเหมือนย้อนเวลากลับไปปีที่แล้วหรือสองปีที่แล้ว ในแง่การเขียนนโยบายเดาได้ไม่ยากใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกัน และเพิ่มอีกหนึ่งย่อหน้าเกี่ยวกับตะวันออกกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้ และเมื่อวุ่นวายไม่รู้จะปรับอย่างไรเติมไปอีกหนึ่งย่อหน้า หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ หรือว่านี่เป็นวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่แน่ใจ
แต่อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่การทำรายงานกลุ่ม แต่เป็นการบริหารประเทศในยามวิกฤต คำแถลงฉบับนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน ถ้ารัฐบาลรู้ร้อนรู้หนาวต้องประเมินให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องเร่งด่วนต้องตัดสินใจและมาสื่อสารกับประชาชน หรืออะไรที่ต้องเตรียมพร้อมเตรียมการไว้ล่วงหน้าเดินนำหน้าประชาชน ตอนนี้สิ่งที่คนคาดหวังคือมาตรการเร่งด่วนชัดว่าจะเอาอย่างไรกับความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมัน
นายวีระยุทธ กล่าวว่า เราอยากเห็นหมวดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตน้ำมันชัดๆ ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำมันแพงอย่างไร แต่น่าเสียดายเพราะสิ่งที่ที่ตนได้แสดงให้เห็นคือคำแถลงนโยบายในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 54 แต่กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้ในรัฐบาลอนุทิน ปี 69 ซึ่งวิกฤตน้ำมันรุนแรงกว่าปี 54 หลายเท่าตัว ซึ่งสถานการณ์ที่ปั่นป่วนแบบนี้ภาคธุรกิจหรือภาคประชาชนจะเบาใจลงได้ก็ต้องมีรัฐบาลที่เดินนำหน้า ประกาศให้ชัดว่าจะมีแนวทางในการบริหารจัดการประเทศอย่างไร แต่เราไม่เห็นการแยกนโยบายเร่งด่วนออกมาเลย อ่านแล้วไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะจัดการราคาน้ำมันอย่างไร อ่านแล้วไม่เห็นภาพว่าจะมีบริหารการคลังอย่างไร ซึ่งมีพูดถึงการช่วยประชาชนไว้บ้างอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าหมายถึงใครแล้วจะใช้วิธีไหน ซึ่งคนไทยทุกคนก็รู้สึกเปราะบางกันไปหมดแล้ว
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า คำถามที่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจอยากรู้ที่สุดคือท่านจะจัดการเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไรโดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลแบบเต็มๆ ส่วนสิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการเตรียมมาตรการระยะกลาง ภาครัฐไทยในสถานการณ์แบบนี้ต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน แล้วถ้าบังเอิญโชคดีสงครามจบเร็วก็ให้ถือเป็นโบนัสในชีวิต ประเมินไว้เลยว่าหากสงครามลากยาว โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันก๊าซถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปทั้งปี 69 เป็นอย่างน้อยท่านจะทำอย่างไร เพราะผลกระทบจะเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ แต่ต่อให้เป็นลูกโซ่ท่านต้องประเมินแบบมีโฟกัสรู้ว่าอะไรคือจุดสำคัญของห่วงโซ่ของลูกโซ่ผลกระทบแต่ละจุด โดยใช้ข้อมูลนำ
สรุปคือในภาวะวิกฤตแบบนี้ต้องมีนโยบายเร่งด่วน ประกาศแนวทางให้ชัดว่าจะเอาอย่างไรกับราคาภาษีหรือการคลังหรือการช่วยเฉพาะกลุ่มเพื่อคลายความกังวลลดความไม่แน่นอนกับสังคมไทย และต้องมีนโยบายรับมือผลกระทบลูกโซ่ แต่ในภาวะแบบนี้มีวิธีการรับมือผลกระทบลูกโซ่ยังไม่พอ ต้องมีนโยบายเชิงรุกไปพร้อมกันด้วย รัฐบาลต้องถือธงนำสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกันประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจำเป็นชัดเจน หนักแน่น และมุ่งมั่นเป็นภารกิจ ที่ทั้งรัฐและเอกชนทั้งประเทศจะไปด้วยกัน เราขอเสนอว่าภารกิจสำคัญที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย
นายวีระยุทธ อภิปรายว่า ความมั่นคงทางพลังงานเราเสนอว่าต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่องและราคาเอื้อมถึง และต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทุกคนต้องเห็นว่าเดินไปสู่จุดหมายเดียวกัน ไม่ใช่ทำอย่างสะเปะสะปะ และย้ำว่าจะต้องไม่ใช้กลไกรัฐหรือกลไกมหาดไทย ไปบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกัน เพราะความมั่นคงทางพลังงาน จะทำให้นำไปสู่การสร้างงานใหม่งานดีให้กับสังคมไทย เป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้และทำให้เราทุกคนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นไปด้วยกัน การทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องไม่จบแค่เชิงรับแต่ต้องมีเชิงรุกด้วย
“ต่อให้นโยบายดีหรือไม่ดีครบหรือหรือไม่ครบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่นโยบายจะสำเร็จไม่สำเร็จที่ผ่านมาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยพบแล้วว่าอยู่ที่ส่วนผสมของรัฐบาล เราเคยมีรัฐบาลทหารล้วน รัฐบาลพรรคเดียวนำ รัฐบาลผสมหลายพรรค ส่วนผสมคือตัวกำหนดระดับความสำเร็จ
ถ้าถามว่ารัฐบาลอนุทิน 2 มีส่วนผสมอย่างไรผมคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าเป็นการรวมตัวระหว่างบ้านใหญ่กับเทคโนแครต การเมืองบ้านใหญ่ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ส่วนการทำนโยบายสไตล์เทคโนแครต ก็มีจุดแข็งจุดอ่อนในตัวเองเช่นกัน ปัญหาคือเวลาเอามารวมกันต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่งให้กันและกันเพื่อให้อยู่รวมกันได้ การเมืองบ้านใหญ่จริงๆมีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้กล้าเสีย ตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ ผมคิดว่าเจอเรื่องน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอท่านปิดตา ยอมฟังเทคโนแครต ท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้ กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆแทน เช่น การลดราคาหน้าโรงกลั่น
ในทางกลับกันเทคโนแครต ซึ่งน่าจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้หลักวิชาคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมและประสิทธิภาพความคุ้มค่าไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์แต่เมื่อมารวมกับบ้านใหญ่ก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้ทำโครงการที่น่ากังขาจำนวนมาก อย่างโครงการ MotoGP ที่เจาะจงไปที่บางจังหวัด ถ้าคิดตามหลักการเทคโนแครตล้วนๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน เมื่อยอมปิดตาข้างนึงให้ฝ่ายบ้านใหญ่โครงการแบบนี้ ก็จะเกิดอีกจำนวนมากแลกกับการที่เทคโนแครตได้ร่วมรัฐบาลต่อไป ผมจึงเรียกระบอบนี้เป็นปิดตาธิปไตย ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสีย แบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่มีหลักการแบบเทคโนแครตด้วย“
นายวีระยุทธ อภิปรายว่า ตัวอย่างที่ส่งผลร้ายแรงต่อประเทศคือกรณีน้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตร แล้วล่าสุดยังพบอีก รถอมน้ำมัน 11,00 คัน ไม่ส่งปั๊มเริ่มตั้งแต่การที่นายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งบัญชาการหัวโต๊ะช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่หือไม่อือเลย
ผลคือความรั่วไหลในระบบในระบบปิดตาธิปไตย ที่หลอมรวมบ้านใหญ่กับเทคโนแครตเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศในยามวิกฤตจะมีประสิทธิภาพอีกขั้นหนึ่งถ้าเราทุกคนโดยเฉพาะรัฐบาล ถ้าเป็นผู้นำมองเห็นทางออกทางว่าเราจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ในสภาพแบบไหน
“ตอนที่นายกฯ บอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะท่านเคยพาประเทศไทยผ่านวิกฤตโควิดมาแล้ว ผมว่าหลายคนเสียวสันหลัง หลายคนคิดถึงญาติพี่น้องของตัวเองที่จากไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากความสูญเสียระดับปัจเจก ประเทศไทย เรายังออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอมในระดับมหาภาคด้วย ตอนนั้นมีการออกพระราชกำหนดเงินกู้ 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการกระตุ้นบริโภคระยะสั้น เราจึงได้ยินซีรีส์โครงการคนละครึ่ง เราไม่ทิ้งกัน เราชนะ ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่แทบไม่ได้ทำโครงการที่เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการและให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตหลังโควิดให้แข็งแรงขึ้น ทำให้หนี้สาธารณะพุ่ง เราใช้เงินมหาศาลแต่เราใช้เงินไปกับการรักษาอดีต ไม่ได้ใช้เงินไปกับการสร้างอนาคต“นายวีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ อภิปรายว่า อยากให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นว่านี่คือการบริหารประเทศในยามวิกฤต ไม่ใช่ภาวะปกติท่านต้องมีนโยบายเชิงรับให้ชัดเจน ท่านต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่า จะทำอย่างไรกับราคาน้ำมันและภาษีในมือหรือโรงกลั่น และนโยบายเชิงรุกต้องหนักแน่น ให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกันว่าเราจะให้ความมั่นคงทางพลังงานอย่างไรในแต่ละคนจะปรับตัวอย่างไร ให้เราวิกฤตออกจากวิกฤตในครั้งนี้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิมไปด้วยกัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'พรรคส้ม' ตอกลิ่ม ภาพสยบรอยร้าว 2 น. 1 พ. สะท้อนขัดแย้งหนัก จับตาปรับ ครม.หนู 2 จูบปากหรือเขี่ยทิ้ง
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีภาพสยบรอยร้าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
'พริษฐ์' เปิดหลักฐานเส้นเงิน อ้างโยงขบวนการโกง สว. 2 จังหวัด
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมในการจ้างคนมาลงสมัคร เพื่อให้มาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครตัวจริงที่ทางขบวนการได้ล็อกตัวไว้ผ่านโพยใบสั่ง
'เอ็ดดี้ อัษฎางค์' วิเคราะห์ใครอันตรายกว่ากัน ส้มรื้อราก-น้ำเงินรวบอำนาจ
นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "ใครอันตรายกว่ากัน" ส้มรื้อราก น้ำเงินรวบอำนาจ มีเนื้อหาดังนี้การเมืองไทยในวันนี้ดูเหมือนกำลังบีบให้ประชาชนเลือกอยู่ระหว่างความเสี่ยงสองแบบ
'เดชรัต' ผู้รับผิดชอบนโยบายปฏิรูป สปสช. พรรคส้ม แจง 3 ข้อ ยืนยันไม่คิดล้มบัตรทอง
นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในดราม่าเรื่อง พรรคประชาชน จะล้ม บัตรทอง หรือ สปสช. มีหลายข้อกล่าวหาด้วยกัน ผมในฐานะผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ขอชี้แจงหลัก 3 ข้อ และขอสรุปข้อรับฟังที่ผมรับฟังจากทุกท่านในส่วนที่เหลือ
'ทนายอั๋น' หอบหลักฐานยื่น 'ปชน.' ชง อสส. ฟ้องศาล ฟันแก๊งฮั้ว สว.
'ทนายอั๋น' หอบหลักฐานยื่น สส.ปชน. ชงอัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ลากคอขบวนการฮั้ว สว. ผิดมาตรา 49 พร้อมฟันกกต. ผิด 157 ด้าน 'ภัณฑิล' ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่
'สุขสมรวย' โต้ฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. ย้ำคลิปเป็นงานผ้าขาวม้าเมื่อ 2 ปีก่อน บอกฮั้วจริงน้องสะใภ้คงฉลุย
‘สุขสมรวย’ โต้ฝ่ายค้านปมฮั้ว สว. ย้ำคลิปเป็นงานผ้าขาวม้าเมื่อ 2 ปีก่อน ไม่เกี่ยวเลือก สว. ชี้ กกต.ตรวจสอบจบแล้ว ซัดอย่านำข้อมูลเก่ามาบิดเบือน ชี้ถ้าฮั้วจริง น้องสะใภ้ คงฉลุยแล้ว พร้อมสั่งฝ่ายกม. ถอดเทปรายการดัง หลังเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง โอดผิดหวังคนรุ่นใหม่ใช้วิธีนี้

