
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่โหมกระหน่ำอย่างหนักในช่วงนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงทางการเมือง แต่เป็นเพียงเกมจิตวิทยาและสงครามข่าวสารที่ถูกขับเคลื่อนจากสองทางหลัก คือกลุ่มคนนอกที่ไม่ชอบรัฐบาล พยายามดิสเครดิตเพื่อสร้างความสั่นคลอน และ สส.บางกลุ่มในพรรคสีน้ำเงินที่กระหายเก้าอี้กระทรวง
ในจังหวะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไปเยือนประเทศจีน ปล่อยข่าวลือเพื่อกดดันและต่อรองอำนาจ ควบคู่ไปกับกระแสข่าวดีลการเมืองข้ามประเทศเรื่องแดงเขียวที่ประเทศโมนาโก
ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงการปั่นกระแสจากผู้ที่เข้าไม่ถึงแหล่งข่าวและไม่รู้จริงทั้งสิ้น นายกฯ อนุทิน ได้ออกมายืนยันเสียงแข็งแล้วว่ายังไม่มีแนวคิดปรับ ครม. และไม่มีการดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลเพิ่มอย่างแน่นอน
สอดคล้องกับท่าทีของ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ที่ออกมาระบุชัดเจนว่า การพิจารณาปรับ ครม. ควรให้เวลาทำงานอย่างน้อยหนึ่งปีจึงจะเหมาะสมที่สุด
การแท็กทีมสยบข่าวลือของทั้งคู่จึงเป็นการปิดประตูเกมต่อรองได้อย่างทันท่วงที งานนี้ใครที่คิดจะปล่อยข่าวรายวันเพื่อรอเสียบเก้าอี้รัฐมนตรีคงต้องคิดใหม่ เพราะทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาและการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากกลุ่มการเมืองใดหรือคนในพรรคยังฝืนเล่นนอกเกมเพื่อต่อรองอำนาจเกินขอบเขต คงต้องระวัง “ครูใหญ่” แห่งค่ายน้ำเงินจะใช้จังหวะนี้เดินเกมเอาคืนและจัดระเบียบภายในพรรคแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนทำให้คนที่รอจังหวะเสียบต้องชวดเก้าอี้และกระเด็นหลุดจากวงโคจรไปในที่สุด
๐ ประกาศเด็ดขาดของ อนุทิน ในฐานะ มท.1 ที่เตรียมรีเซตกระทรวงคลองหลอดครั้งใหญ่ในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อลบภาพลักษณ์กระทรวงมหาไถ ด้วยการปรับย้ายข้าราชการระดับสูงครั้งใหญ่ไฟกะพริบครอบคลุมตั้งแต่รองปลัด อธิบดี ผู้ตรวจราชการ ไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงการเติมเต็มตำแหน่งที่เกษียณอายุอีกหลายสิบตำแหน่ง โดยชูนโยบายก้าวข้ามความเป็นสิงห์ดำและสิงห์แดง พร้อมสลายทุกกลุ่มก๊วนและการเมืองภายใน มุ่งยึดถือความอาวุโส ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และประวัติไร้ความด่างพร้อยเป็นสำคัญ รวมถึงให้เร่งเคลียร์ปัญหาระหว่างสายบังคับบัญชา ระหว่างขั้วของอนุทินที่หนุน “ปลัดป๊อป” อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ และขั้วของ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ที่ถูกมองว่าหนุน “อธิบดีพวง” นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ จนเกิดภาวะงัดข้อและประลองกำลังกันทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ว่าสุดท้ายแล้วจะจัดการอย่างไร
แม้การรีเซตกระทรวงมหาดไทยเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่หากมองเลยไปถึงเสียงเรียกร้องจากคนนอกที่อยากให้รื้อถอนระบอบสีน้ำเงินทิ้งทั้งหมด ก็ต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงความเป็นจริง หากระบอบสีน้ำเงินถูกรื้อถอนลงไปแล้ว อาจเปิดทางให้ระบอบสีส้มเข้ามามีอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อรื้อรากถอนโคนโครงสร้างการปกครองและเปลี่ยนแปลงประเทศแบบหน้ามือเป็นหลังมือ พร้อมรื้อประเทศแบบถอนรากถอนโคน อยากถามว่าอย่างไหนกันแน่ที่น่ากลัวและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติมากกว่ากัน
๐ การออกมาเคลื่อนไหวของ “เสี่ยเม้ง” นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ผ่านการโพสต์ข้อความปกป้องครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย จากประเด็นดรามาสวมกางเกงขาสั้นร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยถ้อยคำดุเดือดว่า “การใส่กางเกงขาสั้นที่ขาตัวเอง แต่ไปหนักหัวคนอื่น ยังดีกว่าข้าราชการที่สวมเครื่องแบบแล้วปล้นเงินลูกหลานชาวนาไปโกงสอบท้องถิ่น” นั้น ไม่ได้สะท้อนแค่ความเชื่อมั่นผู้นำและปกป้องผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองแล้ว วัชรพงศ์ ถือเป็นหนึ่งในมือปืนคนใหม่ของทัพสีน้ำเงิน ที่มักจะออกหน้าปกป้องทั้งตัวนายกฯ และ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทุกกระแสโจมตีรอบด้าน
น่าจับตาหากสุดท้ายมีการจัดทัพใหม่ หรือการปรับ ครม.ในอนาคต เสี่ยเม้ง จะได้เข้าทำเนียบฯ ไปแสดงฝีมือในฝ่ายบริหารหรือไม่.
เสือดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การเมืองไฮไลต์จับตากับผลการวินิจฉัยของ กกต. คดีฮั้ว สว. ว่าจะส่งดำเนินการ 229 คนในวันที่ 14 ก.ย. หรือไม่ นอกจากการต่อสู้กันในเรื่องพยานหลักฐานแล้ว ยังมีการปั่นกระแสเพื่อกดดันการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระด้วย ทั้งในแง่การตีความกฎหมายกดดันและปล่อยข่าวลือต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง
บันทึกหน้า 4
เริ่มบันทึกวันนี้ขอหยิบยกเทศนาคำสอนของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ..จากสุขในบ้าน สู่ความเกษมศานติ์ทั่วสังคมมา “กระตุกต่อมสติ” ของพุทธศาสนิกชนที่กำลังรู้สึกผิดหวัง และเหนื่อยระอากับเรื่องราวอื้อฉาวของ “เหลือบผ้าเหลือง” มาเป็นหลักคิด..ความว่า ..โยมจะต้องไม่มองว่าเป็นพระประพฤติชั่ว โยมจะต้องมองว่าคนชั่วเข้ามาทำลายพระศาสนา พระไม่ดี พระเสียหาย พระหลอกลวง พระเหลวไหล ไม่น่านับถือ
บันทึกหน้า 4
ยิ่งยื้อยิ่งเดือด! ถึงจะเข้าทางรัฐบาลที่อุตส่าห์ลากถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 วาระ 2 และ 3 มาถึงวันพฤหัสฯ เบียดวาระการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567
บันทึกหน้า 4
ต้องถือว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท และกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2-3 ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย.
บันทึกหน้า 4
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่อาคารรัฐสภา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุม ครม.แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5
บันทึกหน้า 4
ภาพสะท้อนการเมืองไทย เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่เข้มข้น ทั้งในมิติของการบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อชาวต่างชาติ การวางรากโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านคณะกรรมการชุดใหม่ ไปจนถึงการปรับทัพการสื่อสารท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีที่ยังคงเป็นคำถามคาใจสังคม

