
แป๊บเดียว วันอาทิตย์อีกแล้วครับ
วันนี้มีจดหมายสามฉบับมาชวนคุยกัน เรื่องไม่เหมือนกันสักเรื่อง แต่พออ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมาเปิดพร้อมกัน
ฉบับแรกถามเรื่องเงินภาษีที่ใช้ไปกับการศึกษาดูงาน ฉบับที่สองอยากให้ยุบไทยพีบีเอส ส่วนฉบับสุดท้ายถามกันตรงๆ ว่าไทยโพสต์เปลี่ยนไปแล้วหรือ
โดยเฉพาะฉบับสุดท้าย ผมอ่านแล้วต้องกลับไปอ่านอีกเที่ยว
เอาเป็นว่าเปิดทีละซองดีกว่าครับ
เริ่มจากคุณไพรัตน์ ตามตระกูล
เรียน คุณเสมอต้น เปิดซองออนไลน์ ไทยโพสต์
ในฐานะประชาชน ผมขอใช้พื้นที่นี้ตั้งข้อสังเกตและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณของแผ่นดิน ทั้งในระดับนิติบัญญัติและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ. และ อบต.) ประเด็นการเดินทางไป “ศึกษาดูงาน” และการบริหารโครงการพัฒนาที่ขาดการบูรณาการ จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
เช่น กรณีโครงการขุดสายไฟลงใต้ดินในหลายหัวเมืองใหญ่ ที่ทำให้ผิวถนนหลักไม่เรียบและซอยย่อยขรุขระพังเสียหาย
ที่ผ่านมา ประเทศเรามักมองว่าการตรวจสอบความโปร่งใสเป็นหน้าที่ของภาคประชาสังคมที่ต้องไปร้องเรียนหรือล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง “ความโปร่งใสและซื่อสัตย์” ควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ที่หน่วยงานรัฐและผู้เสนอตัวมาเป็นตัวแทนต้องแสดงออกมาก่อน โดยรัฐสภาและหน่วยงานส่วนกลางสามารถออกระเบียบภายในเพื่อเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายงบประมาณรายบุคคล และสถิติการทำงานผ่านระบบ Dashboard ออนไลน์ให้ประชาชนเข้าถึงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการร้องขอ
นอกจากนี้ จะเป็นการดีไหมถ้าหากสามารถอุดช่องโหว่ของการเขียนโครงการดูงานเพื่อบังหน้าการทัศนศึกษา เราจำเป็นต้อง “พลิกวิธีคิด” จากเดิมที่เน้นตรวจสอบเอกสารหลังใช้เงินเสร็จ มาเป็นการ “ล็อกผลสัมฤทธิ์ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนอนุมัติ” โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ
1.ล็อกเป้าหมาย: ต้องตั้งต้นจากปัญหาจริงในพื้นที่ ไม่ใช่สถานที่ที่อยากไป
2.ล็อกความรับผิดชอบร่วม: บังคับให้หน่วยงานราชการฝ่ายปฏิบัติการ (กมธ./อบจ./อบต.) ร่วมเซ็นรับรองความพร้อมทางเทคนิคก่อนเดินทาง
3.เกณฑ์ความคุ้มค่า 90% หรืออาจจะเกือบ 100 % ยิ่งดี : หากประเมินแล้วพบว่าองค์ความรู้ที่จะไปดูงานมา มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาบังคับใช้ได้จริงต่ำกว่า 90% ต้องระงับโครงการและห้ามอนุมัติงบประมาณทันที และหากปล่อยให้ไปแล้วกลับมาไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม จะต้องมีบทลงโทษตัดงบประมาณดูงานในปีถัดไป 100% พร้อมขึ้นบัญชีดำประจานรายชื่อผู้บริหารโครงการบนหน้าเว็บไซต์สภา
หากเราสามารถยกระดับเกณฑ์คัดกรอง 90% นี้ให้เป็นมาตรฐานแห่งชาติ บีบให้ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบต่อ “ผลสัมฤทธิ์จริงที่จับต้องได้” วัฒนธรรมการผลาญเงินภาษีเพื่อไปเที่ยวก็จะหมดไป และเปลี่ยนเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสื่อมวลชนจะช่วยเป็นกระบอกเสียงหรือนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เป็นไปเพื่อการปฏิรูประบบราชการให้เกิดขึ้นโดยเร็ววันและมั่นคงให้กับลูกหลานต่อไป เพราะได้ยินคำว่าปฏิรูประบบราชการมาเนิ่นนาน จนกลัวเลยครับ
ขอแสดงความนับถือ
ไพรัตน์ ตามตระกูล
คุณไพรัตน์ครับ
เรื่องศึกษาดูงานต่างประเทศนี่ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าไปดูงานหรือไปเที่ยวกันแน่
ไม่ได้ว่าทุกคณะนะครับ แต่บางคณะกลับมาแล้วก็อยากถามว่า ไปดูอะไรมาบ้าง แล้วบ้านเมืองเราได้อะไร
ล่าสุดสภาฯ ขยับแล้ว มีการตัดงบศึกษาดูงานต่างประเทศของคณะกรรมาธิการสามัญในงบปี 2570 และมีมาตรการระงับการเดินทางของ สส. กับข้าราชการรัฐสภาด้วย
ก็ดีครับ
แต่ผมอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าไม่ได้ไปต่างประเทศแล้ว จะยังทำงานกันได้ตามปกติไหม
ถ้าทำได้เหมือนเดิม ก็มีคำถามตามมาว่า…
แล้วที่ผ่านมาเสียเงินไปทำไมตั้งเยอะแยะ?
เอ้า! เปิดอีกซองกันดีกว่า
คุณนิรมล คงประยูร
คนคุ้นเคยของเปิดซองออนไลน์อีกคนหนึ่ง เขียนมาคุยกันหลายครั้งแล้ว แม้ไม่เคยพบหน้ากัน แต่ผมก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้ว
คราวนี้คุณนิรมลมาเรื่องไทยพีบีเอส
เรียนคุณเสมอต้น ที่นับถือ,
จากที่อ่านข่าว… ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมี ไทยพีบีเอส
ยุบให้หมดเลยค่ะ ช่องของรัฐด้วย ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ต่อชาวบ้านตาดำๆ อย่างเรา ซึ่งมีอาชีพ เป็นเกษตรกร ทำไร่-ทำนา 🌾🌱
และที่สำคัญ จะมีกี่คนที่ดู ทีวี 📺 ???
พูดแล้วเซ็งเนอะ ยุบๆ ให้หมดเลย คนทำงานก็เยอะเกิ้น เงินเดือนสูง, กินหรู อยู่สบายมีคนขับรถประจำตำแหน่งอีก555 ให้เงินเค้าเยอะ ก็เลยบริหารกัน แบบสบายใจ อยากจ้างใครก็จ้าง ( ไม่ใช่เงิน กรู)
คนได้รับค่าจ้างแพงๆ ตอนละ 4 หมื่น เงียบกริ๊บ😱
ถ้าทำงานบริษัทเอกชน บริหารงาน-ทำงานกันสบายแบบนี้ บริษัท เค้าไล่ออกหมดแล้ว!!
ขอแสดงความนับถือค่ะ
นิรมล คงประยูร
ปล. รู้สึกอัดอั้น-ตันใจ แทน สื่อดีมีคุณภาพ
อ่านแล้วรู้เลยว่าอัดอั้นจริงๆ
พูดถึงไทยพีบีเอสก็มีเรื่องให้ขำครับ
พอ สตง. ตรวจสอบเรื่องเงิน 85.22 ล้านบาท แล้วข้อมูลหลุดออกมาเป็นข่าว ไทยพีบีเอสถึงกับเตรียมร้องเรียนว่าองค์กรเสียหาย ทั้งที่เรื่องยังไม่ถึงข้อยุติ
แหม…ทีสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดไปถึงไอลอว์-ไอติม ก็เห็นนำเสนอข่าวกันเป็นตุเป็นตะ ไม่เห็นห่วงเลยว่า ดีเอสไอจะเสียชื่อเสียงหรือเปล่า
สงสัยเอกสารหลุดของคนอื่นเป็นข่าว แต่พอเอกสารตัวเองหลุดขึ้นมาเป็นเรื่อง!
เรื่องไทยพีบีเอส ผมเคยเขียนความเห็นไปแล้วว่า ประเทศไทยควรมีสื่อสาธารณะ และวันนี้ก็ยังคิดอย่างนั้น
แต่จะต้องเป็นไทยพีบีเอสในรูปแบบปัจจุบันหรือเปล่า อันนี้คุยกันได้ครับ
ถ้าคุณนิรมลเห็นว่ายุบไปก็ไม่เสียหาย ผมก็ไม่ขัดที่จะตั้งคำถามกับองค์กรนี้เหมือนกันว่า เงินที่ใช้ไปแต่ละปี ประชาชนได้อะไรกลับมาบ้าง
เพียงแต่ผมเสียดายถ้าเราจะเลิกคิดเรื่องสื่อสาธารณะไปเลย
ไหนๆ เรื่องนี้ก็ถกเถียงกันใหญ่แล้ว ผมว่าแทนที่จะเถียงกันแค่ว่าจะยุบหรือไม่ยุบ ลองช่วยกันคิดดีกว่าว่า สื่อสาธารณะที่ประชาชนอยากเห็นควรมีหน้าตาอย่างไร
เผื่อจะได้อะไรดีกว่าของเดิม
คุณนิรมลว่าไหมครับ?
ทีนี้มาถึงซองสุดท้าย
จดหมายฉบับนี้เกี่ยวกับงานเสวนา “เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา
เจ้าของจดหมายเป็นคนอ่านไทยโพสต์และติดตามคุณเปลว สีเงิน มานาน แต่พอเห็นภาพจากงานเสวนาแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจ
ลองอ่านกันครับ
ถึงไทยโพสต์ คุณเสมอต้น
ดิฉันมีโอกาสได้ดูเสวนา 30 ปีไทยโพสต์ เรื่องเหลียวหลังแลหน้าวาดอนาคตประเทศไทย เมื่อวันก่อนเห็นนายธนาธร นางสาวช่อ มาร่วมงานด้วย ในฐานะที่ดิฉันติดตามอ่านไทยโพสต์ และคุณเปลว สีเงิน มานาน แล้วรู้สึกไม่สบายใจเลยค่ะ
ยิ่งเห็นคลิปที่คุณเปลว นั่งคุยกะหนุงกะหนุงกับทั้งสองคนแล้ว ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจคุณเปลว ไทยโพสต์ เปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้แล้วหรือ
คุณเปลว ไทยโพสต์ ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ว่าสองคนมีแนวอย่างไรบ้าง ทำไมต้องเปิดประตูต้อนรับคนที่มีแนวคิดอันตรายแบบนี้ ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ เลยทำให้ดิฉันที่ติดตามอ่านไทยโพสต์กับคุณเปลวมานาน รู้สึกจะไม่อยากตามอ่านแล้วมันเหมือนกับความไว้เนื้อเชื่อใจหายไปหมดแล้ว
หนิง กาญจนา
อ่านจดหมายคุณหนิงแล้ว ผมเข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกไม่สบายใจ เพราะเรื่องที่คุณหนิงเป็นห่วงนั้นสำคัญกับคุณหนิงมากทีเดียว
แต่ผมอยากชวนมองภาพวันนั้นอีกสักนิดครับ
วันนั้นไทยโพสต์เชิญคุณธนาธรมาร่วมเสวนา ส่วนคุณช่อก็มาด้วยกัน หลังเสวนาจบ ทั้งสองคนก็ไปทักทายคุณเปลว พูดคุยกันอย่างเป็นกันเองตามที่คุณหนิงเห็นนั่นแหละครับ
สำหรับผม ภาพที่เห็นก็เป็นการทักทายกันตามปกติ
คุณเปลวอายุ 80 กว่าแล้ว มีคนรุ่นลูกรุ่นหลานมาหา มาทักทาย แกก็พูดคุยด้วยตามประสาผู้ใหญ่ จะให้ทำหน้าบึ้งหรือหันหน้าหนี ก็คงไม่ใช่นิสัยที่เราอยากเห็นจากใครเหมือนกัน
คนเราเห็นต่างกันทางการเมือง วิพากษ์วิจารณ์กันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพอพบหน้ากันแล้วจะพูดคุยกันไม่ได้ ส่วนเรื่องไหนมีข้อโต้แย้งก็ถกเถียงกันไป หากเกี่ยวข้องกับกฎหมายก็ว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม
ส่วนไทยโพสต์ก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป คนทำข่าวก็รายงานข่าว คนเขียนคอลัมน์ก็แสดงความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ได้มีอะไรต้องเปลี่ยนเพราะเชิญใครมาร่วมเวทีหรือเพราะใครไปทักทายคุณเปลว
ผมเข้าใจว่าคุณหนิงรักและผูกพันกับไทยโพสต์มาก ถึงได้เขียนมาถามกันตรงๆ
แต่อย่าเพิ่งหมดความไว้เนื้อเชื่อใจกันเพราะภาพการพูดคุยไม่กี่นาทีเลยครับ
ไม่อย่างนั้นต่อไปใครจะไปทักทายคุณเปลว คงต้องส่งประวัติพร้อมความเห็นทางการเมืองมาให้ตรวจสอบก่อน
กว่าจะได้คุยกัน แกคงรอจนเมื่อย!
— เสมอต้น
11 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'AI'กับ'เครื่องมืออันเก่าแก่'
ดูเหมือนว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ ในทุกวันนี้...มันน่าจะมีอยู่ 2 โลกหรือ 2 ใบด้วยกัน อันแรก...คือ โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่สิ่งใดๆ ที่เห็น มันก็ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น เห็นนกเป็นนก
'ซีรีส์ 4' เข้าโผ 'ผู้การกรม'
ทิศทาง “กรมปทุมวัน” ยุค ผบ.ราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา แม่ทัพใหญ่สีกากี ถูกถ่ายทอดผ่านนโยบาย 9 ข้อ ไปสู่ตำรวจระดับ “นายพล” ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้สโลแกน
ข้อหาจิตใจพุพัง!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569
'นิพิฏฐ์' ป้องไทยพีบีเอส ซัดรัฐบาลบ้าอำนาจ เตือน 'อนุทิน' อย่าเตะเด็กโชว์
“นิพิฏฐ์” วิจารณ์แก้กฎหมายเปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนไทยพีบีเอส ชี้รัฐบาลกำลัง “บ้าอำนาจ” เปรียบสื่
🔴LIVE 'หมอเอก' เปิดสุด รื้อสสส.-ไทยพีบีเอส ล้างเหลือบภาษีบาป! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569
แก้มลิง-ผู้ว่าฯ ชัชชาติ
มีจดหมายจากคุณสมศักดิ์ พัฒนกุล ส่งเข้ามาครับ เป็นเรื่องแก้มลิงบึงคู้บอนที่กำลังมีข่าวโต้เถียงกันอยู่ในช่วงนี้

