เด็กชาวยูเครนต้องตายอีกกี่คน?

ภาพนี้คือรถเข็นเด็ก 109 ตัววางเรียงกันกลางเมือง Lviv ซึ่งเป็นเมืองหลักทางตะวันตกของยูเครน

สะท้อนถึงโศกนาฏกรรมของสงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะสงบศึกกันได้อย่างไร

รถเข็นทารกที่วางเรียงราย ณ จัตุรัสกลางเมืองของยูเครนแห่งนี้เพื่อต้องการจะฟ้องคนทั้งโลกว่าสงครามไม่ปรานีแม้กระทั่งเด็กๆ ที่ไร้เดียงสา

 “ถ้าคุณฆ่าเด็ก, คุณกำลังฆ่าอนาคตของประเทศ” คือคำบอกเล่าของคุณแม่ชาวยูเครนคนหนึ่ง

เด็กยูเครนเสียชีวิตตั้งแต่เริ่มสงคราม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา มียอดเท่าไหร่จริงๆ คงยังไม่มีตัวเลขทางการยืนยันได้

เพราะทุกวันนี้คนที่ทำงานด้านมนุษยธรรมในยูเครนยังไม่สามารถจะเข้าถึงทุกๆ จุดที่มีผู้คนล้มตายและบาดเจ็บได้ท่ามกลางการสู้รบและถล่มทั้งทางบกและอากาศอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้จะมีการเจรจากันระหว่างฝ่ายรัสเซียและยูเครนมาไม่ต่ำกว่า 5 รอบ แต่ก็ยังไม่อาจจะตกลงที่จะหยุดยิงชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวกับสงครามได้อพยพหลบหนีจากสมรภูมิรบได้

ที่แน่ๆ ก็คือมีการถล่มโรงพยาบาลแม่และเด็ก และโรงละครที่ทำให้มีเด็ก, ผู้หญิงและคนแก่หลบซ่อนอยู่โดยที่ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าไม่ใช่เป็นการทิ้งระเบิดของตน

แต่ไม่มีใครสามารถจะเข้าไปสอบสวนได้ว่าใครคือผู้ก่อ “อาชญากรรมสงคราม” ที่โหดเหี้ยมเช่นนี้เพื่อหาผู้รับผิดชอบที่จะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ไม่เพียงแต่เด็กที่ต้องกลายเป็นเหยื่อของสงครามเท่านั้น ถึงวันนี้มีชาวยูเครนไม่น้อยกว่า 3.3 ล้านคน ที่พากันลี้ภัยหนีตายไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่ไม่รู้ชะตากรรมของคนที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังอีกหลายสิบล้านคน

ซากปรักหักพังของตึกรามบ้านช่องในเมืองใหญ่ๆ ของยูเครนที่เราเห็นผ่านสื่อทุกสำนักนั้นเป็นการยืนยันว่าสงครามครั้งนี้จะทำลายล้างยูเครนที่สาหัสที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

คราวนั้นผู้รุกรานคือนาซีเยอรมัน วันนี้ผู้ก่อเหตุคือรัสเซีย

ไม่ว่าคุณจะเห็นว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดในสงครามครั้งนี้ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ มีการสังหารทำลายล้างประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปเมื่อ 80 ปีก่อน ยูเครนก็เป็นเป้าการทำลายล้างที่หนักหน่วงรุนแรงที่สุดเช่นกัน

เหตุเกิดที่หุบเขา Babyn Yar นอกเมือง Kyiv ครั้งนั้นพลเรือน 33,771 คน ถูกสังหารหมู่เมื่อวันที่ 29 และ 30 กันยายนในปี 1941

วันที่ 19 กันยายน 1941 ประมาณ 3 เดือนหลังจากกองทหารนาซีเยอรมันบุกเข้าสหภาพโซเวียตก็ได้ยาตราทัพเข้ากรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเคร ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

หลังจากนั้นไม่กี่วัน นักรบยูเครนที่พยายามจะต้านการรุกรานได้ระเบิดอาคารหลายหลัง ณ ใจกลางเมืองที่ผู้ยึดครองได้อาศัยอยู่

พวกนาซีใช้เหตุการณ์นั้นเป็นข้ออ้างในการเปิดปฏิบัติการสังหารหมู่

วิธีการอันชั่วร้ายนั้นมาในรูปแบบของการแจกจ่ายแผ่นพับไปทั่วเมือง ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน

ในประกาศนั้นสั่งให้ชาวยิวไปปรากฏตัวที่สี่แยกในเขตชานเมืองของเคียฟ เวลา 08.00 น. ของวันที่ 29 กันยายน 1941

โดยมีคำสั่งว่าชาวยิวทุกคนจะต้องนำเงินและเสื้อผ้าที่อบอุ่นมาด้วย ใครไม่ยอมปรากฏตัวจะถูกยิง

จากนั้นประชาชนก็ได้รับคำสั่งให้ถอดเสื้อผ้าออก และทหารนาซีเยอรมันก็ผลักชาวยิวที่มารวมตัวกันนั้นไปที่ขอบหุบเขา หลังจากนั้นก็ถูกระดมยิงด้วยห่ากระสุน

ทหารนาซีใช้วิธีเปิดเพลงเสียงดังและเครื่องบินที่บินวนอยู่เหนือศีรษะเพื่อกลบเสียงปืนและเสียงกรีดร้องจากความเจ็บปวดรวดร้าว

แค่ช่วง 2 วัน กว่า 33,000 คนถูกสังหารโหดโดยกลุ่มสังหารนาซี เป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของชาวยิวในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

การสังหารหมู่ครั้งนั้นนำโดยนายทหารชื่อ พอล โบลเบล ซึ่งมีส่วนโยงใยกับปฏิบัติการป่าเถื่อนและโหดร้ายที่คล้ายคลึงกันในจุดอื่นๆ ของยูเครน

เขาถูกตัดสินลงโทษและถูกประหารชีวิตในการพิจารณาคดีของนูเรมเบิร์กในเวลาต่อมา

สำหรับคนยูเครนแล้ว ทุกสงครามคือการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ไม่ว่าผู้รุกรานจะมาจากทิศตะวันออก, ตะวันตก, หรือด้วยข้ออ้างทางการเมืองใดๆ ก็ตาม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน