ดร.เอ้…คนตามเป็นล้าน

เมื่อวานผมบอกไว้ว่าวันนี้จะเปิดซองของอดีตวิศวกรเกษียณท่านหนึ่ง ที่เขียนมาคุยเรื่อง “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

มาตามนัดครับ

เจ้าของซองคือคุณสมชาย แกตั้งคำถามน่าสนใจว่า ดร.เอ้มีคนติดตามในโลกออนไลน์เป็นล้าน แต่ทำไมพอถึงวันเลือกตั้ง คะแนนถึงไม่มาตามจำนวนคนติดตาม?

ที่สนุกก็คือ คุณสมชายไม่ได้ส่งมาแค่คำถามนะครับ แกวิเคราะห์สาเหตุมาให้เสร็จตั้ง 5 ข้อ

เล่นเสียอย่างนี้ แล้วจะเหลืออะไรให้ผมทำมาหากินบ้างล่ะครับ

มา! ลองเปิดซองอ่านกันดู

.......................

เรียน คุณเสมอต้น คอลัมน์เปิดซองออนไลน์

เป็นอดีตวิศวกรเกษียณอายุที่ติดตามเรื่องราวบ้านเมืองมาตลอด วันนี้ว่างๆ เลยอยากส่งจดหมายมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบุคคลทางการเมืองคนหนึ่ง คือ “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ช่วงหลังๆ นี้น้ำหนักทางการเมืองของแกดูจะดร็อปลงไปเยอะพอสมควร

เท่าที่ผมติดตามเพจเฟซบุ๊กและโซเชียลมีเดียของ ดร.เอ้ มาตลอด ต้องยอมรับว่าแกขยันมากนะครับ เห็นภาพแกทำโน่นทำนี่เต็มไปหมด ทั้งจัดเสวนา ลงพื้นที่ไปดูปัญหาน้ำท่วม ไปตรวจเหตุตึกถล่มหรือถนนยุบตัวอยู่บ่อยครั้ง เวลาโพสต์ทีหรือไลฟ์สด คนก็เข้ามาติดตาม เข้ามากดไลค์กดแชร์กันเยอะแยะ เป็นหมื่นๆ เป็นแสนก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ยอดผู้ติดตามในโลกออนไลน์ถือว่าสูงมาก

แต่ก็น่าประหลาดใจตรงที่ ทำไมพอถึงเวลาเลือกตั้งจริง คะแนนในกระดาษกลับไม่มาตามยอดไลค์เลย?

ตอนแรกที่แกเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ภาพของแกดูดีมากนะครับ เป็นอาจารย์ ดร. ด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก M.I.T. สหรัฐอเมริกา ดีกรีอธิการบดี มีวิสัยทัศน์เรื่อง “เมืองสมาร์ทซิตี้” แก้ปัญหาน้ำท่วม รถติด ชูเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ผลการเลือกตั้งก็อย่างที่ทราบกันคือพ่ายแพ้ไป จากนั้นพอขยับขยายไปร่วมตั้งพรรคใหม่อย่าง “พรรคไทยก้าวใหม่” หมายมั่นปั้นมือจะลงสนามระดับชาติ ผลลัพธ์กลับยิ่งซบเซาหนัก ไม่สามารถพา สส. เข้าสภาได้เลยแม้แต่คนเดียว

คำถามคือ ทำไมคนที่มีความรู้ความสามารถ ประวัติตัวแน่น แถมมีกระแสในโซเชียลมีเดียปังขนาดนี้ พอลงสนามการเมืองจริงกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน?

ในมุมมองของวิศวกรแก่อย่างผม คิดว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นความต่างระหว่าง “โลกของการบริหารสถาบัน/โลกออนไลน์” กับ “โลกของการเมืองมวลชนจริง” ครับ:

1. ปรากฏการณ์ “ยอดไลค์ไม่ใช่ยอดลงคะแนน” (Social Media Vs. Ballot Box) ยอดผู้ติดตาม คนกดไลค์ หรือยอดชมไลฟ์สดส่วนใหญ่มักมาจากคนทั่วประเทศ หรือบางส่วนแค่นิยมชมชอบในฐานะผู้เชี่ยวชาญ/อาจารย์ที่มาให้ความรู้ แต่พอถึงวันเลือกตั้ง คนที่มีสิทธิลงคะแนนให้แกได้จริงๆ กลับเป็นเฉพาะคนในเขตพื้นที่นั้นๆ และคนส่วนใหญ่เวลาเข้าคูหาไม่ได้เลือกเพราะความประทับใจในเพจ แต่เลือกจากปัจจัยทางการเมืองและนโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตเขาโดยตรง

2. ปัญหา Brand Lineage และจังหวะเวลา (Timing) ตอนแกเปิดตัวกับประชาธิปัตย์ เป็นช่วงที่กระแสพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำอย่างหนัก กระแสสังคมอยากได้ความเปลี่ยนแปลงและความเป็นอิสระมากกว่า ยี่ห้อพรรคเลยกลายเป็น “ตัวฉุด” แทนที่จะเป็น “ตัวส่ง”

3. ภาพลักษณ์ที่แข็งกระด้างและขายความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเกินไป โลกการเมืองต้องการความเชื่อมโยงกับความรู้สึกของคน (Emotional Connection) การเข้าถึงง่าย และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ไม่ใช่แค่เทคโนแครตที่มาพูดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน สมาร์ทซิตี้ หรือโชว์โปรไฟล์วิชาการหรูหราเพียงอย่างเดียว พอภาพลักษณ์ดูเป็น “วิชาการจ๋า” คนทั่วไปเลยรู้สึกเหินห่าง

4. การสร้างพรรคใหม่ในระบบเลือกตั้งที่เสียเปรียบ พอแยกออกมาทำ “พรรคไทยก้าวใหม่” ก็ต้องเจอกับสนามที่ยากขึ้นไปอีก พรรคขนาดเล็กที่ไม่มีฐานเสียงดั้งเดิม ไม่มีหัวคะแนนระดับพื้นที่ และไม่มีกระแสความนิยมสุดขั้ว ชนะระบบเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์และเขตได้ยากมากในสภาวะการเมืองที่แบ่งขั้วชัดเจน

5. โจทย์การเมืองไม่ได้วัดที่ “วุฒิการศึกษา” สนามการเมืองจริงไม่ได้วัดว่าใครจบ M.I.T. หรือเป็นอธิการบดี แต่วัดกันที่พลังในการจัดตั้ง การดึงดูดมวลชน นโยบายที่กินได้จริง และความเชี่ยวชาญในการเล่นเกมอำนาจ ซึ่งประวัติวิชาการไม่ได้ประกันความสำเร็จในส่วนนี้เลย

ไม่ทราบว่าคุณเสมอต้นมองเรื่องนี้อย่างไรครับ คิดว่าคนที่เติบโตมาจากสายวิชาการหรือบริหารสถาบัน พอมาจับการเมืองไทย ต้องปรับตัวหรือมี “ดีเอ็นเอ” แบบไหนถึงจะเปลี่ยนยอดไลค์ในโซเชียลให้กลายเป็นคะแนนเสียงในคูหาได้จริง

สมชาย
แฟนคลับคอลัมน์เปิดซองออนไลน์

.......................

เรื่องวิศวกรรมผมขอหลีกทางให้คุณสมชายครับ

คุณเป็นอดีตวิศวกร ส่วนผมเห็นเครื่องสูบน้ำก็บอกได้แค่ว่า อ๋อ…เครื่องสูบน้ำ

จะให้ไปคุยเรื่องอุโมงค์ เรื่องระบบระบายน้ำ หรือโครงสร้างอะไรกับ ดร.เอ้ ผมคงต้องยกมือไหว้แล้วเชิญสองท่านคุยกันเอง

แต่เรื่องการเมืองที่คุณสมชายเขียนมา ผมว่าหลายข้อเรามองไม่ต่างกันครับ

เรื่องคนติดตามในโลกออนไลน์กับคะแนนเลือกตั้ง คุณสมชายก็ตอบเอาไว้ในจดหมายแล้ว คนกดติดตามอาจอยู่กันคนละจังหวัด บางคนชอบฟัง ดร.เอ้พูดเรื่องวิศวกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกแก

เรื่องวุฒิการศึกษาก็เหมือนกัน จบที่ไหนมา เก่งแค่ไหน ไม่ได้แปลว่าคะแนนจะตามมาด้วย

ตรงนี้ผมเลยไม่เถียงครับ

ผมลองเข้าไปดู เฟซบุ๊ก เอ้ สุชัชวีร์ ของ ดร.เอ้ มีผู้ติดตาม 1.1 ล้านคน

ล้านกว่าคนนี่ไม่ธรรมดา คนรู้จักและติดตามแกเยอะจริง

แต่จะให้ผมอธิบายต่อว่าทำไม 1.1 ล้านคนถึงไม่กลายเป็น 1.1 ล้านคะแนน ก็คงไม่ต้องแล้วครับ คุณสมชายเล่นตอบมาเสียเองตั้งหลายข้อ

ผมกลับสนใจอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า

คือ การเมืองไทยไม่ได้เลือกกันจากประวัติการศึกษาหรือภาพลักษณ์ของผู้สมัครอย่างเดียวนะครับ

เรื่องฐานเสียง หัวคะแนน คนทำงานในพื้นที่ การจัดตั้ง พรรคไหนมีคนอยู่ตรงไหน พอถึงเวลาเลือกตั้งก็มีผลของมัน

ยิ่งในเมือง คนมีพรรคให้เลือกเยอะครับ

ทีนี้เรื่องของไทยก้าวใหม่ก็ไม่ได้มีแค่ว่า ดร.เอ้ มีคนติดตามกี่คน

ที่ผมอยากชวนคุณสมชายคุยต่อก็คือ

พรรคนี้เป็นใคร?

เลือกตั้งที่ผ่านมา ในมุมมองผม ตัว ดร.เอ้ เองก็ยังไม่ได้โดดเด่นถึงขนาดที่คนจะมองแล้วบอกว่า นี่แหละอีกทางเลือกหนึ่งของการเมืองไทย

เก่งไหม แกมีความรู้ครับ ประวัติการทำงานก็ไม่ธรรมดา

แต่พอลงสนามการเมือง เรื่องพวกนี้อย่างเดียวคงไม่พอ

ยิ่งพอมาเป็นพรรคไทยก้าวใหม่ ผมยิ่งมองหาตัวตนของพรรคไม่ค่อยเจอ

พรรคชูเรื่องการศึกษา เทคโนโลยี เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต มี “ธนู 4 ดอก” เป็นชุดนโยบาย

แต่พอถามง่ายๆ ว่า แล้วพรรคนี้คือพรรคอะไร ยืนอยู่ตรงไหนของการเมืองไทย ผมยังตอบตัวเองไม่ค่อยได้

จะเรียกพรรคอนุรักษนิยมก็ไม่เต็มปาก จะเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ก็มีคนยืนอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว

อย่างไทยภักดี เห็นหมอวรงค์ก็พอรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงไหน เสรีรวมไทยเห็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็พอรู้ว่าขายอะไร หรือพรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ก็มีจุดยืนให้เห็นชัด จะชอบหรือไม่ชอบเป็นอีกเรื่อง

แล้วไทยก้าวใหม่ล่ะ?

แถมตอนหาเสียงมีคนถาม ดร.เอ้ ว่านักการเมืองในดวงใจคือใคร แกเลือก “พิธา” แทบทุกคู่ที่เขายกมาให้เลือก

แหม…ถ้าคนรุ่นใหม่เขาชอบพิธาเหมือน ดร.เอ้ แล้วเขาจะอ้อมมาเลือกไทยก้าวใหม่ทำไมล่ะครับ

เขาก็ไปหาพรรคของพิธาสิ

แต่พูดถึง ดร.เอ้เที่ยวนี้ จะพูดแต่เรื่องเลือกตั้งก็คงไม่ครบครับ

หลังแพ้เลือกตั้ง ผมก็ยังเห็น ดร.เอ้ออกมาอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ทางวิศวกรรม

มีตึกถล่ม ถนนยุบ หรือปัญหาน้ำท่วม ก็มักเห็นแกลงพื้นที่ อธิบายสาเหตุ และเสนอแนวทางแก้ไข

อย่างน้ำท่วมที่กำลังเจอกันอยู่ตอนนี้ แกก็ลงไปดูปัญหา เสนอเรื่องแก้มลิงใต้ดินและการระบายน้ำ ถึงขั้นนำข้อมูลไปหารือกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ เรื่องปัญหาในพื้นที่ลาดกระบังกับร่มเกล้า

ข้อเสนอของแกจะถูกต้องหรือทำได้จริงแค่ไหน ผมไม่รู้ เรื่องวิศวกรรมต้องให้คนที่รู้จริงเขาว่ากัน

แต่ที่ต้องให้เครดิตก็คือ แม้การเลือกตั้งจะไม่เป็นไปตามที่หวัง ดร.เอ้ก็ยังใช้ความรู้ของตัวเองกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้รอให้ถึงฤดูหาเสียงแล้วค่อยกลับมาให้เห็นหน้ากันอีก

เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าแกยังไม่ถอดใจเสียก่อน ก็ค่อยดูกัน

ถึงวันนั้นคนติดตาม ดร.เอ้ อาจยังเป็นล้านเหมือนเดิม แต่พรรคไทยก้าวใหม่คงต้องมีอะไรให้คนจดจำมากกว่าชื่อหัวหน้าพรรค

เพราะวันนี้ถ้าถามว่า “ดร.เอ้คือใคร” คนจำนวนไม่น้อยคงตอบได้

แต่ถ้าถามต่อว่า “แล้วพรรคไทยก้าวใหม่ล่ะ?”

ผมว่าโจทย์ข้อนี้แหละครับที่ ดร.เอ้ต้องกลับไปทำการบ้าน

เก่งเรื่องวิศวกรรมมามากแล้ว คราวนี้ลองออกแบบตัวตนของพรรคให้ชัดสักทีครับ!

— เสมอต้น
15 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ที่นี่...เขามีอะไรกัน?'

ที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” การประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุน IMF” และ "กลุ่มธนาคารโลก" ผ่านไปแล้ว ๓ วัน

‘๒๑ ตุลา.’ อีกแล้วนะจ๊ะ

วันนี้ พุธที่ ๑๔ ตุลา. ผมขอถือโอกาส “แจกการ์ด” งานวัน “ครบรอบปีที่ ๓๐” ของ “หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์” ซะเลย!