การเมืองช่วงต้นรัตนโกสินทร์: : มรดกจากการเมืองสมัยอยุธยาบนความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลง (2)

 

ไชยันต์ ไชยพร

ถ้าพิจารณตามหลัก “ปัญจราชาภิเษก” หรือราชาภิเษกห้าประการ  จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าลักษณะของ “มงคลโภคาภิเษก” นั่นคือ เป็นผู้มีความสามารถในการสั่งสมทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ซึ่งในบริบททางการเมืองของสยามขณะนั้นต้องการชนชั้นนำที่มีคุณสมบัติดังกล่าวเพื่อขึ้นเป็นชนชั้นปกครองตามทฤษฎีการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านชนชั้นนำของพาเรโต (the circulation of elite)

อย่างไรก็ตาม การสั่งสมอำนาจบารมีทางการค้าของพระองค์ต้องอาศัยขุนนางผู้ใหญ่ โดยเฉพาะตระกูลบุนนาค ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผลักดันให้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้สำเร็จ ดังนั้นการขึ้นเสวยราชย์ของรัชกาลที่ 3 จึงเกิดขึ้นพร้อมกับการขึ้นสู่อำนาจของขุนนางตระกูลบุนนาคด้วย ที่สำคัญ ยังนับเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญ เนื่องจาก “ในสมัยอยุธยา ไม่มีขุนนางตระกูลใดที่สามารถครองอำนาจเด็ดขาดได้ยาวนานเหมือนขุนนางตระกูลบุนนาค เพราะในสมัยอยุธยามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งจะมีการปราบปรามขุนนางฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงเสมอ นอกจากนี้ หากขุนนางกระทำความผิด พระมหากษัตริย์ก็จะถอดยศขุนนางเป็นไพร่ ทำให้สถานภาพของขุนนางไม่มีความมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้น ในสมัยอยุธยา เมื่อขุนนางผู้ใดมีอำนาจทางการเมืองสูง ขุนนางผู้นั้นมักอาศัยอำนาจและช่องว่างทางการเมืองที่เกิดขึ้น ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์” นี่จึงเป็นการขึ้นสู่อำนาจของคณะบุคคลและพระราชอำนาจอันจำกัดของพระมหากษัตริย์

การขึ้นสู่อำนาจของตระกูลบุนนาคในการเมืองการปกครองไทยสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่สอง (ตระกูลบุนนาครับราชการมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ในช่วงสมัยกรุงธนบุรีตระกูลบุนนาคปฏิเสธที่จะรับใช้พระเจ้ากรุงธนบุรี แต่ยังคงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าพระยาจักรี (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก))  จากการที่ไทยต้องทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2353  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยจำเป็นต้องแต่งตั้งบุคคลในราชวงศ์ให้ดูแลราชการ เช่น ทรงแต่งตั้งให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทำหน้าที่ดูแลพระคลัง อันนำไปสู่การทำงานที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกับกรมพระคลัง การค้าต่างประเทศและสมาชิกในตระกูลบุนนาค  และผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังคือ ดิศ บุนนาค กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์และเจ้าพระยาพระคลังได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรในการค้าสำเภาหลวงและซื้อขายกับพ่อค้าชาวตะวันตก (ข้อความเดิมในงานของกุลลดาคือ “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์และเจ้าพระยาพระคลังได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรในการตักตวงผลประโยชน์ส่วนตัวจากการค้าสำเภาหลวงและใช้อภิสิทธิ์ในการซื้อขายกับพ่อค้าชาวตะวันตก”)  การจับมือเป็นพันธมิตรกันนี้หนุนให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นเจ้านายที่มีอำนาจโดดเด่นที่สุดและได้ขึ้นครองราชย์ในที่สุด

จากการเสด็จขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 3 เป็นปรากฏการณ์ที่อำนาจในการตั้งพระมหากษัตริย์มาจากที่ประชุมพระราชวงศ์และเหล่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่  เพราะตามศักดิ์และสถานะแล้ว เจ้าฟ้ามงกุฎจะต้องเสด็จขึ้นครองราชย์ในฐานะพระราชโอรสที่ทรงประสูติภายใต้เศวตฉัตร แต่เมื่อบรรดาอำมาตย์เสนาบดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เห็นว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ มีความเหมาะสมที่สุด จึงกราบบังคมทูลเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ขุนนางเสนาบดีตระกูลบุนนาคมีอำนาจมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อรัชกาลที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ เงื่อนไขทางการเมืองย่อมเปลี่ยนไป พระองค์จำเป็นต้องพยายามลดทอนอำนาจของเหล่าเสนาบดีลง เพราะ “ไม่อาจปล่อยให้ขุนนางผู้ใหญ่ไม่ว่าผู้ใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จได้”

จากการศึกษาของกุลลดา กล่าวว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวขนานใหญ่ รัชกาลที่ 3 จึงสกัดกั้นไม่ไห้อำนาจของขุนนางผู้ใหญ่กระจุกตัว ด้วยการกำหนดให้ภาษีที่ตั้งขึ้นใหม่ทั้งหมดขึ้นกับจางวางพระคลังสินค้า ในขณะที่อากรซึ่งเป็นรายได้รูปแบบเดิมยังคงขึ้นกับพระคลังมหาสมบัติ  พระองค์รับสั่งว่า การแยกแหล่งรายได้ใหม่นี้ออกจากพระคลังก็เพื่อจะช่วยให้ทราบว่าเงินรายได้แผ่นดินส่วนนี้มีมากน้อยประการใด  จางวางพระคลังสินค้าคือ พระยาศรีพิพัฒน์ (ทัต บุนนาค) เป็นน้องชายของเจ้าพระยาพระคลัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงอาศัยความอิจฉาหวาดระแวงกันในตระกูลบุนนาค มาช่วยป้องกันไม่ให้ขุนนางผู้ใหญ่มีโอกาสท้าทายพระราชอำนาจได้ ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ทางสายเลือดและผลประโยชน์ทางการค้าก็ดึงเอาสองพี่น้องบุนนาคเข้าเป็นฝ่ายเดียวกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เพื่อต่อกรกับอีกฝ่ายหนึ่งที่มีเจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นผู้นำและมีฐานอำนาจทางการทหาร เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 2  เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบที่รบชนะเขมรด้วยการดำรงตำแหน่งสำคัญ ทำให้มีอิทธิพลทางการเมืองและได้ครอบครองทรัพย์สินที่ช่วงชิงมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ไว้วางพระทัยในตัวขุนนางผู้ใหญ่จากรัชกาลก่อน จึงทรงพึ่งพาพี่น้องตระกูลบุนนาคและพระราชวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์  นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองในรัฐศักดินานี้ช่วยให้พระองค์ยับยั้งการกระจายอำนาจจากศูนย์กลางได้บ้าง นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงใช้เงินแผ่นดินที่เพิ่มพูนขึ้นมากำจัดเหล่าขุนนางที่รวมตัวกันต่อต้านพระองค์ด้วย เช่น ทรงจ้างแรงงานชาวจีนแทนการเรียกเกณฑ์แรงงานจากมูลนาย  มาตรการนี้ทำให้เหล่ามูลนายไม่คิดต่อต้านพระองค์และทำให้พระองค์สามารถถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างขุนนางทั้งสองฝ่ายได้ คือ ฝ่ายอำนาจอิงกับการค้า กับฝ่ายอำนาจอิงอยู่กับกำลังคน  นอกจากนี้ นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองที่ทรงใช้กับตระกูลบุนนาคได้ทำให้พระยาศรีพิพัฒน์และผู้ใต้อุปถัมภ์อันได้แก่ พ่อค้าและเจ้าภาษีชาวจีน ผนึกกันเป็นกลุ่มอำนาจและได้ประโยชน์จากการควบคุมระบบเศรษฐกิจ  คนกลุ่มนี้เองจะต่อต้านข้อเรียกร้องจากโลกเศรษฐกิจของยุโรปที่ต้องการเปลี่ยนธรรมเนียมการค้าและระบบภาษีของสยามในเวลาต่อมา” และ “เจ้าพระยาพระคลัง ที่มีอำนาจจำกัดลงเนื่องด้วยน้องชายคือพระยาศรีพิพัฒน์มีอำนาจควบคุมภาษีที่เกิดใหม่ในต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”

จะสังเกตว่า  สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กับขุนนางในช่วงก่อนและหลังขึ้นครองราชย์นั้นแตกต่างกัน นั่นคือ ขณะที่ยังทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระองค์มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มขุนนาง เพื่อหวังได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่เมื่อพระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ย่อมต้องหาทางลดทอนอำนาจขุนนางเหล่านั้น เพื่อมิให้มีอิทธิพลเหนือพระองค์เอง รวมถึงการสืบราชสันติวงศ์ครั้งต่อไป 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนถึงสมการสัมพันธภาพทางการเมืองระหว่างพระมหากษัตริย์และผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลกับกลุ่มขุนนางที่ทรงอำนาจอิทธิพล และปรากฏการณ์ทางการเมืองนี้ยังเป็นสมการทางการเมืองที่ดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5

และจากสัมพันธภาพดังกล่าว รวมถึงปัญหาการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างวังหน้ากับพระราชโอรสทำให้พระมหากษัตริย์มักจะไม่แต่งตั้งผู้ใดดำรงตำแหน่งวังหน้า แม้แต่พระราชโอรสที่พระองค์ตั้งใจมอบตำแหน่งวังหน้าให้ หากยังไม่เจริญพระชันษา พระมหากษัตริย์ก็จะปล่อยให้ตำแหน่งวังหน้าว่างไว้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

แหล่งอ้างอิง: David K. Wyatt, “Family Politics in Nineteenth Century Thailand,” Journal of Southeast Asian History, 1968, vol. 9, no. 2; กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย, (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน: 2562); นพวรรณ วชิราภิวัชณ์, พระวินิจฉัยของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพเกี่ยวกับระบบราชการในช่วง พ.ศ. 2435-2458, วิทยานิพนธ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2524,  อ้างใน ชัยอนันต์ สมุทวนิช, 100 ปีแห่งการปฏิรูประบบราชการ: วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง, (กรุงเทพฯ: สถาบันนโยบายการศึกษา: พิมพ์ครั้งที่ 4 2554); ปิยนาถ บุนนาคและคณะ, ๙ แผ่นดินของการปฏิรูประบบราชการ, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: 2556).

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษกกล้าธรรม เลี่ยงตอบกระแสข่าวควบรวมภูมิใจไทย โยนถาม กก.บห.พรรค

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม ปฏิเสธตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคกล้าธรรมจะควบรวมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอรรถกร ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

'รักชนก' โวยประธานสภาฯ เรียกคุย กมธ. 35 คณะ หวังจำกัดอํานาจ ขวางตรวจสอบรัฐบาล

'ไอซ์ รักชนก' เดือด หลัง 'ปธ.สภา' เรียก 'ปธ.กมธ. 35 คณะ' หารือขอบเขตอํานาจ จี้ถาม 'ศุภชัย' ละอายใจบ้างหรือไม่ หลังชง จำกัดอำนาจการทำงาน กมธ. ชี้ รัฐบาลกลัวโดนขุดคุ้น ลั่น ปัดตกทุกเรื่องที่ตรวจสอบ โอด 'ฝ่ายค้าน' เหลือทางตรวจสอบเดียวใน 'กมธ.' ปัดตอบปม 'สส.ไอเดียร์' ก่อนเดินหนีวงสัมภาษณ์

ประธานสภาฯ เบรกหัวทิ่ม! สั่ง กมธ. 35 คณะ อย่าทำงานซ้ำซ้อนกระทบฝ่ายบริหาร-ข้าราชการ

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดประธานกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร 35 คณะ หารือแนวทางการทำงานร่วมกัน พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญประธานคณะกรรมาธิการเข้าร่วมหารือ

'ยศชนัน' ไม่หวั่นกระแสข่าวกล้าธรรมซบภูมิใจไทย ยังไร้สัญญาณปรับครม.

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่พรรคกล้าธรรมจะมาควบรวมกับพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้มีท่าที

'มาร์ค' ฟาด 'อนุทิน' อย่าด้อยค่าศึกซักฟอกเป็นแค่พิธีกรรม สวนเจ็บคิดได้แค่นี้ เย้ย 'ศิริโชค' แพ้เลือกตั้ง

"อภิสิทธิ์" สวน "อนุทิน" อย่าด้อยค่าศึกซักฟอก แค่พิธีกรรม ย้ำบริหารจัดการเวลาอภิปราย 5 วัน ครอบคลุม 18 รมต..ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเคยเป็นนายกฯมาก่อน เคาะ เมินเขียวควบรวมน้ำเงิน ชี้กฎหมายรธน.ห้าม แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีขับตัวเองออกจากพรรคแล้วไปสังกัดพรรคใหม่ เผยคุย "ศิริโชค" คอยติดตามลุยแฉ "สส.ไอเดียร์" เหน็บนายกฯหนูคิดได้แค่นี้ว่าแพ้เลือกตั้ง