จีน-มะกันรับปากจะไม่ กดดันให้ไทยต้องเลือกข้าง?

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน มาเยือนไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนหวัง อี้ มาเยี่ยมไม่กี่วัน

คนไทยที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้คงจะสนใจว่าทั้งสองท่านพูดถึงความร่วมมือกับประเทศไทยในแง่มุมไหนบ้าง

การทูตไทยที่เดินตามแนว “เป็นมิตรกับทุกฝ่าย” คงจะต้องปรับยุทธศาสตร์ในภาวะที่การเมืองระหว่างประเทศกำลังปรับเปลี่ยนอย่างหนักหน่วง

ไม่ใช่การทูตแบบตั้งรับ แต่ต้องเป็นการทูตเชิงรุกที่ต้องสื่อสารให้ยักษ์ใหญ่และเวทีระหว่างประเทศได้รับรู้ว่าเรามี “เนื้อหาสาระ” แห่งการทูตของเราในยุคสมัยนี้เหมือนกัน

ไม่ใช่เพียงแค่โปรยคำหวานให้กับทุกคนโดยที่เขาพอจะเดาได้ว่าเราคิดอะไรอยู่ในใจ

คำถามของนักข่าวสำหรับบลิงเคนที่น่าสนใจคือ ข้อกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังมาตั้ง NATO ในเอเชีย

เป็นคำวิพากษ์ที่มาจากรัฐมนตรีหวัง  อี้ ก่อนหน้านี้

บลิงเคนตอบกว้างๆ แบบอ้อมๆ ว่าสหรัฐฯ กับประเทศในภูมิภาคนี้มีคำมั่นสัญญาและเป้าหมายในอนาคตร่วมกันบนพื้นฐานที่เสรี, เปิดกว้าง และปลอดภัย

และเสริมว่า ภายใต้พื้นฐานนี้ แต่ละประเทศต้องสามารถตัดสินใจกำหนดทิศทางของตัวเองว่าด้วยอนาคตของตนโดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ไม่ว่าจากใครก็ตาม ทั้งในแง่ผู้คนที่ควรได้รับสิทธิในการใช้ชีวิตได้อย่างเสรี มีอิสระในการแสดงความเห็น รวมถึงมีชีวิตที่ดีกว่าในอนาคตเช่นเดียวกับสินค้าและการลงทุนก็ควรจะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี

บลิงเคนอ้างว่าการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ สหรัฐฯ ได้ดำเนินการทั้งความร่วมมือทวิภาคีและกรอบความร่วมมือต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน, เอเปก รวมถึงกรอบความร่วมมือใหม่ๆ เช่น QUAD ซึ่งประกอบด้วยอินเดีย, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

และกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF)

ซึ่งเน้นด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล, เทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐของแต่ละประเทศจะมีประสิทธิภาพ ปราศจากคอร์รัปชัน

ประโยคที่น่าสนใจจากบลิงเคนคือ  “ความพยายามทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหรือการรบเร้าให้ทำ แต่เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ทางเลือก และแต่ละประเทศมีสิทธิเลือกด้วยตนเอง”

คล้ายกับที่รัฐมนตรีจีนเคยบอกว่า ปักกิ่งจะไม่กดดันให้ประเทศเล็กๆ ในอาเซียนต้องเลือกข้าง

หวัง อี้ ย้ำกับอาเซียนในการไปปราศรัยที่สำนักงานอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา ประเทศในแถบนี้ควรจะ “เป็นตัวของตัวเอง” และไม่ถูกประเทศมหาอำนาจใดใช้เป็นเครื่องมือ

และเน้นว่าทุกประเทศย่อมจะต้องตัดสินกำหนดนโยบายของตนเอง

 ผมหวังว่าทั้งวอชิงตันและปักกิ่งจะทำตามที่ประกาศ...คือไม่กดดัน ไม่เรียกร้องให้ไทยและเพื่อนอาเซียนของเราต้องเลือกข้างเพื่อยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

แต่ที่ชัดเจนคือสหรัฐฯ กำลังเรียกร้องให้อาเซียนและจีนช่วยกันกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาให้ฟื้นฟูประชาธิปไตย

บลิงเคนประณามนโยบายปราบปรามผู้เห็นต่างของรัฐบาลทหารเมียนมา

และเรียกร้องให้จีนรวมทั้งสมาชิกอาเซียนร่วมกดดันกองทัพเมียนมาให้ทำการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วด้วย

ในระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ รมต.บลิงเคนกล่าวว่า “เป็นหน้าที่ของจีนและผลประโยชน์ของจีน ที่จะเห็นพม่า กลับคืนสู่เส้นทางที่เคยดำเนินมาก่อนหน้าที่จะถูกสกัดกั้นอย่างรุนแรงโดยเหตุรัฐประหาร”

และย้ำด้วยว่า แม้ว่าอาเซียนจะบรรลุฉันทามติ 5 ข้อกับเมียนมาเมื่อปีที่แล้ว

แต่จวบจนวันนี้ “ยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวกในด้านนี้เลย”

บลิงเคนย้ำต่อว่า “ประเทศอาเซียนจำเป็นต้องทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ... และเดินหน้าเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวนักโทษด้วย”

เขาบอกว่า นอกจากจะไม่เห็นพัฒนาการเชิงบวกใดๆ จากเมียนมาแล้วยังกลับเห็นการใช้ความรุนแรง และยังมีการจับฝ่ายต่อต้านไปขัง

และยังมีการลี้ภัยของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลทหารอยู่อย่างต่อเนื่อง

ที่รัฐบาลไทยควรจะต้องอธิบายให้ประชาชนคนไทยได้เข้าใจคือ ที่บลิงเคนลงนามกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย ในแถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

กับบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นด้านห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและสหรัฐฯ ด้วย

เพราะน้อยคนจะรู้ว่าเอกสารที่ลงนามไปนั้นมีความหมายในภาคปฏิบัติอย่างไร

อะไรคือ “หุ้นส่วนและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ที่ฟังดูแล้วไม่อาจจะวาดภาพได้ว่าประชาชนคนไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง

และจะเข้าข่ายทำให้เราถูกมองว่า “เลือกข้าง” อะไรอย่างไรหรือไม่

ปีหน้านี้ไทยกับสหรัฐฯ จะฉลองการครบรอบ 190 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต

ภาษาการทูตที่ใช้คือสองประเทศเป็นพันธมิตรเก่าแก่

และ “ประกาศยึดมั่นที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการขยายและการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่จะช่วยป้องกันความขัดแย้งต่างๆ พร้อมกับปกปักรักษาบรรยากาศด้านความมั่นคงที่อยู่ในภาวะสันติ และส่งเสริมการแสดงออกอย่างมีเสรีและสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่มีสมดุล ยั่งยืน และเปิดกว้างสำหรับทุกฝ่าย”

ภาษาการทูตเป็นเรื่องของนักการทูตและนักการเมือง

แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง กระทรวงต่างประเทศต้องแปลภาษาดอกไม้เหล่านี้เป็นภาษาที่ชาวบ้านทั่วไปได้เข้าใจ และเห็นประโยชน์ของความเป็น “หุ้นส่วนและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ด้วย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน