เมื่อคลังปรับลดคาดการณ์อัตราโตเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 2.7% และคาดว่าปีนี้จะโตประมาณ 3.2% สิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาจะต้องบอกกล่าวกับประชาชนคือจะมีแผนการปรับตัวอย่างไรกับสถานการณ์ความผันผวนในระดับโลกและภายในประเทศ
เพราะไม่ว่ามาตรการ “แจกเงินหมื่นผ่านดิจิตัล วอลเลต” จะลงท้ายออกมาอย่างไร การใช้มาตรการ “ประชานิยม” แบบลดแลกแจกแถมคงไม่สามารถให้ความมั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ยิ่งเมื่อรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำชุดนี้บอกว่าจะให้เศรษฐกิจของประเทศโตที่อัตราเฉลี่ย 5% ตลอดทั้ง 4 ปี ก็ยิ่งมองไม่เห็นว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
ผู้ว่าแบ็งก์ชาติ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิบอกนักข่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าหากรัฐบาลแจกเงินดิจิตัลไม่ถึง 5.6 แสนล้าน ก็จะกดจีดีพีของประเทศให้ต่ำกว่า 4.4%
ตัวเลข 4.4% เป็นประมาณเดิมของ ธปท. สำหรับปีหน้า
แต่นั่นคิดเผื่อมีการแจกเงินหมื่นเอาไว้แล้ว
แต่หากถามว่าจะปรับลดตัวเลขประมาณการนี้ลงมาอย่างไร ผู้ว่าฯบอกว่ายังประเมินไม่ได้เพราะนโยบายแจกเงินหมื่นยังไม่มีความชัดเจน
ส่วนแนวทางวิเคราะห์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์นั้นอยู่ที่โต 3.2% โดยยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบจากการแจกเงินหมื่น
คุณพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการ สศค. บอกว่า
“ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2567 ที่ขยายตัว 3.2% ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เนื่องจากโครงการยังไม่มีความชัดเจน จึงอยากให้รอความชัดเจนในส่วนนี้ก่อน ดังนั้นการประมาณการในครั้งนี้จึงมาจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจปกติที่ยังทำงานได้อยู่”
คุณพรชัย บอกว่าที่ สศค.ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2566 ลงเหลือ 2.7% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 2.2-3.2% จากเดิมที่ 3.5% ต่อปีนั้นหลักๆ เป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว
เหตุสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย
ทำให้คาดว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้จะติดลบที่ 1.8% หดตัวเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 0.8%
อีกอย่างหนึ่ง ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเดินทางเข้าไทยในปีนี้ ลดลงเหลือ 27.7 ล้านคน จากเดิมที่ 29.5 ล้านคน
ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเหลือ 1.18 ล้านล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 1.25 ล้านล้านบาท
ทั้งนั้นทั้งนี้ก็เป็นที่รู้กันว่าเพราะเศรษฐกิจจีนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
อันมีผลต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวของจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายของไทยให้เดินทางลดลงด้วย
คุณพรชัยบอกว่าการปรับลดคาดการณ์ของคลังในครั้งนี้ ถือเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 2.7%
ส่วน ธปท.เคยประเมินไว้ที่ 2.8%
แต่ในแง่บวกก็ยังพอมีให้เห็น
คุณพรชัยบอกว่ายังมีปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้
เช่น การบริโภคภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
คาดว่าจะขยายตัวที่ 5.8%
อีกทั้งแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่คลี่คลายลง
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลให้การฟื้นตัวการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดีขึ้น
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.9% ส่วนการบริโภคภาครัฐหดตัว 3.4% ต่อปี และการลงทุนภาครัฐทรงตัว
ทั้ง 2 เรื่องเป็นผลมาจากการจัดทำงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5% ต่อปี
คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะขยายตัวได้ที่ 3.2% ต่อปี
โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าขยายตัว 3.1% การส่งออกคาดว่าขยายตัว 4.4% ต่อปี
ซึ่งส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวตามไปที่ระดับ 3.5% ต่อปี
ขณะที่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยปีหน้าที่ 34.5 ล้านคน ขยายตัว 24.6%
ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยว อยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ขยายตัว 26%
คาดว่าหลักๆ มาจากนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน
คุณพรชัยบอกว่าปัจจัยที่ต้องติดตามและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงความผันผวนของตลาดการเงินโลก
นอกจากนี้ต้องเกาะติดสงครามในอิสราเอล ภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง ทำให้คนจีนไม่มาเที่ยวไทยตามเป้าหมาย ปัญหาภัยแล้ง ส่งผลต่อการปลูกพืชผลทางการเกษตรและมีผลต่อรายได้และรายจ่ายครัวเรือนด้วย”
ผู้ว่าแบ็งก์ชาติประเมินว่าปัจจัยความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังมีต่อเนื่อง
โดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่ๆ รวมไปถึงปัญหาในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ประเมินได้ยาก เพราะผลข้างเคียงมีเยอะ ทำให้คาดการณ์ระยะข้างหน้าทำได้ยาก
เป็นที่มาของเวทีโลกในการปรับนโยบายที่เน้นที่ “เสถียรภาพ” เป็นหลัก
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ดร. เศรษฐพุฒิมองว่าในแง่เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมดี แต่ชะล่าใจไม่ได้ เพราะมีหนี้ครัวเรือน ที่ยังดูน่าเป็นห่วงเพราะอยู่ที่ระดับ 90.7% แม้จะลงจากระดับ 94% แล้วก็ตาม
รวมทั้งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ที่อยู่ที่ 61.7% ถือว่าเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา และสูงกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 จึงเป็น 2 เรื่องที่ต้องระวังและติดตามใกล้ชิด
เป็นคำถามสำหรับรัฐบาลเศรษฐาที่จะต้องเร่งออกนโยบายที่ชัดเจนที่ตอบสนองความไม่แน่นอนที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก
และจะต้องตอบคำถามที่ต้องการความชัดเจนมากกว่าคำว่า “กระตุ้นเศรษฐกิจ” เฉพาะหน้า
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเน้นเรื่อง “เสถียรภาพ”
และประเด็นนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังถกแถลงกันอย่างกว้างขวางขณะนี้ที่ดูเหมือนผู้รับผิดชอบจะหลงทิศหลงทางอยู่ไม่น้อยเลย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


