จุดยืนของอเมริกากับรัสเซียต่อสงครามอิสราเอล-ฮามาสค่อนชัดเจนว่ายืนอยู่คนละข้างโดยสิ้นเชิง
แต่บทบาทของจีนน่าสนใจมากกว่า...เพราะปักกิ่งพยายามจะวางตัวเป็น “คนกลาง” ที่พร้อมจะไกล่เกลี่ยให้ทุกฝ่ายบรรลุข้อตกลงเพื่อบรรลุการหยุดยิงให้ได้
ยืนยันยุทธศาสตร์ “การทูตแนวผู้ใหญ่ที่ใช้เหตุใช้ผล” อย่างต่อเนื่อง
ความจริงแนวทางนี้ไม่น่าแปลกใจหากมองย้อนกลับไปดูนโยบายของจีนในตะวันออกกลางนานกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
ชัดเจนว่าปักกิ่งพยายามแสดงตนว่า “เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย” ในภูมิภาคนี้และไม่เป็นศัตรูกับใครเลย
แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าสงครามอิสราเอล-ฮามาสกำลังเป็นบททดสอบที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ตะวันออกกลางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่าจะดำรงแนวทางนี้ต่อไปได้อีกนานเท่าไหร่
ถึงวันนี้ จีนยังพยายามใช้ “การทูตที่สมดุล” ในภาพรวม
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปักกิ่งสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในระดับที่เพิ่มขึ้น
ด้วยการแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อประวัติศาสตร์ของประเทศในภูมิภาคนี้
ถึงขั้นที่มีคำถามว่าถ้าสี จิ้นผิงถูกบังคับให้ออกจากเส้นทางแห่งความเป็นกลาง เขาจะอยู่ข้างไหน
หากอ่านจากคำแถลงของนักการทูตจีนในเวทีสากล ก็พอจะสรุปได้ว่าน้ำหนักน่าจะไปทางปาเลสไตน์มากกว่าอิสราเอล
แต่เป็นทางเลือกที่ปักกิ่งไม่อยากจะต้องเผชิญ
เพราะจีนได้ประโยชน์ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการทูตที่คล่องตัวปักกิ่งพยายามจะหลีกเลี่ยงการที่จะต้องถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง
เพราะจีนสร้างอิทธิพลในภูมิภาคนี้ได้มายาวนานก็ด้วยการวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ "ผู้ช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์"
โดยวางตนเป็นมหาอำนาจภายนอกที่พยายามเป็นตัวกลางในข้อตกลงสันติภาพ และสร้างเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ครอบคลุมอย่างแท้จริง
หากถามว่าอะไรคือเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของปักกิ่งในกรณีนี้ก็คงจะบอกได้ว่าในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ “ลงทุน” ทางด้านการทูตและเศรษฐกิจในตะวันออกกลางอย่างเหลือล้น
เป้าหมายคือต้องการสร้างอิทธิพลในภูมิภาคนี้เหนือสหรัฐฯ
เพราะจีนมองเห็นการหดตัวของอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่างชัดเจนในขณะที่จีนได้รับการปรับปรุงจุดยืนในประเด็นสำคัญ ๆอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมีเป็นการเดินทางแนวทาง “ชุดความริเริ่ม” ของจีนในเรื่องการสร้าง
Community of Common Destiny,
Global Development Initiative,
Global Security Initiative และ Global Civilization Initiative
ทั้งหมดนี้ อย่างน้อยส่วนหนึ่งได้รับการออกแบบเพื่อดึงดูดประเทศต่างๆ ใน “โลกขั้วใต้” Global South ที่รู้สึกแปลกแยกมากขึ้นจากระเบียบระหว่างประเทศที่อิงกฎซึ่งนำโดยสหรัฐฯ
เป็นวิสัยทัศน์ที่มีพื้นฐานมาจากความหวั่นเกรงว่าการที่สหรัฐฯ มีอำนาจเหนืออย่างต่อเนื่องในตะวันออกกลางจะคุกคามการเข้าถึงการส่งออกน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคของจีน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปักกิ่งกำลังพยายามแทนที่สหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ครอบงำในภูมิภาคนี้
เพราะจีนตระหนักว่าเป้าหมายนั้นยังเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้นนี้
เพราะอำนาจของเงินดอลลาร์และความสัมพันธ์อันยาวนานของสหรัฐฯ กับประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดบางแห่งของภูมิภาคนั้นยังมีอิทธิพลเหนียวแน่นอยู่ไม่น้อย
แต่เส้นทางของจีนมุ่งไปทางส่งเสริมความสอดคล้องพหุภาคีระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
นั่นคือการสนับสนุนให้แต่ละประเทศมีส่วนร่วมกับจีนในด้านต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและการค้า
แนวทางนี้ของปักกิ่งไม่เพียงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนและผู้เล่นในภูมิภาคเท่านั้น
แต่ยังลดแรงจูงใจในการเข้าร่วมกลุ่มพิเศษที่นำโดยสหรัฐฯ พร้อม ๆ กันไปด้วย
ปักกิ่งพยายามส่งเสริมความสอดคล้องพหุภาคีผ่านสิ่งที่อธิบายไว้ในเอกสารของรัฐบาลจีนว่าเป็น “การทูตที่สมดุล” และ “สมดุลเชิงบวก”
“การทูตที่สมดุล” คืออะไร?
ในแง่ปฏิบัติจริง นั่นคือการแสดงตนจะแจ้งว่าไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์
ส่วน “ความสมดุลเชิงบวก” มุ่งเน้นไปที่การแสวงหาความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับมหาอำนาจในภูมิภาคเช่นอิหร่าน
ซึ่งหวังว่าจะเป็นแรงจูงใจประเทศอื่นในอ่าวอาหรับให้เดินตามด้วย
จีน “ทำการบ้าน” เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมายาวนาน
ก่อนการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสในวันที่ 7 ตุลาคม ยุทธศาสตร์ของปักกิ่งก่อนหน้านั้นก็เริ่ม “จ่ายเงินปันผล” มาอย่างเห็นได้ชัด
ในปี 2559 จีนตกลงร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างครอบคลุมกับซาอุดีอาระเบีย
และในปี 2563 ปักกิ่งลงนามข้อตกลงความร่วมมือระยะเวลา 25 ปีกับอิหร่าน
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จีนได้ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศอ่าวอื่นๆ รวมถึงบาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และโอมาน
นอกเหนือจากอ่าวเปอร์เซียแล้ว จีนยังได้กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอียิปต์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จนถึงจุดที่วันนี้จีนได้กลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในโครงการพัฒนาพื้นที่คลองสุเอซ
นอกจากนี้ยังลงทุนในโครงการฟื้นฟูในอิรักและซีเรียอีกด้วย
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จีนได้เล่นบท “กาวใจ” ที่ชักจูงให้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
สะท้อนบทบาทการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพเจ้าใหญ่ในภูมิภาคนี้
อะไรที่วอชิงตันทำไม่ได้ ปักกิ่งพิสูจน์ว่าทำได้
หลังจากความสำเร็จรอบนี้ ปักกิ่งก็เริ่มวางตำแหน่งตัวเองในฐานะตัวกลางแห่งสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์แต่ก็เกิดสงครามรอบใหม่เสียก่อน
ต้องยอมรับว่าสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทำให้แนวทางของจีนต่อตะวันออกกลางมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
ในเบื้องต้นจีนตอบสนองด้วยการใช้อาวุธ “การทูตที่สมดุลต่อไป” อีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ข้อจำกัดเสียเลยทีเดียว เพราะหลายปัจจัยอยู่นอกเหนือการควบคุมของมหาอำนาจทุกประเทศ
หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีนคุยกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเด็นเรื่องสงครามตะวันออกกลางครั้งใหม่
ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดสงครามใหญ่ระดับภูมิภาค
อเมริการับปากจะทำงานร่วมกับจีนเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหา เพราะต่างฝ่ายต่างยอมรับว่าลำพังตนเองไม่อาจจะแก้ปัญหาที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนนี้ได้
หลังจากนั้น หวัง อี้พยายามจะยื่นมือถึงทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์
หลังจาก ไจ๋ จุน ผู้แทนพิเศษของจีนประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง บินไปพบกับผู้นำชาติอาหรับภายใต้แนวทาง “การทูตเดินสาย” ของจีน
จีนยังเป็นหนึ่งในชาติที่ส่งเสียงดังที่สุดที่การประกาศสนับสนุนให้อิสราเอลและฮามาสหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
มีการตั้งความหวังต่อมาว่าจีน ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน จะสามารถช่วยยับยั้งความรุนแรงของสถานการณ์ได้
ปัจจัยที่น่าติดตามคือจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
แต่บนเส้นทางของการทูตของจีนก็ใช่จะไม่มีขวากหนามกั้นขวางเสียเลยทีเดียว
แถลงการณ์ฉบับแรกของจีนเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ทำให้จีนกริ้วพอสมควร
อิสราเอลบอกว่า “ผิดหวังอย่างยิ่ง” ที่จีนไม่ประณามกลุ่มฮามาส หรือกล่าวถึงสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอล
รัฐมนตรีต่างประเทศจีนตอบอิสราเอลด้วยประโยคที่ว่า “ทุกประเทศมีสิทธิในการป้องกันตัวเอง”
แต่ก็ไม่เป็นความลับว่าหวัง อี้ได้ระบุในแถลงการณ์ทางการว่าการกระทำของอิสราเอลนั้น “เกินเลยของการป้องกันตนเอง”
นักประวัติศาสตร์วาดภาพย้อนกอดีตไปถึงสมัยจีนภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตง ที่เคยส่งอาวุธไปให้ชาวปาเลสไตน์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า "การปลดแอกแห่งชาติ" ทั่วโลก
เหมาเคยเปรียบเทียบอิสราเอลว่าเป็นเหมือนไต้หวันเพราะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ
ซึ่งในช่วงนั้นจีนถือว่าอิสราเอลเป็นเสมือนฐานของจักรวรรดินิยมตะวันตก
แต่หลังจากนั้น จีนก็เปิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิสราเอล
ถึงวันนี้มีการค้าขายระหว่างกันในระดับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
ทางการจีนจะมีส่วนสนับสนุนทางตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ไม่ชัดเจนแต่สื่อสังคมออนไลน์จีนบางส่วนเปรียบเทียบการกระทำของอิสราเอลกับลัทธินาซี
กล่าวหาอิสราเอลว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์
มีผลให้ทำให้สถานทูตเยอรมันในกรุงปักกิ่งต้องออกมาประณามสื่อออนไลน์ของจีนบางส่วน
นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุแทงสมาชิกในครอบครัวของเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในกรุงปักกิ่งด้วย
ยิ่งก่อให้เกิดความอึดอัดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอิสราเอลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง
แต่จีนมองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเหนือสิ่งอื่นใด
ประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำมันของจีนมาจากประเทศรอบ ๆ อ่าวเปอร์เซีย
และหลายประเทศในตะวันออกกลางยังได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับจีน เพราะ BRI เป็นเสาหลักของ
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ว่ามานี้ จีนจึงตกอยู่ที่นั่งลำบากเพื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางรอบใหม่
แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสสำหรับจีนที่จะใช้เมล็ดพันธุ์ที่หว่านเอาไว้ก่อนหน้านี้มาเสริมส่งบทบาททางการเมืองและการทูตที่พยายามรักษา “ดุลถ่วงอันเหมาะควร” ให้ได้มากที่สุด
ไม่ว่าจะยากเย็นและท้าทายเพียงใดก็ตาม!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


