ประเด็นโต้แย้งของฝ่ายผลักดันกับคัดค้านนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล เป็นเรื่องราวที่ร้อนแรงเกือบทุกวงการ
ผมนั่งเก็บข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลและเสียงต่อต้านของหลายฝ่าย หลังกรณีนักวิชาการและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาให้เหตุผลคัดค้าน แล้วก็เห็นว่านี่เป็นโอกาสที่คนไทยจะได้ฟังความเห็นที่แตกต่างด้านเศรษฐศาสตร์, สังคม และการเมืองกันอย่างคึกคัก
เลขาธิการนายกฯ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ออกมายืนยันตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลัง “ทรุดหนักสุด ฟื้นช้าสุด”
มีความจำเป็นจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะนี่คือการปั๊มหัวใจ ไม่อาจจะใช้วิธี “หยอดน้ำข้าวต้ม” ได้อีกต่อไป
เหตุผลที่ “หมอมิ้ง” และแกนนำพรรคเพื่อไทยนำมาสนับสนุนความจำเป็นที่ต้องกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ผ่าน พ.ร.บ.กู้เงินก็มีประเด็นเรื่องความย่ำแย่ของดัชนีเศรษฐกิจมากมายหลายตัว
เช่น ตัวเลขเดียวที่พุ่งสูงขึ้นคือ หนี้ครัวเรือนไทย อยู่ที่ 91.6% ของจีดีพี (ณ ไตรมาส 1 ของปี 2566) โดยสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย
ส่วนตัวเลขอื่นๆ มีแต่ถดถอย-ตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ ซึ่งตกต่อเนื่อง จาก 6.41% (ณ เดือน ก.ย.2565) มาอยู่ที่ 5% (ณ เดือน ม.ค.2566) และ 0.30% (ณ เดือน ก.ย.2566)
มิหนำซ้ำหมอมิ้งยังเชื่อว่าการแจกเงินก้อนใหญ่นี้จะทำให้เกิด “พายุหมุน” ทางเศรษฐกิจถึง 3.33 รอบ
สมมติฐานของรัฐบาลคือ การเติมเงินดิจิทัลให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 70,000 บาท จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 3.33 รอบ มีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตได้ 1-1.5% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1.7 ล้านล้านบาท
รอบแรก อัดฉีดเม็ดเงิน 500,000 ล้านบาท ใน 6 เดือนแรก ให้ประชาชนใช้จ่าย และยังขึ้นเงินไม่ได้
รอบสอง ร้านค้าเริ่มขึ้นเงินได้ใน 6 เดือนที่ 2 แต่รัฐบาลจะมีมาตรการจูงใจให้ยังไม่ขึ้นเงิน เพื่อให้เงินอยู่ในระบบ แล้วหมุนต่อไปเป็นรอบ 3 รอบ 4 จนถึงปี 2570 ถึงขึ้นเงิน
กว่าจะถึงตอนนั้น นพ.พรหมินทร์มั่นใจว่า “จีดีพีจะโตไปแล้ว”
ความเห็นแย้งช่วงหลังมาจากหลายคนที่เคยบริหารการคลังมาก่อน เช่น คุณกรณ์ จาติกวณิช
คุณกรณ์เขียนใน Facebook ยืนยันว่า คัดค้านอย่างเต็มที่ และการออก พ.ร.บ.“กู้มาแจก” นี้ “ขัดต่อหลักวินัยการคลังอย่างให้อภัยไม่ได้จริงๆ”
ในบทวิเคราะห์นั้น คุณกรณ์เขียนว่า :
ตอนพรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล เพื่อไทยพูดชัดมากว่า จะไม่กู้ “ทุกบาทจะมาจากงบประม าณ”
ถึงวันนี้ เมื่อตระหนักชัดเจนแล้วว่า เงินงบประมาณมีไม่พอสำหรับเรื่องนี้ หากยังจะดันทุรังเดินต่อ ผมเกรงว่าปัญหาจะเกิด
ถ้าผ่านด่านกฎหมายแล้วกู้ได้ แจกได้ ก็จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ
ถ้าเจอตอกฎหมาย ปัญหาก็จะเกิดกับเพื่อไทย และรัฐบาลโดยรวม (หากผ่านมติ ครม.มาแล้ว)
มีคนเพื่อไทยเชียร์ว่า #กู้มาแจก ไม่เห็นเป็นอะไร ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจไม่สำเร็จ เงินนี้ก็ไม่ได้ไปไหน หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่ดี (!) จุดนี้อันตรายครับ พูดเหมือนว่า ‘หนี้’ คือ ‘รายได้’ ที่ไม่ต้องคืน และพูดเหมือนไม่รู้ว่า มันมีต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงมาก!
สำคัญที่สุด การออก “พ.ร.บ.กู้มาแจก” เป็นวิธีการที่ขัดต่อหลักวินัยการคลังอย่างให้อภัยไม่ได้จริงๆ และผมเชื่อว่าส่อขัดหลักกฎหมายด้วย
ผมขอย้อนเล่าให้ฟังถึงกรณีใกล้เคียงที่เคยเกิดขึ้น เคยมี 2 รัฐบาลที่คิดจะออก “พ.ร.บ.กู้เงิน“ หนึ่งในนั้นคือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ช่วงนั้นมีวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยเราติดลบหนัก ส่งผลให้รายรับรัฐบาลตํ่ากว่าประมาณการสูง จึงจำเป็นต้องกู้นอกงบประมาณมาเติมให้เต็ม และเป็นข้อบังคับตามกฎหมายทางการคลัง
มิหนำซ้ำตอนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก ผมจึงเสนอคุณอภิสิทธิ์ให้ออก พ.ร.ก.เร่งด่วนแทน (พ.ร.ก.ออกโดยอำนาจฝ่ายบริหาร ส่วน พ.ร.บ.ต้องผ่านสภาฯ)
คุณอภิสิทธิ์ถามผมว่า “ควรออกเท่าไร?”
เนื่องจากสถานการณ์วันนั้นยังไม่นิ่ง กระทรวงการคลังเลยเสนอเผื่อเหลือเผื่อขาดไป 8 แสนล้านบาท
นายกฯ อภิสิทธิ์ถามผมต่อว่า “เร่งด่วน และใช้ทันทีจริงๆ เท่าไร” พวกเรากลับมาทำการบ้าน แล้วกลับไปตอบว่า “4 แสนล้านบาท”
นายกฯ อภิสิทธิ์เลยสรุปว่า “ถ้างั้นออก พ.ร.ก.แค่ 4 แสนพอ ส่วนอีก 4 แสนไปเตรียมออกเป็น พ.ร.บ.แทน”
ซึ่งหลังจากเราได้ใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.ไปแล้ว เศรษฐกิจก็ดีขึ้นมาก รายได้รัฐบาลฟื้นตัว ผม รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ และคุณอภิสิทธิ์ จึงตัดสินใจ *ยกเลิกแผนการออก พ.ร.บ. และโอนรายการที่เตรียมใช้เงินกู้ พ.ร.บ.ไปไว้ในงบประมาณปกติแทน*
ทั้งหมดเพราะ พ.ร.ก.มีไว้ในกรณีฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ (ตามนิยามรัฐธรรมนูญ) และการกู้จาก พ.ร.บ.ยิ่งไม่ควรทำ เพราะอาจขัดต่อหลักกฎหมายหนี้สาธารณะที่มีกติกาชัดเจนว่ารัฐบาลขาดดุลได้ปีละไม่เกินเท่าไร
ถ้าให้อธิบายง่ายๆ กฎหมายระบุไว้ว่า รัฐบาลขาดดุลเกินเพดานที่กำหนดในกฎหมายไม่ได้ นอกจากให้ออกเป็น พ.ร.ก.ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “ด่วนจริง จำเป็นจริง”
การออกเป็น พ.ร.บ.กู้มาแจก จึงไม่เคยมีใครทำ และไม่ควรทำได้ เพื่อไทยรู้ดีเพราะเป็นรัฐบาลที่ 2 ที่คิดจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน (กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้าน) ผมเป็นหนึ่งในคนที่ทำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับอีกหลายท่าน ซึ่งตอนนี้ก็นั่งอยู่ในพรรคร่วมของรัฐบาลเศรษฐาด้วย
ผลสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็ตีกฎหมายนี้ตกไป เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญหมวดวินัยการคลัง
ผมยืนยันตามความคิดเดิมที่พูดไว้ตั้งแต่มีการหาเสียงนโยบายนี้ว่า อันตราย และยิ่งเมื่อยืนยันแล้วว่าเงินไม่มี ต้องอาศัยเงินกู้ ยิ่งต้องหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลทั้งปวง
(พรุ่งนี้ : เงินแจก 5 แสนจะทำให้เงินหมุน 3.3 เท่าจริงหรือ?”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน
‘หยุ่น’ ฟันเปรี้ยงรอดยาก! ชั้น 14 ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องชั้น 14 จะดิ้นอย่างไรก็หลุดยาก จึงเห็นการเฉไฉ, ตีหน้าตาย
บิ๊กเซอร์ไพรส์ 'สุทธิชัย หยุ่น' เล่นซีรีส์ 'The White Lotus ซีซั่น 3'
เรียกว่าสร้างความเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง สำหรับซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 ซึ่งจะสตรีมผ่าน Max ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 เพราะนอกจากจะมี ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ไอดอลเกาหลีสัญชาติไทย ที่กระโดดลงมาชิมลางงานแสดงเป็นครั้งแรก ในบทของ มุก สาวพนักงานโรงแรม
ถามแสกหน้า 'ทักษิณ' จะพลิกเศรษฐกิจไทยยังไง ทุกซอกมุมในสังคมยังเต็มไปด้วยทุจริตโกงกิน
นายสุทธิชัย หยุ่น นักวิเคราะห์ข่าวและผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “เขาจะพลิกประเทศไทยให้เศรษฐกิจล้ำโลกได้หรือ


