นโยบายการต่างประเทศไทย “ยุคใหม่” ที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้เป็นอย่างไร?
เมื่อวานได้นำเอาบางตอนของแนวทางวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่ปรับเปลี่ยนไปของรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่, คุณปานปรีย์ พหิทธานุกร, มาเล่าให้ฟังแล้ว
ที่เป็นหัวใจของการ “มอบนโยบาย” ให้กับบรรดาทูตและกงสุลใหญ่ของไทยประจำการอยู่ทั่วโลกคือ จะ “วางตำแหน่ง” ของไทยเราในเวทีระหว่างประเทศอย่างไร
คุณปานปรีย์บอกว่าโจทย์สำคัญทางงานด้านการต่างประเทศของไทยคือ ไทยควรดำรงตำแหน่งและบริหารจัดการผลประโยชน์ภายในและภายนอกประเทศอย่างไร เมื่อคำนึงว่านโยบายต่างประเทศเป็นส่วนขยายของนโยบายภายในประเทศ
แนวทางจึงเป็นว่าจะต้องเป็น “เชิงรุก มองไปข้างหน้า”
ที่สามารถตอบสนองผลประโยชน์ภายในประเทศ และแนวโน้ม (mega-trends) สำคัญๆ ของโลกได้เพื่อ
ฟื้นฟูการทูตไทยให้กลับมามีเกียรติภูมิมีความหมาย (relevant and matter) และมีบทบาทที่โดดเด่นใน
เวทีโลก
และยกระดับเศรษฐกิจไทย รวมทั้งตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญคือจะต้องเป็นไปโดยสมดุล มีจุดยืนที่ตั้งอยู่บนหลักการที่ดูแลผลประโยชน์ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วและทุกประเทศ ไม่เข้าข้างหรือเป็นศัตรูกับฝ่ายใด
การเข้าเป็นสมาชิกหรือเข้าร่วมเวทีต่างๆ จะต้องเป็นไปเพื่อหาพันธมิตรใหม่ๆ และนำผลประโยชน์มาสู่ประเทศ
ไทยและคนไทย
จะทำอย่างนั้นได้ต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบาย
ต่างประเทศในทุกมิติ โดยมีระดับการดำเนินการจากวงแคบสู่วงกว้าง เป็น 4 ระดับ
ระดับที่ 1 เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)
ด้วยหลักคิดที่ว่าถ้าเพื่อนบ้านดี เราก็ดีด้วย
เพราะความมั่นคง การมีเสถียรภาพ และความสงบสุขภายในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นรากฐานที่สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและภูมิภาค
ดังนั้นความมั่นคง ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะต้องเกื้อกูลและผูกโยงกันอย่างใกล้ชิด ตามนโยบาย Prosper-Thy-Neighbour
ที่สำคัญ คุณปานปรีย์ย้ำว่า เราต้องยอมรับว่า ขนาดเศรษฐกิจของไทยไม่ใหญ่พอที่จะน่าดึงดูดโดยลำพัง
ดังนั้นจึงต้องอาศัยความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
ด้วยเหตุนี้ไทยจึงควรมุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยง (connectivity) ทางเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ
ทั้งด้าน software (กฎระเบียบ/มาตรฐาน) และด้าน hardware ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (สะพาน ถนน และด่าน) เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนและข้ามแดน และลดช่องว่าง
อีกทั้งต้องเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคั่งค้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เช่น โครงการพัฒนาด่านศุลกากรไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสระแก้ว
ระดับที่ 2 คือ ระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค
ทุกวันนี้ยังเป็น Century of Asia โดยมีอาเซียนเป็นศูนย์กลางและเป็นที่จับตาจากทั่วโลก
อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของการต่างประเทศของไทย
และในสภาวะปัจจุบันอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอก
อาเซียนจึงจำเป็นต้องรักษาความเป็นเอกภาพ และความเป็นแกนกลาง (centrality) เพื่อให้อาเซียนคงความเป็นภูมิภาคที่มีความสงบและมีความเป็นปึกแผ่น และคงความสำคัญ (relevance) ไว้ให้ได้
นโยบายของไทยคือการสนับสนุนการบูรณาการในอาเซียน (integration) เพื่อเพิ่มพูนการค้าระหว่างกัน
และเพื่อให้เป็นภูมิภาคที่เป็นที่น่าดึงดูดทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตเดียว
อีกด้านหนึ่ง ไทยควรสนับสนุนอาเซียนและมีบทบาทนำ (ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน) ในการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา
ขณะเดียวกัน ไทยควรเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน
โดยการเป็นผู้นำในการเจรจา ASEAN Digital Economy Framework Agreement
ระดับที่ 3 คือ การบริหารและจัดการความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในการรักษาสมดุลในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐ (strategic equilibrium) ไทยจะต้องไม่เลือกข้าง
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไทยต้องวางตัวอยู่ตรงกลาง
(equidistance) แต่จะต้องเลือกที่จะเป็นมิตรที่สมดุล ต้องมีจุดยืนเป็นของตนเองบนพื้นฐานของหลักการที่ชัดเจนและผลประโยชน์ของประเทศ
คุณปานปรีย์บอกว่า ไทยควรสร้างทางเลือกด้านนโยบายต่างประเทศ โดยมีปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และผูกมิตรกับ
ขั้วต่างๆ และประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะประเทศและกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลางอื่นๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป
และกับประเทศยุทธศาสตร์ เช่น เกาหลีใต้และออสเตรเลีย
และประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ บราซิล อาร์เจนตินา เปรู และเม็กซิโก เพื่อรักษาดุลยภาพ และสร้างพันธมิตรเพื่อเพิ่มพูนความสัมพันธ์และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย
ระดับที่ 4 คือ บทบาทของไทยในการทูตพหุภาคี
ในประเด็นนี้รัฐมนตรีต่างประเทศมองว่าไทยควรชูจุดแข็งของไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก (global objectives and shared values) เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs และสาธารณสุข และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น สิทธิมนุษยชนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การทูตพหุภาคีไม่ได้จำกัดเฉพาะในกรอบสหประชาชาติเท่านั้น แต่ควรเชื่อมต่อไปยังกลุ่มและเวทีอื่นๆ ด้วย ทั้ง ASEAN, ACMECS, BIMSTEC, ACD, APEC, RCEP, BRI รวมทั้ง IPEF
รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการสมัครเป็นสมาชิก OECD และการมีปฏิสัมพันธ์และการพิจารณาเข้าร่วมกับกลุ่ม BRICS
(พรุ่งนี้ : วิธีบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ต่างประเทศ)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน
‘หยุ่น’ ฟันเปรี้ยงรอดยาก! ชั้น 14 ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องชั้น 14 จะดิ้นอย่างไรก็หลุดยาก จึงเห็นการเฉไฉ, ตีหน้าตาย
บิ๊กเซอร์ไพรส์ 'สุทธิชัย หยุ่น' เล่นซีรีส์ 'The White Lotus ซีซั่น 3'
เรียกว่าสร้างความเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง สำหรับซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 ซึ่งจะสตรีมผ่าน Max ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 เพราะนอกจากจะมี ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ไอดอลเกาหลีสัญชาติไทย ที่กระโดดลงมาชิมลางงานแสดงเป็นครั้งแรก ในบทของ มุก สาวพนักงานโรงแรม
ถามแสกหน้า 'ทักษิณ' จะพลิกเศรษฐกิจไทยยังไง ทุกซอกมุมในสังคมยังเต็มไปด้วยทุจริตโกงกิน
นายสุทธิชัย หยุ่น นักวิเคราะห์ข่าวและผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “เขาจะพลิกประเทศไทยให้เศรษฐกิจล้ำโลกได้หรือ


