ใกล้สิ้นปีต้องส่องดูเศรษฐกิจของทั้งปีนี้กับปีหน้า...และต้องเล็งไปข้างหน้าด้วยว่ารัฐบาลเศรษฐาจะสามารถ “กู้มาแจก” ในปีหน้าได้หรือไม่
และจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2567 อย่างไร ฟังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งล่าสุด และ KKP Research ที่เพิ่งออกรายงานมา ประเด็นเรื่องการแจกเงินหมื่นผ่าน Digital Wallet ก็ยังเป็น “ปัจจัยของความไม่แน่นอน” ค่อนข้างสูง
คุณปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี
เมื่อถามว่า เศรษฐกิจในเวลานี้มีความจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่
คำตอบคือ “ตอนนี้เข้าใจว่ามาตรการที่พิจารณาอยู่ คือ ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ แต่ยังมีความไม่แน่นอนทั้งในแง่กระบวนการและรูปแบบ...”
หากพิจารณาถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 3% บวกลบแล้ว ตอนนี้ก็ถือว่าการขยายตัวเศรษฐกิจในปีหน้าใกล้เคียงหรือสูงกว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยเล็กน้อย และฟื้นตัวต่อเนื่อง
ส่วน KKP Research นั้นปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2566 เหลือ 2.4% และประมาณการปี 2567 เป็น 3.7% หาก Digital Wallet ผ่าน และ 2.9% กรณีไม่รวม Digital Wallet
แม้ KKP Research จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีมากนัก อย่างไรก็ตามได้ปรับ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 3.7% จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (Digital Wallet) ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ 0.8% ของ GDP โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีหน้า
2) การท่องเที่ยวที่ยังคงฟื้นตัวได้ โดยคาดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 35 ล้านคนในปี 2567 และ
3) การส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตามวัฏจักรการผลิตและการส่งออกโลก
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ายังมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่รัฐบาลอาจจะไม่สามารถผลักดันมาตรการ Digital Wallet เพราะข้อจำกัดด้านการคลังและกฎหมาย
ในกรณีที่ไม่รวมผลจากมาตรการนี้ คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงเหลือ 2.9% ในปี 2567 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันการเติบโตในระยะยาวมาอย่างต่อเนื่อง
KKP Research ประเมินว่าหากนโยบาย Digital Wallet สามารถออกใช้ได้ตามที่รัฐบาลแถลง จะมีต้นทุนสูงถึง 5 แสนล้านบาท
ในขณะที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับต้นทุน
โดยประเมินตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่ 0.3 เท่า ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ GDP ประมาณ 0.8% ในปีหน้า
โดยผลดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีหน้าหากมีการออกใช้จริง
และเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากนั้น เนื่องจากสถานการณ์การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไทยแข่งขันในเวทีโลกได้ยากขึ้น มากกว่าประเด็นการลดลงของรายได้ชั่วคราว
นอกจากนี้ ผลกระทบด้านลบยังรวมไปถึงต้นทุนทางอ้อมต่อเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น
จากการที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นจากการที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เพิ่มอีกด้วย
ส่วน กนง.คาดว่า "เงินเฟ้อ" อยู่ในกรอบเป้าหมาย หั่นคาดการณ์จีดีพีปี 66 เหลือ 2.4% ส่วนปีหน้าโต 3.8%
โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ภาคการส่งออกและการผลิตที่เกี่ยวข้องชะลอลง โดยในปี 2567 และ 2568 เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวอย่างสมดุลขึ้น จากอุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2567 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านอุปทานจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.4 และ 3.2 ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ
ทั้งนี้ หากรวมผลของโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล อัตราการขยายตัวในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.8 ลดลงจากร้อยละ 4.4 ที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน
ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยได้รับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดีตามการใช้จ่ายในหมวดบริการ รวมทั้งแรงสนับสนุนจากการจ้างงานและรายได้แรงงานที่ปรับดีขึ้น
ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ส่วนหนึ่งจากเศรษฐกิจจีนและวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ในระยะต่อไป เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวสมดุลมากขึ้น ภายใต้บริบทที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องและภาคการส่งออกสินค้ากลับมาขยายตัว แต่มีความเสี่ยงที่อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเท่าที่คาด เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป
ด้านการท่องเที่ยวมีประเด็นนักท่องเที่ยวจีนมาน้อยกว่าที่เราคาดไว้ จากปัญหาต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนด้วย รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่า ในระยะยาวอาจมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะมีสัดส่วนน้อยกว่า
แต่ในขณะเดียวกัน จะมีนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มาจากจีนเข้ามาทดแทน ส่วนตัวที่ยังมีความแผ่วอยู่คือ การส่งออก ซึ่งสะท้อนไปยังดัชนีการผลิตของผู้ประกอบการที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการส่งออกค่อนข้างเยอะ” คุณปิติบอก
คุณปิติกล่าวว่า กนง.ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยในปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.8% ส่วนปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.2%
แต่ถ้ารวมผลจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว เศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัว 3.8% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะขยายตัว 4.4% เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยกว่าที่คาดไว้เดิม และการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
“เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจในปีหน้าลดลง ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาน้อยลงเมื่อเทียบกับที่ได้คาดไว้ในคราวที่แล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเงื่อนเวลาอาจมาช้ากว่าที่เราตั้งสมมติฐานไว้ รวมทั้งรูปแบบและเม็ดเงินก็เปลี่ยนไปด้วย แต่โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ส่วนปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3% บวกลบ ใกล้เคียงกับศักยภาพของเรา” นายปิติกล่าว
คำถามอีกข้อหนึ่งคือ เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “วิกฤต” อย่างที่รัฐบาลบอกหรือไม่
คำตอบคือ: อยู่ที่การตีความ
คุณปิติบอกว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด เศรษฐกิจไทยเดินมาไกลพอสมควร โดยผู้มีงานทำทุกสาขาการผลิตเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว ระดับจีดีพีก็กลับสู่ระดับเหนือก่อนโควิด เงินเฟ้อที่เคยสูงถึง 8% ในปีที่แล้ว ลดลงสู่ระดับ 1% ในปีนี้ และเศรษฐกิจไทยก็ทยอยขึ้นไป
ดังนั้น น่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการเข้ามาดูเรื่องการพลิกฟื้นศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และศักยภาพการแข่งขันของภาคส่งออก ซึ่งคณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
“ถ้ามองในแง่การขยายตัว แม้ว่าปีนี้อาจจะน้อยกว่าที่เรามองไว้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ามองไปข้างหน้า การกลับมาของภาคการส่งออกที่คิดว่าจะขยายตัว และมาเพิ่มสมดุลให้กับการขยายตัว เงินเฟ้อที่อยู่ในกรอบ เสถียรภาพการเงินก็โน้มเข้าสู่ในกรอบ กรรมการฯ จึงคิดว่าจุดยืนนโยบายเหมาะสมอยู่ และคงขึ้นอยู่กับจะตีความว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต แต่ภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้จริงๆ” คุณปิติสรุป
นั่นแปลว่าใครจะตีความว่าเศรษฐกิจ “วิกฤต” หรือไม่อย่างไร รัฐบาลก็ไม่อาจจะปฏิเสธว่าถ้าไม่ลงมือแก้ปัญหาที่โครงสร้างพื้นฐาน หากแต่จะทำเรื่อง Quick Win อย่างเดียว เราก็ไม่อาจจะออกจากกับดักแห่งปัญหาเดิมๆ ได้
และนั่นคือ “วิกฤต” ถาวรของจริง!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน
‘หยุ่น’ ฟันเปรี้ยงรอดยาก! ชั้น 14 ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรื่องชั้น 14 จะดิ้นอย่างไรก็หลุดยาก จึงเห็นการเฉไฉ, ตีหน้าตาย
บิ๊กเซอร์ไพรส์ 'สุทธิชัย หยุ่น' เล่นซีรีส์ 'The White Lotus ซีซั่น 3'
เรียกว่าสร้างความเซอร์ไพรส์อย่างต่อเนื่อง สำหรับซีรีส์ The White Lotus ซีซั่น 3 ซึ่งจะสตรีมผ่าน Max ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2025 เพราะนอกจากจะมี ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า BLACKPINK ไอดอลเกาหลีสัญชาติไทย ที่กระโดดลงมาชิมลางงานแสดงเป็นครั้งแรก ในบทของ มุก สาวพนักงานโรงแรม
ถามแสกหน้า 'ทักษิณ' จะพลิกเศรษฐกิจไทยยังไง ทุกซอกมุมในสังคมยังเต็มไปด้วยทุจริตโกงกิน
นายสุทธิชัย หยุ่น นักวิเคราะห์ข่าวและผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “เขาจะพลิกประเทศไทยให้เศรษฐกิจล้ำโลกได้หรือ


