กูรูเศรษฐกิจพยากรณ์แล้วว่าเศรษฐกิจประเทศอาเซียนปีหน้าจะเป็นอย่างไร
เขาให้ประเทศไทยโตที่ 3.3%
ยังติดอันดับท้าย ๆ ของอาเซียนขณะที่เพื่อนเราในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
เป็นอีกหนึ่งบทวิเคราะห์ที่คนไทยควรจะนำมาประกอบรายงานที่รัฐบาลนายกฯเศรษฐาจะบอกกล่าวกับประชาชนเนื่องในโอกาสครบ 100 วันของการเข้าบริหารประเทศในสัปดาห์นี้
รายงานนี้เป็นผลการสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์รายไตรมาสที่รวบรวมโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจแห่งญี่ปุ่นและ Nikkei ชี้ว่าสิงคโปร์จะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญที่สุด
JCER (Japan Center for Economic Research) และ Nikkei ได้ทำการสำรวจล่าสุดระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน ถึง 7 ธันวาคม โดยรวบรวมคำตอบ 31 รายการจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ใน 5 ประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และในอินเดีย
สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ภายนอกที่อ่อนแอในปีนี้ อันสืบเนื่องจากการชะลอตัวทั่วโลก
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการหดตัวของเศรษฐกิจจีนหลังโควิด-19
โดยการสำรวจทั้ง 5 ประเทศมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่ำกว่าปี 2565
รายงานนี้บอกว่าในปีหน้าอัตราการเติบโตโดยรวมของห้าประเทศในกลุ่มอาเซียนคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5% เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ในปีนี้ที่ 4.0%
คาดการณ์ว่าอินเดียจะมีอัตราการเติบโต 6.4% ในปีงบประมาณเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนหน้า
หรือเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกับที่คาดการณ์ไว้ที่ 6.5% ในปีงบประมาณที่ผ่านมา
JCER ระบุว่าสิงคโปร์จะมีความ "โดดเด่น” กว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนอีก 4 ประเทศ
โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3 เท่าเป็น 2.8% ในปี 2567 จากที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.0% ในปี 2566
ทั้งนี้มีเหตุมาจากการฟื้นตัวของการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ
สิงคโปร์เผชิญกับการส่งออกที่ซบเซาท่ามกลางการชะลอตัวทั่วโลกและการเติบโตติดลบในภาคการผลิตในปีนี้ หลังจากการเติบโต 3.6% ในปี 2565
ผู้รู้เรื่องดีในวงการนี้บอกว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์กำลังกลับมาอีกครั้ง และจะเห็นภาพที่ชัดขึ้นมากในปี 2567 ซึ่งจะช่วยผลักดันการฟื้นตัวที่ดีในภาคการผลิตของสิงคโปร์
ทางการสิงคโปร์คาดว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะอยู่ในช่วง 1% ถึง 3% ในปี 2567
ฟิลิปปินส์คาดว่าจะมีการเติบโตสูงสุดในปีหน้าในบรรดาห้าประเทศ ที่ 5.9% เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ 5.5% ในปี 2566
มาเลเซียซึ่งมีภาพรวมเศรษฐกิจที่ “ค่อนข้างอ่อนแอ” ในไตรมาสที่สองและสามของปีนี้ก็ถูกคาดการณ์จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นที่ 4.5% ในปีหน้า
ภาพในวันนี้แม้ว่าจะชะลอตัวลง แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนก็ยังมีความคืบหน้าเชิงบวกเพราะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการที่ประกาศโดยรัฐบาลในช่วงกลางปีนี้
อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะเติบโต 5.1% ในปีหน้า
ในระดับนี้ถือว่าทรงตัว โดยส่วนใหญ่มาจากอุปสงค์ในประเทศที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
รายงานนี้คาดว่าประเทศไทยน่าจะโตในอัตรา 3.3% ในปี หน้าซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.4% ของปีนี้
การสำรวจพบว่านักเศรษฐศาสตร์มีความกังวลต่อไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของ GDP ไทย
เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยรายงานการเติบโตที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ที่ 1.5% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่ 3 และเป็นประเทศเดียวใน 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการสำรวจที่มีแนวโน้มปีหน้าที่ถูกปรับลดจากการสำรวจของ JCER ครั้งก่อนในเดือนกันยายน
แน่นอนว่าการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมี ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องพึ่งพาตลาดจีนสูงหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของจีน
นอกจากนี้รายงานชิ้นนี้ยังชี้ว่าการปรับลดลงของตัวเลขคาดการณ์สำหรับเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ชะลอตัว
โดยชี้ว่า การเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวจีนในเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนตุลาคม อาจส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวจากจีนไม่น้อย
จนถึงขณะนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนมาไทยในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด
การสำรวจพบว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจอาเซียนอื่นๆ
ความเสี่ยงอันดับต้นๆ มีความสัมพันธ์กัน โดยที่เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ และอัตรดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจท้องถิ่น และมีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกปัจจัยของความกังวลในทุกประเทศที่ถูกสำรวจครั้งนี้โยงถึงผลกระทบของภูมิศาสตร์การเมืองและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางนอกเหนือจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
หากเงื่อนไขสงครามอิสราเอล-ฮามาสรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น และสภาวะตลาดการเงินโลกที่ผันผวนมากขึ้น
สรุปว่าข้างนอกเขามองเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังอยู่ในสภาวะที่โตช้ากว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่
และปัจจัยทางลบที่รายงานนี้ระบุก็มิใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยหรือรัฐบาลไทย
อยู่ที่รัฐบาลเศรษฐาจะลงมือยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและระยะยาวอย่างจริงจังอย่างไร
เพราะลำพัง quick win และการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” สำหรับเศรษฐกิจไทยเท่านั้น
เพราะ “คนไข้” ป่วยเรื้อรังอย่างนี้ต้องมีการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดและต้องพร้อมจะ “ผ่าตัด” เพื่อการฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ
เพราะไม่ว่านักการเมืองจะพยายามกล่าวอ้างอย่างไรก็ไม่สามารถหา “ยาวิเศษ” ที่จะเสกให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้ชั่วข้ามคืนเป็นอันขาด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


