ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจากต่ำสุดในอาเซียนจากนี้ 20 ปี! จะอยู่ที่เฉลี่ย 3% ไปอีกสองทศวรรษ หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังและอย่างได้ผล
นั่นเป็นการวิเคราะห์ของธนาคารโลกประจำประเทศไทย
และเป็น “ข่าวร้าย” ที่ควรจะต้องปลุกให้คนไทยทุกสาขาวิชาชีพลุกขึ้นมาทำทุกอย่างที่ต้องทำเพื่อให้คำพยากรณ์นี้ผิด
หรือไม่ก็ต้องหาทางประคับประคองไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่มองเห็นในวันนี้
รายงานของธนาคารโลกที่เพิ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทย “ติดกับดัก” ของการโตช้าคือ “สังคมคนสูงวัย” และการ “ชะลอตัวของการลงทุน” และผลิตภาพ หรือ productivity ที่ต่ำ
ธนาคารโลกประจำประเทศไทยคาดว่าอัตราโตเศรษฐกิจของไทยปีหน้าจะอยู่ที่ 3.2% และในปีต่อไปก็จะอยู่ที่ 3.1% หรือต่ำสุดในอาเซียน
มี 3 ปัจจัยเท่านั้นที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทย นั่นคือส่งออก, การท่องเที่ยวและการบริโภค
เพราะเราไม่มีนวัตกรรม, ไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่จะมาทดแทนสิ่งที่หดหายไปเพราะเทคโนโลยี
และเมื่อโครงสร้างประชากรของเราแก่ลงไปเรื่อยๆ ก็หมายความว่าคนวัยทำงานจะหดตัวลงตามลำดับ
เมื่อคนทำงานหารายได้ลดลง คนแก่มากขึ้น สังคมก็ต้องอาศัยคนทำงานที่ลดน้อยถอยลงมาเลี้ยงประชากรอายุมากที่มีประสิทธิภาพลดน้อยลงตามไปด้วย
เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment) สำหรับไทยหดตัวลงในปี 2020 เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซียและเวียดนาม
แม้ว่าตัวเลขเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไทยจะกระเตื้องขึ้นในช่วง 2021-2022 แต่ก็ยังอยู่หลังมาเลเซียและเวียดนาม
อีกทั้งการผลิตในอุตสาหกรรมก็ยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนหน้าโรคระบาดโควิด
การจะแก้ปัญหาอันหนักนี้สำหรับไทยจะต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ด้วยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์, การศึกษาที่มีคุณภาพ, สาธารณสุข, ความเปลี่ยนแปลงในสภาพอากาศ และปฏิรูประบบภาษี
หัวข้อเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่ต้องมีการเมืองแบบ “ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์” และ “ความกล้าหาญทางการเมือง”
นั่นคือ vision กับ political will ที่เราเห็นชัดเจนว่ายังเป็นปัญหาหนักยิ่งสำหรับนักการเมืองของไทยเราวันนี้
เพราะนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจเพื่อบริหารประเทศนั้นต้องการจะทำอะไรเร็วๆ ง่ายๆ ที่จะได้คะแนนเสียงหรือความนิยมชมชอบที่เรียกว่า quick win
แต่ไม่ทำหรือไม่มีความสามารถที่จะทำเรื่องระยะยาวที่ยากกว่า แต่มีความจำเป็นมากกว่า
รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับประเทศไทยยังชี้ว่า นโยบาย “แจกเงินหมื่น” ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลนี้จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น
แต่ผลที่ตามมาก็จะสร้างต้นทุนการคลังระยะยาว
และคาดว่าหากรัฐบาลกู้ 5 แสนล้านเพื่อโครงการนี้ ก็จะดัน "หนี้สาธารณะ" ไปแตะ 65-66% ต่อจีดีพี
รายงานนี้ประเมินว่านโยบาย “กู้มาแจก” จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ระยะสั้น 0.5-1.0% ในช่วงระยะเวลา 2 ปี
รายงานนี้ชื่อThailand Economic Monitor ฉบับเดือนธันวาคม 2566 ประเมินว่า ถ้าเดินหน้าตามโครงการนี้และต้องกู้ 5 แสนล้านบาทก็จะเท่ากับ 2.7% ของจีดีพี
หากสามารถแจกได้ในเดือนพฤษภาคมปีหน้าก็จะดันให้จีดีพีโตเพิ่มอีก 0.5-1.0% ในช่วงระยะเวลา 2 ปี
หนี้สาธารณะอาจปรับตัวขึ้นแตะ 65-66% ต่อจีดีพีในปี 2567-2568 และอาจขาดดุลทางการคลังเพิ่มขึ้นเป็น 4-5% ของจีดีพี ซึ่งก็ใกล้ระดับเฉลี่ยในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด
ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยจากธนาคารโลก ยืนยันว่า นโยบายแจกเงินหมื่นจะกระตุ้นได้เพียงระยะสั้น
แต่จะต้องแลกกับการชะลอเส้นทางการรัดเข็มขัดทางการคลังของรัฐบาลไทย หรือที่เรียกว่า Fiscal Consolidation
ดร.เกียรติพงศ์วิเคราะห์ว่า ลักษณะพิเศษบางประการของโครงการแจกเงินหมื่นที่อาจทำให้ผลด้านบวกสำหรับเศรษฐกิจนั้นมีเช่น ยิ่งมีผู้ได้รับสิทธิ์มากเพียงใด ผลต่อ GDP ยิ่งลดลง
อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่เงินจะรั่วไหลไปต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้านำเข้า
สินค้าในบางพื้นที่อาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในบางจังหวัด ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้
อีกความท้าทายหนึ่งคือรัฐบาลจำเป็นต้องทำให้มั่นใจว่าจะมีผู้ขายหรือร้านค้าให้เพียงพอ
ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจาก 2.6% ในปี 2565 เหลือ 2.5%
สาเหตุเป็นเพราะเศรษฐกิจที่อ่อนแอในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมทุนที่ลดลงอย่างมาก และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการส่งออกสินค้าหดตัว
ปีหน้าและปีต่อไปคาดว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัว 3.2% และ 3.1% ตามลำดับ โดยต้องพึ่งพาการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน
ธนาคารโลกยังคาดว่าการส่งออกสินค้าในปีหน้าจะฟื้นตัว เพราะมีแรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และภาวะการเงินโลกที่คาดว่าจะผ่อนคลายลง แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวก็ตาม
รายงานนี้คาดว่าในปีหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเป็น 35.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 90% ของระดับก่อนการโควิด หรือเพิ่มขึ้นจากประมาณ 28.3 ล้านคนในปีนี้
ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยตามรายงานนี้ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจหลายแห่ง คือการที่ศักยภาพการเติบโตของไทยเราหดตัวลง
หากจะแก้ไขภาพนี้ให้สำเร็จ ต้องมีการยกเครื่องกันครั้งใหญ่
และนั่นแปลว่าเราจะต้องทำให้คุณภาพการเมืองดีขึ้น ความโปร่งใสและนิติรัฐต้องเกิด อีกทั้งยังทำให้คนไทยมีความหวังว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ทุกภาคส่วนพร้อมจะเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน
เป็นความท้าทายที่ยังมองไม่เห็นทางออก หากการเมืองไทยยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างที่เห็นอยู่วันนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


