ถ้าได้อ่านเอกสาร 177 หน้า ที่คณะทำงานของ ป.ป.ช. รวบรวมความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อย
เนื้อหาสาระจากที่คณะกรรมการเพื่อศึกษาและดำเนินการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลที่มี สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานฯ ที่ตั้งโดย ป.ป.ช. นั้นลงลึกอย่างสนใจยิ่ง
เพราะมีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานของรัฐ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ผ่านการประชุมร่วมกัน
รวมถึงการจัดทำหนังสือขอข้อมูล ข้อเท็จจริง และเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานดังกล่าว
สำนักข่าวอิศราให้รายละเอียดความคิดเห็นของหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลัง 4 หน่วยงาน
ได้แก่ กรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่
กรมสรรพากรให้ความเห็นส่วนของกระบวนการทางภาษีหรือระบบทางภาษี จะสามารถป้องกันการทุจริตระหว่างร้านค้ากับประชาชนที่ได้รับเงินแล้วอย่างไร
การทุจริตในที่นี้หมายถึงการซื้อขายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
กรมสรรพากรแจ้งว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าการทุจริตจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด
เพราะรูปแบบการดำเนินตามนโยบาย Digital Wallet ไม่มีความชัดเจน
กรมสรรพากรชี้แจงว่ามีหน้าที่และอำนาจเพียงแค่พิสูจน์รายได้เท่านั้น
แต่หากผู้เสียภาษีมีรายได้แล้วปกปิด ก็มีกฎหมายกำหนดความผิดไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากรเครื่องมือปัจจุบันของกรมสรรพากร คือ การตรวจสอบธุรกรรมพิเศษ ได้แก่ ธุรกรรม จำนวน 400 ครั้ง มูลค่า 2 ล้านบาท หรือ 3,000 ครั้ง ต่อปีเท่านั้น
ส่วนเครื่องมือที่กรมสรรพากรมีอยู่ในปัจจุบัน ไม่แน่ใจว่าจะตรวจจับธุรกรรมที่ทุจริตได้หรือไม่
เพราะยังไม่ทราบแน่ชัดได้ว่าการทุจริตจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด เครื่องมือที่กรมสรรพากรมีจะช่วยได้หรือไม่ เพียงใด
การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร เมื่อโครงการฯ เริ่มในปี พ.ศ. 2567 และสามารถ Cash Out ได้จนถึงปี 2570
กรมสรรพากรอธิบายบนสมมติฐานที่ว่า หากเงินที่มีการให้ผ่านกระเป๋าเงิน Digital Wallet เป็นเงินได้พึงประเมิน ไม่ว่าจะ Cash Out หรือไม่ กรมสรรพากรมองว่าเป็นเงินได้พึงประเมินทั้งหมด
ดังนั้น วันที่บุคคลธรรมดาได้รับเงิน ก็มีหน้าที่เสียภาษี ณ วันนั้น กรณีของนิติบุคคลจะเสียภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีส่วนการ Cash Out น่าจะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งไม่น่าถือเป็นเงินได้ กรมสรรพากรมองเปรียบเทียบกับกรณีการได้รับเช็ค เมื่อผู้มีรายได้ ได้รับเช็คมาก็เปรียบเสมือนมีการได้รับของแทนเงินแล้ว
มีประเด็นเรื่องการเข้าถึงฐานข้อมูลของร้านค้าซึ่งที่ผ่านมา กรณีโครงการคนละครึ่ง กรมสรรพากรไม่มีข้อมูล เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากร
และสำหรับโครงการ Digital Wallet ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย
ดังนั้น หากมีการแจกเงินในรูปแบบเงินดิจิทัล กรมสรรพากร จะใช้ระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บรายได้พอสมควร
โดยพิจารณาว่าการดำเนินงานตามนโยบายโครงการ Digital Wallet เป็นการค้าขายตามปกติแต่หากเป็นเงินดิจิทัล และมี Blockchain กรมสรรพากรก็ต้องหาวิธีการเพื่อให้มีการจัดเก็บรายได้ให้ได้เช่นเดียวกัน
กรมบัญชีกลางก็ตอบว่ายังไม่ทราบรายละเอียดของนโยบาย
ที่น่าสนใจคือข้อมูลที่กรมบัญชีกลางแจ้งมาว่า
จากการเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet (คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ) จำนวน 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 วันที่ 25 ตุลาคม 2566 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566
การประชุมครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ เห็นสมควรเสนอคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet เป็นการใช้งบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท และเงินกู้จำนวน 3.5 แสนล้านบาท รวมวงเงินของโครงการทั้งสิ้น 5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 ข้อมูลตามที่นายกรัฐมนตรีแถลง จะเป็นการใช้เงินกู้ทั้งหมด จำนวน 5 แสนล้านบาท โดยตราเป็นพระราชบัญญัติเงินกู้ โดยส่งเรื่องหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ได้ข้อยุติในประเด็นด้านกฎหมายก่อนที่จะพิจารณาการดำเนินการในขั้นตอนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ
ดังนั้น ระยะเวลาและแผนงานที่จะจัดทำ จึงยังไม่ได้พิจารณา
ประเด็นทางกฎหมายที่พึงระมัดระวังในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมบัญชีกลาง ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561
ส่วนที่ 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25600 มาตรา 140 การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
เว้นแต่ในกรณีจำเป็นรีบด่วนจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเช่นว่านี้ ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้ในพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป
ส่วนที่ 2 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 7 การกู้เงิน การลงทุน การตรากฎหมาย การออกกฎ หรือการดำเนินการใดๆ ของรัฐ ที่มีผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย
มาตรา 9 คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัย ในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้อย่างเคร่งครัด ในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ
ในส่วนของช่องทางที่อาจเกิดการทุจริต กรมบัญชีกลางให้ความเห็นว่า การให้ประชาชนใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคตามที่กำหนดไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องข้อมูลที่จะตรวจสอบว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่
เนื่องจากไม่มีข้อมูลรายละเอียดของสินค้าที่ประชาชนซื้อ หรือร้านค้าขายสินค้านั้นๆ ให้แก่ประชาชน ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนให้เกิดการรับแลกเงินสด จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะว่า การกำหนดเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการ ทั้งประชาชนและร้านค้า กรณีใช้เงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์จะต้องกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเพื่อให้ตระหนักรู้กฎกติกา
ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางมีข้อกังวลเกี่ยวกับหน่วยรับงบประมาณและหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณว่า
ในหลักปฏิบัติหน่วยรับงบประมาณและหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณไม่ควรเป็นหน่วยเดียวกัน เพราะจะทำให้หลักควบคุมภายในเสียหาย โดยการดำเนินการที่ผ่านมา หน่วยงานที่เสนอเสนอให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างหน่วยรับงบและหน่วยเบิกจ่าย
(พรุ่งนี้: ข้อสังเกตจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


