กู้ 5 แสนล้านมาแจกจะลด ‘พื้นที่ทางการคลัง’ สำหรับกิจกรรมเศรษฐกิจอื่น

 เนื้อหาสาระจากรายงานหนา 177 หน้าของคณะกรรมการเพื่อศึกษาและดำเนินการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลที่จะเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital  Wallet ที่มี สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธาน ตั้งโดย ป.ป.ช. นั้น ลงลึกไว้อย่างสนใจยิ่ง

สำนักข่าวอิศราเปิดเผยรายงานการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานของรัฐ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.),  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ผ่านการประชุมร่วมกัน

ส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นั้น เน้นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ  พ.ศ. 2561 มาตรา 53

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจะดำเนินการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการดังกล่าว จะต้องคำนึงถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องดำเนินโครงการดังกล่าวโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่อง  เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ เนื่องจากการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ทัน

ในการนี้ สบน.ได้มีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework) สำหรับปีงบประมาณ 2567-2570 ฉบับทบทวน ซึ่งไม่รวมโครงการ Digital Wallet

คาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567 จะมีหนี้สาธารณะ 12,089,379 ล้านบาท และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เป็นการคำนวณตามปีงบประมาณ (Fiscal Year) 18,890,700 ล้านบาท โดยจะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP คิดเป็นร้อยละ 64

นั่นหมายความว่า จะมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลืออีกร้อยละ 6 คิดเป็น 1,134,111 ล้านบาท

กรณีที่มีการออกพระราชบัญญัติกู้เงินเป็นจำนวน  500,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2567 และหากมีการใช้จ่ายในปี 2567 จะนับเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มทั้งจำนวน คิดเป็นร้อยละ 2.65 ของ GDP (500,000/18,890,700*100  = 2.65%) ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567 เพิ่มจากร้อยละ 64 เป็นร้อยละ 66.65

จึงมี Fiscal Space เหลืออีกร้อยละ 3.35  (70-66.65) คิดเป็น 633,507.45 ล้านบาท

เป็นผลให้มี Fiscal Space ลดลง แต่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังที่ร้อยละ 70 สามารถรองรับกรณีที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนมาตรการทางการคลัง การลงทุน ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างจำกัด

โดย สบน.จะทำการกู้ผ่านการออกตราสารหนี้ประเภทต่างๆ เช่น ตั๋วเงินคลัง, พันธบัตรรัฐบาล, พันธบัตรออมทรัพย์, ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งเป็นแหล่งเงินภายในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อนำมาสนับสนุนการดำเนินโครงการ

ทั้งนี้ การกู้เงินในแต่ละครั้งจะพิจารณาถึงความจำเป็นในการกู้เงิน ความพร้อมของโครงการ ตลอดจนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและภาวะตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ และจะประกาศผลการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 16  พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548)

โดยประกาศดังกล่าวจะระบุรายละเอียดผลการกู้เงินของรัฐบาล ซึ่งครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์การกู้เงิน จำนวนเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายระยะเวลาการชำระเงินต้นคืน เป็นต้น

รวมทั้งมีการเผยแพร่ประกาศดังกล่าวในเว็บไซต์ของ สบน. เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม สบน.ได้อธิบายว่า Bond supply ที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะที่ผ่านมา ประเทศมี funding need  ปริมาณสูงจากการกู้เงินและการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงทำให้ funding need อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านกว่าบาทในปี 2567

ซึ่งหมายถึงการก่อหนี้ใหม่ และจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการกู้ระยะสั้น ส่งผลกระทบต่อตลาดของการระดมเงิน และอัตราดอกเบี้ยปรับตัวตามสถานการณ์ของภาวะเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น สบน.จึงคาดการณ์การกู้เงินในการดำเนินโครงการดังกล่าวอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะได้โดยการปรับโครงสร้างหนี้เดิม

โดยอัตราดอกเบี้ยจากการกู้ที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.67 สำหรับการกู้เพื่อมาดำเนินโครงการดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนในเงื่อนเวลาสำหรับการชำะหนี้ ดังนั้น สบน. จึงไม่สามารถประมาณการอัตราดอกเบี้ยชำระคืนได้อย่างชัดเจน

ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นั้นแจ้งว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้มอบหมายหน่วยงานใดในกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ประกอบกับการตราพระราชบัญญัติกู้เงินต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน โดยมีการมอบหมายหน่วยงานสำหรับภารกิจต่างๆ ดังนี้

-กระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประเมินผลก่อนการดำเนินโครงการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

-กรมบัญชีกลาง ทำหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงิน

-กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รับลงทะเบียนร้านค้า โดยมีวัตถุประสงค์ของนโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet

โดยสรุป คือ เป็นการใส่เงินในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง กระจายไปทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอย ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจ ที่จะขยายการลงทุน ขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้าที่มากขึ้น นำไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ และเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ซึ่งรัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี และเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้แก่ประเทศ  รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสให้กลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล ซึ่งมีการมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดทำระบบ (Service Provider) สำหรับโครงการ โดยนำแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” มาพัฒนาต่อยอด

รวมถึงมีการพิจารณานำเทคโนโลยี Blockchain  มาดำเนินการ

รวมถึงกำหนดให้มีการยืนยันตัวตนและตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการให้ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนด  ก่อนที่จะได้รับสิทธิภายใต้โครงการ

ประชาชนทุกคนต้องยืนยันตัวตนผ่านสมาร์ทโฟนก่อนเข้าร่วมโครงการ โดยกรมการปกครองจะตรวจสอบสถานะบุคคลและที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้ใช้สิทธิ

นอกจากนี้ มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

สำหรับประเด็นทางกฎหมายที่พึงระมัดระวัง เห็นควรคำนึงถึงมาตรา 140 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. 2560 ที่กำหนดว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย  กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ ตลอดจนประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับความคุ้มค่า

และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ ตามมาตรา 7 ประกอบกับ มาตรา 9  แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

 ประเด็นเศรษฐกิจและผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลัง จากการดำเนินโครงการควรพิจารณาจาก

 (1) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลาที่ดำเนินโครงการ ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศแสดงทิศทางชะลอตัวลง การดำเนินโครงการย่อมส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ และส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น

ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง การดำเนินโครงการเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออัตราเงินเฟ้อ และกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงได้

 (2) สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ หากตลาดตราสารหนี้มีสภาพคล่องตึงตัว การกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการ อาจทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินในต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น รวมถึงอาจเกิดการแย่งสภาพคล่องกับภาคเอกชนที่ต้องการระดมทุน และส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนด้วยเช่นกัน

 (3) ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในอนาคต หากรัฐบาลพิจารณาแนวทางในการเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ในอนาคตควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการ จะทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอในการชำระหนี้ในอนาคตได้ โดยไม่กระทบต่อรายจ่ายที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต เช่น รายจ่ายสวัสดิการหรือรายจ่ายลงทุน

ข้อดีของการดำเนินนโยบายที่มีลักษณะเป็นการโอนเงินโดยทั่วไป คือ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภาคเอกชนได้อย่างทันท่วงทีและเห็นผลเร็ว และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ตามความเหมาะสม

ส่วนข้อเสียของการดำเนินนโยบายในลักษณะข้างต้น คือ ผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลบวกในระยะสั้นและลดลงในระยะต่อไป

และในข้อเท็จจริงหากกระตุ้นผ่านการบริโภค ประชาชนอาจตัดสินใจที่จะเก็บเป็นเงินออมบางส่วนในส่วนที่ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ หรือซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศบางส่วน ทำให้ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจของโครงการลดลง

ในขณะที่ข้อดีของการดำเนินนโยบายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนทั่วไป คือ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของด้านการผลิตในระยะยาว อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพ ดิจิทัล และหรือบุคลากร เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการลงทุนจะมีผลเชิงบวกในระยะยาว แต่ก็มีข้อจำกัดในด้านของระยะเวลาในการดำเนินการที่อาจจะมีความล่าช้า อันเนื่องจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการเตรียมแผน การลงทุน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน