ความเห็นจากหน่วยราชการในกระทรวงการคลังหลายแห่งมีข้อหนึ่งที่ตรงกันคือไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet
เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่รวบรวมโดยคณะกรรมการเพื่อศึกษาและดำเนินการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล เรื่องนี้ที่มี สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานฯ ที่แต่งตั้งโดย ป.ป.ช.
ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุด “วิกฤต” หรือไม่คือคำถามใหญ่ ความเห็นจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติย้ำว่า “ยังไม่เห็นสัญญาณ‘วิกฤตเศรษฐกิจ”
ก่อนที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะออกคำคาดการณ์มาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจีดีพีของประเทศสำหรับปี 2566 จะอยู่ที่ 1.8% สภาพัฒน์ฯได้รายงานว่าในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ.2566 รวมถึงแนวโน้มในปี พ.ศ.2567 จะมีการขยายตัว1.5 ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2/2566 ที่ขยายตัว 1.8%รวม 9 เดือนแรกของปี 2566 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 1.9
โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนที่ขยายตัวในเกณฑ์สูง รวมถึงการลงทุนของเอกชนมีการขยายตัวต่อเนื่อง ในส่วนการส่งออกและการอุปโภคบริโภคของรัฐบาลและการลงทุนของภาครัฐมีการปรับตัวลดลง ส่วนแนวโน้มของปี พ.ศ.2566 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ ร้อยละ 2.5 เนื่องจากการอุปโภคบริโภคยังขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การท่องเที่ยวมีการฟื้นตัวขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สำนักข่าวอิศราเสนอรายงานชิ้นนี้จากเอกสารของคณะทำงานของ ป.ป.ช.ว่า “สภาพัฒน์ฯ” วิเคราะห์ว่า
ข้อจำกัดที่เป็นความเสี่ยงสำคัญ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดภาคการส่งออกสินค้าและภาคการผลิต รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมถึงการแปรปรวนของสภาพอากาศซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าของภาคเกษตรได้
สำหรับในปี พ.ศ.2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวดีขึ้นจากปี พ.ศ.2566 โดยคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง ร้อยละ 2.7-3.7 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ ร้อยละ 3.2
โดยคาดว่าในปี พ.ศ.2567 การส่งออกจะกลับมาขยายตัวขึ้นจากที่ติดลบในปี พ.ศ.2566 ซึ่งจะส่งผลให้การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
แต่ข้อจำกัดที่มีความน่ากังวล คือ แรงขับเคลื่อนด้านการคลังยังมีข้อจำกัดอยู่ ภาคหนี้สินของครัวเรือนและภาคธุรกิจอยู่ในเกณฑ์สูง ปัญหาภัยแล้งและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการผันผวนของเศรษฐกิจการเงินโลกยังเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ
ที่สำคัญคือประเด็นเรื่องเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ “วิกฤต” หรือไม่ สภาพัฒน์ฯ ระบุชัด ๆ ว่า “ในปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณของวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศใด
“เพราะการที่จะนับว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจได้นั้น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องมีการติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน
“ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีภาวะการชะลอตัวของหลายๆ ประเทศในยุโรป เช่น ประเทศเยอรมันก็ยังติดลบเพียงไตรมาสเดียว หรือประเทศสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสที่ 3”
ไม่แต่เท่านั้น รายงานสภาพัฒน์ฯยังบอกว่า “นอกจากนี้ ยังพบว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว ร้อยละ 8 เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ไตรมาส
“และขยายตัวเกือบทุกหมวดสินค้า ได้แก่ หมวดบริการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูง ร้อยละ 15 สอดคล้องกับการกลับมาฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว หมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัว ร้อยละ 4 หมวดกึ่งคงทนขยายตัว ร้อยละ 1 และหมวดสินค้าคงทน เช่น ยานยนต์ยังขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง”
เลขาธิการฯสภาพัฒน์ฯเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สภาพัฒน์ฯชี้แจงว่าหากคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการแล้ว จะไม่อยู่ในขอบข่ายหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการของสำนักงานสภาพัฒน์ฯ อีกต่อไป
และหน้าที่ของการติดตามประเมินผลน่าจะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการประเมินผล ซึ่งเห็นว่าควรจะประกอบด้วยหน่วยงานภายนอกและกระทรวงการคลัง
แต่ถึงวันนี้โครงการนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของวงเงิน ประเภทของสินค้าและบริการที่จะสามารถใช้จ่ายได้ ระยะเวลาการดำเนินงาน หรือแหล่งเงินที่จะใช้ในการดำเนินโครงการในความเห็นของสภาพัฒน์ฯนั้นหากพิจารณาเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และแนวโน้มในปีหน้า จะเห็นว่าสถานการณ์ทางด้านการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี
หากจะมีการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม จากการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ ในขณะที่ประเทศยังมีข้อจำกัดด้านความเสี่ยงทางการคลัง
“โดยการนำเงินภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ถึงแม้จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแต่จะเป็นการเพิ่มขึ้นในระยะสั้น หากในปีถัดไปไม่มีมาตรการมากระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีความเสี่ยงที่ตัวเลขจะลดลงไปอีก”
รวมถึงระดับหนี้สาธารณะซึ่งกำหนดกรอบเพดานอยู่ที่ ร้อยละ 70 ของ GDP ซึ่งปัจจุบันปี พ.ศ.2566 สัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 63 และคาดว่าปี พ.ศ.2567 อยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 64
หากมีมาตรการตามนโยบายดังกล่าวเข้ามาจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบถึงการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของต่างประเทศในด้านเสถียรภาพทางด้านการคลังของประเทศ
รายงานของสภาพัฒน์ฯเห็นว่าหากพิจารณาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเห็นว่าการบริโภคขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี และการกระตุ้นด้วยการบริโภคก็อาจจะก่อให้เกิด “ความเสี่ยงด้านอื่น ๆ” ได้
เช่น ความเสี่ยงทางการคลัง ประกอบกับปัจจัยความเสี่ยงในอนาคตค่อนข้างจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เช่น การสู้รบในประเทศอิสราเอล ซึ่งในช่วงโควิดที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤตมาได้เนื่องจากเรามีพื้นที่ทางการคลังอยู่พอสมควร
และถึงแม้แนวทางการดำเนินงานตามนโยบาย Digital Wallet จะยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร แต่ทางสำนักงานสภาพัฒน์ฯก็ลองนำงบประมาณตามโครงการดังกล่าว จำนวน 5 แสนล้านบาท มาคำนวณคร่าวๆ แล้ว
ปรากฏว่าจะส่งผลให้ปี พ.ศ. 2567 ค่า GDP เพิ่มขึ้น 0.7-0.8 แต่จะลดลงในปี พ.ศ.2568 เพราะแรงกระตุ้นที่ไม่ต่อเนื่อง สภาพัฒน์ฯจึงเห็นว่า หากนำเงินที่จะใช้ในการดำเนินนโยบายดังกล่าวมาเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง อาจจะมีความเหมาะสมกว่าตามบริบทโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน ศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ที่ ร้อยละ 3.2-3.5
แต่หากต้องการยกระดับการเจริญเติบโตให้มากขึ้นกว่านี้ สิ่งที่ต้องทำ คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตในระยะยาว ได้แก่ การปรับเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในภาคการผลิต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตให้สูงขึ้น ทั้งภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม
ส่วนภาคการท่องเที่ยวต้องมีการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักแรมในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น รวมถึงการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และสามารถยกระดับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว
อ่านรายงานนี้ของสภาพัฒน์ฯแล้วก็เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 5 แสนล้านมาแจก แต่หากรัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปก็เป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีเอง นี่คือจุดยืนของสภาพัฒน์ฯที่มีความละม้ายกับของแบ็งก์ชาติที่กำลังเป็นประเด็นกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ยืนยันว่า “ไม่มีใครขัดขวางรัฐบาลที่จะทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อประชาชน”!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


