อีก 10 เดือนจึงจะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ความสั่นไหวอันเกิดจากวาทะดุเดือดของการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกแล้ว
คนที่กำลังจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของทรัมป์ ไม่ใช่เพียงแค่คู่แข่งอย่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนเท่านั้น
แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนก็คงจะเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดทุกฝีก้าวเช่นกัน
เพราะทรัมป์เคยเปิด “สงครามการค้า” กับจีนมาแล้วเมื่อคราวเข้าไปนั่งทำเนียบขาว
คราวนี้ แม้ทรัมป์จะบอกว่าไม่ได้คิดจะประกาศสงครามการค้ากับจีน แต่ก็จะเดินหน้าลด “ความเสียเปรียบทางการค้า” กับจีน
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ช่อง Fox News ว่า เขาจะพิจารณาจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 60% หากเขาสามารถยึดตำแหน่งประธานาธิบดีคืนได้
เป็นวาทะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกำลังพุ่งสูงเสียด้วย
ทรัมป์ถูกพิธีกร Maria Bartiromo จาก Fox News ถามในรายการ Sunday Morning Futures จะพิจารณาจัดเก็บภาษี 60% สินค้านำข้าวจากจีนตามที่ The Washington Post รายงานก่อนหน้านี้หรือไม่
“ไม่ ผมอาจเก็บภาษีสินค้าจีนสูงกว่านั้นอีกด้วยซ้ำ”
ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อสำหรับทรัมป์ในอันที่จะทำอะไรโผงผางอย่างนั้น
เพราะเมื่อตอนเป็นประธานาธิบดีรอบก่อน ทรัมป์ประกาศอัตราภาษี 25% สำหรับสินค้าจีนรวมมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561
ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการเพิ่มอัตราภาษีต่อสินค้านำเข้าจากอเมริกาเช่นกัน
กลายเป็นความสับสนวุ่นวายจนกระทั่งทั้งสองมหาอำนาจบรรลุข้อตกลงในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่อนคลายลงบ้าง
แต่พอไบเดนเข้าบริหารประเทศก็ยังคงเก็บมาตรการด้านภาษีต่อสินค้าจีนของทรัมป์ไว้เป็นส่วนใหญ่
แต่ทรัมป์ก็ยังอุดมไปด้วยลูกเล่นเหมือนเดิม
ขณะที่บอกว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากจีนอย่างหนักหน่วง แต่ก็แสดงความชื่นชมสี จิ้นผิงอย่างออกนอกหน้าเช่นกัน
ทรัมป์บอกว่าสี จิ้นผิง “เป็นเพื่อนที่ดีมากของผมระหว่างที่ผมอยู่ในตำแหน่ง”
อีกทั้งยังเสริมว่า “ผมอยากให้จีนประสบความสำเร็จ ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ นะ”
มีใครเชื่อสักกี่คนก็ยังน่าสงสัย
พิธีกรอย่างรู้ว่าทรัมป์จะเข้าแทรกแซงหรือไม่ในกรณีที่จีนพยายามจะเข้ายึดไต้หวันด้วยกำลัง
“ผมไม่พูดเพราะถ้าผมแบไต๋เรื่องนี้ก็เท่ากับทำลายความสามารถในการเจรจาต่อรองของผมกับจีนซิ”
มาวันนี้ ผู้นำเอเชียส่วนใหญ่เริ่มต้องวางแผนตั้งรับสถานการณ์ที่ทรัมป์จะกลับมาบริหารประเทศสหรัฐฯอีกครั้งหนึ่ง
การตั้งรับเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการคาดเดาทิศทางของสหรัฐฯภายใต้การนำของทรัมป์เป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย
หากจะถามว่าประเทศไทยเราต้องเตรียมการอย่างไรในกรณีที่ไบเดนแพ้เลือกตั้งให้ทรัมป์ ก็ต้องมองไปรอบ ๆ ก่อนว่ามีประเทศไหนบ้างที่ต้องเจอกับการปรับตัวหากการเมืองอเมริกันเกิดการปรับเปลี่ยนใหญ่อีกครั้ง
นอกจากจีนแล้วก็คืออินเดีย
นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี เยือนสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วในฐานะแขกทางการ
โมดีมีข้อตกลงกับไบเดนที่จะกระชับความสัมพันธ์ในประเด็นต่างๆ มากมาย รวมถึงการทหาร
แต่หากทรัมป์มานั่งทำเนียบขาว อินเดียก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับวอชิงตันกันเลยทีเดียว
ทรัมป์มองอินโดแปซิฟิก (ที่มีคำว่า “อินโด” ที่หมายถึงอินเดีย) อย่างไรจะเป็นปัจจัยตัดสินที่สำคัญ
ทรัมป์จะให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมและสิทธิมนุษยชนน้อยลง
ซึ่งก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อินเดียซับซ้อนขึ้น
รัฐบาลโมดีถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงกลยุทธ์ที่เข้มแข็งเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง
แม้แต่ไบเดนก็หลีกเลี่ยงที่จะ “จับผิด” โมดีเรื่องนี้เพราะมีผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่าที่ต้องพิจารณา
อินเดียวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำกลุ่มซีกโลกใต้หรือ The Global South
และจะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนพฤษภาคม
โดยที่คาดกันว่าโมดีจะชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 3
แต่สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงไทยแล้วก็อาจเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการเข้าข้างในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์
อาจพูดได้ว่าไม่มีคำว่า “เส้นทางสายกลาง” สำหรับอาเซียนในการคบหามหาอำนาจ
ทรัมป์และสี จิ้นผิงจะพยายามดึงเอาอาเซียนมาเป็นพวกให้มากที่สุด
ซึ่งก็จะยิ่งสร้างความผันผวนในการบริหารยุทธศาสตร์ของอาเซียนต่อสองมหาอำนาจ
ทรัมป์ไม่ใส่ใจว่าประเทศไหนมีความเป็นประชาธิปไตยและตะวันตกแค่ไหน
แต่จะลงรายละเอียดว่าด้วยดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศนั้น ๆ และหากอเมริกาเสียดุล เราก็จะเห็นทรัมป์ประกาศมาตรการจัดการอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ
และไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ก่อนเก่าแต่อย่างใด
ยุคของไบเดนนั้น สหรัฐฯพยายามที่จะฟื้นคืนอิทธิพลในภูมิภาคนี้ แต่รัฐบาลทรัมป์-2 จะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงอย่างค่อนข้างชัดเจน
นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าสำหรับอาเซียน หากทรัมป์กลับมาอีก 4 ปีก็จะเป็น “ฝันร้าย”
เพราะทรัมป์มีความสนใจภูมิภาคนี้น้อยมาก
ดูได้จากที่เขาเคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-อาเซียนเพียงครั้งเดียวในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ
พอไบเดนเข้าทำเนียบขาวก็พลิกนโยบายฉับพลัน
เรียกอาเซียนว่า "ศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมระดับภูมิภาค" ในยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของเขาที่เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ไบเดนเชิญผู้นำอาเซียนมาที่วอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดพิเศษ
ไม่นานหลังจากการประชุมสุดยอด ไบเดนเดินทางเยือนญี่ปุ่นและประกาศการจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกเพื่อความเจริญรุ่งเรือง (IPEF) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มทางเศรษฐกิจใหม่
ด้วยการเชิญสมาชิกอาเซียน 7 รายรวมทั้งไทยให้เข้าร่วมข้อตกลง ยกเว้นเมียนมาร์ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 และกัมพูชาและลาวซึ่งถูกมองว่าใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป
(พรุ่งนี้: รัฐบาลทรัมป์-2 กับอาเซียน)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


