งบประมาณกลาโหมของจีนจากคำประกาศในที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจดูเพิ่มขึ้นไม่มาก...แต่หากพิเคราะห์จากคำแถลงจากผู้นำจีน ก็จะเห็นได้ถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างแสนยานุภาพทางทหารอย่างจริงจังทีเดียว
ตัวเลขที่รายงานโดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง บอกว่างบประมาณกลาโหมอย่างเป็นทางการจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 ในปีนี้
แต่ผู้เชี่ยวชาญนอกจีนที่เกาะติดเรื่องนี้เชื่อว่าตัวเลขนี้ยังอาจจะมีอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมีนัยสำคัญ
เพราะหากพิจารณาจากการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารที่แท้จริงแล้วจะต้องเชื่อว่างบทางทหารของปักกิ่งต้องสูงกว่านี้ค่อนข้างแน่นนอ
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงย้ำตลอดมาว่าจะต้องยกระดับกองทัพหรือที่เรียกชื่อทางการว่า “กองทัพปลดแอกแห่งชาติ” หรือ People’s Liberation Army (PLA) ให้เป็นกองกำลังที่มีศักยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน
แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าจะเข้าใจได้เช่นกันว่าผู้นำจีนต้องการจะหาทางลดต้นทุนการจัดซื้ออาวุธหากเป็นไปได้
เพื่อให้สอดคล้องกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่กัดกร่อนภาพรวมของรายได้และรายจ่ายของจีนจากนี้ไปอีกหลายปี
นักวิเคราะห์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่าสี จิ้นผิงได้พูดถึงความจำเป็นในการเร่งการปรับปรุงระบบกลาโหมให้ทันสมัย
และตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องผลักดันการปฏิรูปที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถรองรับแผนการที่จะต้องสามารถยืนหยัดในสมรภูมิได้หากเกิดสงครามไม่ว่าจะในรูปไหนก็ตาม
จึงเป็นความเห็นพ้องต้องกันของนักสังเกตการณ์ว่าอย่างไรเสียกองทัพจีนก็ต้องมีงบรายจ่ายทางทหารทั้งหมดสูงกว่างบประมาณด้านกลาโหมอย่างเป็นทางการอย่างปฏิเสธไม่ได้
อีกทั้งต้องเข้าใจด้วยว่างบประมาณทางทหารในเอกสารทางการที่นำเสนอต่อสาธารณะในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นยังไม่รวมถึงงบการวิจัยและพัฒนาทางทหาร และการจัดซื้อจัดจ้างบางส่วนสำหรับกองกำลังกึ่งทหาร และหน่วยยามฝั่ง
บางสำนักถึงขั้นประเมินว่าค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดอาจจะสูงกว่างบประมาณอย่างเป็นทาง 30-35 เปอร์เซ็นต์
ยิ่งถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพจีนอย่างต่อเนื่องจะสังเกตได้ถึงการรุกคืบอย่างคึกคักของการวิจัยและพัฒนาอย่างครอบคลุมในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา
รวมถึงการผลิตระบบเชิงรุกและเชิงตั้งรับต่างๆ เช่น ขีปนาวุธ เครื่องบินรบ และเรือรบ
ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเร่งกระบวนการกันอย่างคึกคักทีเดียว
ยิ่งหากวิเคราะห์ถ้อยแถลงของผู้นำจีนในการยืนยันความพร้อมที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับมหาอำนาจตะวันตกหากจำเป็นด้วยแล้วก็ยิ่งจะเห็นว่าสี จิ้นผิงจะต้องเปิดไฟเขียวสำหรับการทุ่มเทด้านพัฒนากองทัพอย่างเข้มข้นค่อนข้างแน่นอนเช่นกัน
ในการกล่าวปราศรัยเมื่อปีที่แล้วต่อผู้แทนทางทหารของสภาประชาชนแห่งชาติจีน สีจิ้นผิงระบุอย่างละเอียดเกี่ยวกับแผนการสร้าง “ระบบยุทธศาสตร์และขีดความสามารถระดับชาติแบบบูรณาการ”
เท่ากับเป็นการขยายความภาคปฏิบัติของแนวคิดของสีในการกำหนดให้มีแผน “การบูรณาการระหว่างพลเรือนและการทหาร”
นั่นหมายถึงไม่เพียงแต่รวบรวมทรัพยากรเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของทหารและพลเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถเชิงกลยุทธ์เศรษฐกิจทั้งสิ้นทั้งปวงด้วย
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรคเสียเลยทีเดียว
เมื่อเศรษฐกิจของจีนเกิดอาการสะดุดเพราะมีอัตราเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบหลายปี แผนของสี จิ้นผิงที่จะวางรากฐานทางทหารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นก็ต้องมีการประนีประนอม
นั่นคือความจำเป็นที่ต้องลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้าง
และหันไปเพิ่มแรงกดดันให้ยกระดับการผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เช่น เพิ่มการผลิตโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน
ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อเหล่าบรรดานักบริหารจีนทั้งในกองทัพและพลเรือนที่ต้อง “บูรณาการ” กันอย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ
เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในจังหวะขาลง เสียงดัง ๆ ของกองทัพก็ย่อมจะแผ่วลง
ภาษานักเศรษฐศาสตร์บอกว่า “ในยามลำบาก กองทัพไม่ว่าจะมีอำนาจทางการเมืองเพียงใดก็ไม่อาจจะเรียกร้องให้รัฐบาลเขียนเช็คเปล่าให้ได้”
เมื่อเดือนสิงหาคมสองปีก่อน กองทัพจีนเผยแพร่เอกสารที่ระบุว่าสถานการณ์ภาพรวมทำให้มี “ความจำเป็นเร่งด่วนในการเร่งการพัฒนายุทโธปกรณ์ทางทหารคุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง ความเร็วสูง และต้นทุนต่ำ”
สื่อตะวันตกไปค้นรายงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศที่เผยแพร่เน้นย้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่แฉนโยบายให้กองทัพอากาศและหน่วยรบจรวดหรือ Rocket Force ซึ่งเป็นแขนด้านขีปนาวุธของกองทัพจีนที่ถูกเขย่าครั้งใหญ่หลังมีการพบการทุจริตในองค์กรครั้งใหญ่
มีผลให้ปลดย้ายนายพลระดับสูงกันเป็นทิวแถว
นั่นเป็นรอยด่างใหญ่สำหรับกองทัพที่มีผลทำให้สี จิ้นผิงต้องโยกย้ายบุคลากรระดับสูงหลายคนเพื่อปรามไม่ให้นายทหารหน่วยใดใช้อิทธิพบบารมีของตนเพื่อสร้างฐานของการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก
ความท้าทายจึงอยู่ที่การจะปรับกองทัพให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตลอดเวลาเพื่อตั้งรับกับภัยที่อาจจะเกิดจากการแทรกแซงของฝ่ายสหรัฐฯต่อภูมิภาคนี้
โดยเฉพาะกรณีไต้หวัน
ซึ่งสำหรับสี จิ้นผิงแล้วคือลำดับความสำคัญอันดับต้น ๆ ของการเสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของตนให้ยั่งยืนถาวรต่อไปให้จงได้!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


