ที่ต้องจับตาการประชุมสภาประชาชนของจีนสัปดาห์ที่ผ่านมาเพราะคนทั้งโลกต้องการรู้ว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะเป็นอย่างไร
ในโลกวันนี้ หากจีนจาม คนทั้งโลกอาจจะติดหวัด
เหมือนตอนโควิด-19 เริ่มระบาดจากอู่ฮั่นของจีน ทั้งโลกต้องมีอันหยุดหมุนไปเกือบ 3 ปีทีเดียว
นายกฯหลี่ เฉียงของจีนประกาศตั้งเป้าหมายการเติบโต “อย่างทะเยอทะยาน” ไว้ที่ประมาณ 5% ในปีนี้
แถมด้วยการให้กำลังใจว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีด้วย
แต่หลี่ก็ยอมรับว่าการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนให้บรรลุเป้าหมายนั้นต้องเผชิญกับ "ความยากลำบาก"
อีกทั้งยอมรับว่าอุปสรรคหลายสิ่งหลายอย่าง "ยังไม่ได้รับการแก้ไข"
การจะกลับมาเฟื่องฟูเหมือนก่อนยังเป็นความท้าทายที่มองไม่เห็นว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด
ต้องยอมรับว่าผู้นำจีนวันนี้ยอมรับความจริงมากกว่าแต่ก่อน
เพราะไม่ปิดยังอำพรางว่ามีขยะใต้พรมไม่น้อยที่ต้องกวาดออกมา
นายกฯหลี่บอกว่า “ความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น และสถาบันการเงินขนาดเล็กและขนาดกลางนั้นรุนแรงมากในบางพื้นที่”
“ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ เราเผชิญกับปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากขึ้นอย่างมากในการตัดสินใจด้านนโยบายและการทำงานของเรา”
ภาษาอย่างนี้เราไม่เคยได้ยินจากผู้นำจีนยุคก่อน ๆ แน่นอน
แต่ก็เข้าใจได้ว่าผู้นำยุคนี้ถ้าไม่พูดความจริงกับประชาชน ผลที่สะท้อนกลับมาอาจจะรุนแรงเกินกว่าที่คาดคิด
พอยอมรับถึงปัญหา นายกฯจีนก็ประกาศมาตรการอื่นๆ อีกหลายชุดเพื่อช่วยรับมือกับการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของประเทศจากโรคระบาด
รวมถึงการพัฒนาโครงการริเริ่มใหม่เพื่อจัดการกับปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ
ปักกิ่งยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มงาน 12 ล้านตำแหน่งในเขตเมือง
นายกฯหลี่เสริมว่า กฎระเบียบของตลาดการเงินจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่การวิจัยในด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาศาสตร์ด้านที่เกี่ยวกับชีววิทยาก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การใช้จ่ายด้านกลาโหมจะเพิ่มขึ้น 7.2% ในปีนี้
งบประมาณด้านกลาโหมของปักกิ่งถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยประเทศเพื่อนบ้านและสหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับแผนของจีนในด้านความมั่นคงท่ามกลางความตึงเครียดในไต้หวันที่ยังคุกรุ่นอยู่
เศรษฐกิจจีนขยายตัวในอัตราที่โดดเด่นมาหลายสิบปี
ช่วงเฟื่องฟูนั้นตัวเลขทางการระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตโดยเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี
ถึงขั้น จีนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นจนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
และปักกิ่งประกาศว่าได้ช่วยเหลือผู้คนหลายร้อยล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน
ปีที่แล้ว จีนบอกว่าเศรษฐกิจเติบโต 5.2% ซึ่งสำหรับจีนแล้วยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
นักวิเคราะห์ตะวันตกบางสำนักไม่เชื่อตัวเลขนี้ อ้างว่าจริง ๆ อาจจะต่ำกว่านั้น
แต่ก็ไม่มีใครเข้าถึงข้อมูลทางการจีนได้มากไปกว่าการนั่งคาดเดาจากข้างนอก
แต่ว่าไม่จะเชื่อหรือไม่เชื่อตัวเลขทางการของจีน ประเทศยักษ์แห่งนี้ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยความเสี่ยงไม่น้อยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในช่วงวิกฤต ตลาดหุ้นที่สั่นคลอน การว่างงานของเยาวชนที่สูง และภัยคุกคามต่อภาวะเงินฝืดเนื่องจากราคาผู้บริโภคยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้มาต้นเหตุมาจากปัญหาระยะยาวไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์
ตลอดถึงอัตราการเกิดที่ลดลงและจำนวนประชากรสูงวัยของจีน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่ามูลค่าของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนมีสัดส่วนถึงประมาณ 20% ของเศรษฐกิจเลยทีเดียว
และมันไม่ใช่ปัญหาที่จำกัดแต่กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงธนาคารในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงสูงด้วย
อาทิตย์ก่อน วิกฤตอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ถูกตอกย้ำอีกครั้งเมื่อบริษัทคันทรี การ์เดน ผู้พัฒนาเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกเจ้าหนี้ยื่นคำร้องให้ระงับกิจการในฮ่องกงโดยเจ้าหนี้
เรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่เอเวอร์แกรนด์ คู่แข่งที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้รับคำสั่งให้เลิกกิจการโดยศาลในเมืองด้วย
สองยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์จีนโดนฟ้องเพราะขาดสภาพคล่องและขาดทุนถึงจุดอันตรายอย่างนี้ย่อมสร้างความหวั่นไหวไปทั่ว
แต่ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในโลกส่วนใหญ่ต้องต่อสู้กับราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากการระบาดของโควิด จีนเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักไม่กี่แห่งที่สามารถหลีกเลี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่สูงได้
แต่ตอนนี้กลับต้องรับมือกับปัญหาตรงกันข้าม
นั่นคือราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องที่อาจเข้าข่าย “ภาวะเงินฝืด”
เพราะราคาผู้บริโภคในจีนร่วงลงในเดือนมกราคมในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 15 ปี นับเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันที่ราคาหดตัวลงอย่างน่ากังวล
นับเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงซบเซาจากผลกระทบของวิกฤตการเงินโลก
ภาวะเงินฝืดย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจเพราะหมายความว่าผู้คนมักชะลอการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้าหรือรถยนต์
เพราะคาดหวังว่าสินค้าเหล่านี้จะถูกลงในอนาคต
อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจที่มีหนี้สินอีกด้วย
ปัญหาก็คือราคาและรายได้อาจลดลงแต่หนี้สินไม่ลดลง สำหรับบริษัทที่รายได้ลดลง หรือครัวเรือนที่มีรายได้ลดลง การชำระหนี้จะกลายเป็นภาระหนักขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งหมดนี้หมายความว่าจีนยังขาดบางสิ่งที่สำคัญต่อเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นั่นคือความเชื่อมั่น
นายกฯ หลี่ เฉียงยอมรับในการแถลงต่อที่ประชุมสภาประชาชนแห่งชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจีนกำลังเผชิญทั้งความท้าทาย ความเสี่ยงและโอกาสใหม่ ๆ
แต่เขาก็ยืนยันว่าสภาพการณ์ในด้านบวกยังคงมีมากกว่าด้านลบ
พร้อมยืนยันว่าจะใช้นโยบายการคลังเชิงรุก
และจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง
เป็นการส่งสัญญาณว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจในตอนนี้
หลี่ เฉียงยอมรับความจริงที่ปกติผู้นำจีนจะหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง
เขาบอกว่า "รากฐานของการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนในระยะยาวยังคงไม่มั่นคง ความต้องการบริโภคยังไม่เพียงพอ การผลิตมากเกินไปในบางอุตสาหกรรม ความคาดหวังของสังคมยังอ่อนแอ และยังมีความเสี่ยงและอันตรายที่มองไม่เห็นอยู่มาก"
พร้อมกับเผยแผนกระตุ้นการเจริญเติบโตด้วยการออกพันธบัตรระยะยาวในช่วงหลายปีข้างหน้า เริ่มด้วย 1 ล้านล้านหยวนในปีนี้
โดยรัฐบาลจะใช้โมเดลใหม่สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการให้เงินอุดหนุนในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อบรรเทาวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนด้วย
หลี่ เฉียงกล่าวว่า "การทำตามเป้าหมาย (การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5%) นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย"
และไม่เพียงแต่การขยายตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายอื่น ๆ เช่น การสร้างงาน 12 ล้านตำแหน่ง และการทำให้จีนเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น
รัฐบาลจีนยังมีแผนกระตุ้นการจ้างงานเพื่อบรรเทาความกังวลของประชาชนว่าจะไม่มีงานทำ
โดยเฉพาะบรรดาคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษา รวมถึงนโยบายประกันการว่างงานและสวัสดิการทางสังคมต่าง ๆ ตลอดจนการให้เงินกู้หรือเงินอุดหนุนแก่บริษัทที่มีการจ้างงานใหม่ เป็นต้น
ดังนั้น หากเห็นสีหน้าของสี จิ้นผิงระหว่างการประชุมสภาประชาชนปีนี้ค่อนข้างจะเคร่งเครียดก็คงจะพอเข้าใจได้ว่าปัญหาที่กำลังรุมเร้าผู้นำจีนนั้นหนักหนาสาหัสไม่น้อยเลย!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


