
พอมองว่ารัฐบาลเศรษฐา 1/1 จะต้องวางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจอย่างไรก็ต้องฟังความเห็นของผู้ที่ช่วยกันคิดว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างจึงจะกระชากประเทศชาติจาก “กับดัก” รายได้ปานกลางที่เราติดอยู่ยาวนาน
ไม่มองในแง่การเมืองหรือนโยบายรัฐบาล แต่นำเสนอว่าปัญหาจริง ๆ ที่ศักยภาพของประเทศหดตัวลงเรื่อย ๆ นั้นมาจากไหน
ผมเพิ่งมีโอกาสได้นั่งสนทนากับ ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, อดีตผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย, ก็ได้แนวคิดจากแง่มุมวิชาการและในฐานะนักคิดอิสระที่เป็นห่วงกังวลกับอนาคตของประเทศ
ต้องเริ่มด้วยการหาคำตอบว่าอะไรเป็น “ตัวฉุดรั้ง” เศรษฐกิจไทยที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ สรุปให้เห็นชัด ๆ คือ 4 เรื่อง การบริโภค-แรงงาน-เทคโนโลยี-เงินลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI และนโยบายรัฐ
เอาเข้าจริง ๆ แล้วก็คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่นักการเมืองอาจจะไม่มีความมุ่งมั่นทางการเมืองหรือ political will ที่จะแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพราะการจะแก้ไขได้อย่างถาวรนั้นต้องทำให้การเติบโตมีความยั่งยืน ไม่ใช่แค่การกระตุ้นชั่วครั้งชั่วคราว
สาระหลักคือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่เรื่องของ “วัฏจักรทางเศรษฐกิจ” ทางเศรษฐกิจเท่านั้น
เศรษฐกิจไทยโตอยู่ที่ 2-3% ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากโรคโควิด-19 แม้ว่าหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม แต่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้าเพราะปัจจัยเรื่องโครงสร้างเป็นหลัก
ถ้าเป็นการโตแบบวัฏจักร พอขึ้นก็จะลงได้แต่ถ้าจะให้ยั่งยืนก็ต้องแก้ที่โครงสร้าง ยกตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อหัว (per capita income) ของปีที่แล้ว คนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ 7,629.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี จัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle income country)
ถ้าจะก้าวเป็นประเทศรายได้สูง (high income country) ต้องมีรายได้สูงกว่า 12,535 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปีการจะให้เศรษฐกิจโตจาก 3 เป็น 5% เป็นเรื่องท้าทายมาก ถ้าจะโตให้ได้มากกว่า 12,000 เหรียญ เศรษฐกิจต้องโต 5% เป็นเวลา 20 ปีต่อเนื่องกัน
ภาคเอกชนไทยแข็งแรงและเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจแต่ก็ต้องรอดูสัญญาณต่างๆ จากรัฐด้วยทุกวันนี้ เศรษฐกิจไทยยังไม่มีแรงกระตุ้นหรือ momentum พอที่พร้อมให้ภาคเอกชนนำทัพปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญประการหนึ่งคืออัตราการเกิดของประชากรต่ำลง มีผลทำให้การบริโภคน้อยลง แต่หากรัฐมีวิสัยทัศน์ ก็สามารถทำให้การบริโภคมีคุณภาพสูงขึ้นได้โดยทำให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สรุปว่าต้องแก้ปัญหาการลดปริมาณด้วยคุณภาพของคนนั่นคือทำอย่างไรให้คนมีคุณภาพ มีรายได้ที่สูงขึ้น คุณภาพชีวิตดี และประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น เพราะถ้ายกระดับคนได้ก็จะยกระดับการบริโภคสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแค่ปริมาณหรือจำนวนประชากรอย่างที่เป็นมา
อีกปัจจัยที่เป็นหัวใจของการวางยุทธศาสตร์ไทยคือ เห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพิงอุตสาหกรรมดั้งเดิม
เน้นไปที่การส่งออก ซึ่งก็มีปัญหาเพราะประเทศไทยมักส่งออกสินค้าที่ความต้องการโลกไม่สูงมากนัก ประเทศอื่นที่เขาตื่นตัวแล้วกระโดดลงไปคิดทำอะไรใหม่ ๆ
ที่สำคัญคือมีความกล้าและได้รับการสนับสนุนจากรัฐให้ทดลองทำอะไรใหม่ ๆโดยสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่
“แม้ผมจะไม่อยากใช้คำนี้ แต่ก็จำเป็นต้องใช้นั่นคือระบบมันผูกขาดเยอะ ไม่เอื้อต่อการที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการใหม่เกิดได้” ดร. ประสารบอก
อีกทั้งระบบของไทยก็ไม่สนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการที่กล้าทำอะไรใหม่วัฒนธรรมไทยยังสอนให้คนเดินตาม หรือให้เชื่อตามคนที่มาก่อน ไม่กล้าคิดแหวกแนว
หลักสูตรการเรียนการสอนไม่สอนและส่งเสริมให้เด็กคิดอยากเป็นผู้ประกอบการทุกวันนี้ การเรียนการสอนก็ยังเน้นไปที่หลักสูตรด้านเทคนิคไม่กล้าคิดริเริ่มเพราะกลัวความเสี่ยง จึงไม่มีแนวทางที่จะสอนให้คนไปทำกิจการของตัวเอง หรือที่คิดจะทำอะไรเองก็มักจะเลียนแบบกัน
เช่นเด็กรุ่นใหม่ พอบอกว่าจะลุกขึ้นทำธุรกิจเองก็จะเปิดร้านกาแฟเหมือนกับที่คนอื่น ๆ เขาทำกันผลก็คือทุกวันนี้มีร้านกาแฟเต็มไปหมด แต่ที่จะอยู่รอดได้มีจำนวนจำกัด
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศหรือที่เรียกว่า “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (foreign direct investment หรือ FDI) ช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ประเทศไทยมีสัดส่วน FDI ต่อจีดีพีที่ 20% แต่วันนี้ลดลงมาเหลือเพียง 12-13% สาเหตุสำคัญคือเราขาดแรงงานที่มีทักษะหรือจำนวนแรงงานที่มีฝีมือที่นักลงทุนต้องการมีไม่เพียงพอโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
ปัญหาที่ตามมาคือความซับซ้อนและยุ่งยากในการติดต่อกับภาครัฐซ้ำเติมด้วยปัญหาการขาดหลักนิติธรรม (rule of law) และหลักธรรมาภิบาล (governance)เพราะเป็นสองเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญเป็นพิเศษแต่รัฐบาลไทยเพียงแค่ประกาศเป็นนโยบาย พอลงมือทำจริง ๆ กลับไม่ค่อยเห็นผลที่เป็นรูปธรรม
“โดยเฉพาะช่วงหลังหลักนิติธรรมเสื่อมถอยไปมาก คนที่เข้ามาลงทุนจะกังวลว่าประเทศไทยเป็นสังคมรู้ถูกรู้ผิดหรือไม่ หรือกลายเป็นสังคมที่แยกแยะไม่ออกระหว่างถูก-ผิด” ดร. ประสานชี้ลงตรงปัญหาที่เห็นตำตาทุกวัน จะแก้ปัญหาหลักนิติธรรมได้ต้องอาศัยความเป็นผู้นำ รัฐบาล พรรคการเมืองและอื่นๆ
พอถามถึงนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ย้ำว่าเราต้องแยกระหว่าง “นโยบายสาธารณะ” หรือ public policy กับ “นโยบายเพื่อธุรกิจ” หรือ business policy
อย่างแรกต้องมุ่งไปที่ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างหลังคือการทำเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ นโยบายแจกเงินเพื่อหวังผลทางการเมืองย่อมไม่ใช่นโยบายสาธารณะ ยิ่งมีข้อทักท้วงเรื่องความคุ้มค่าและเงิน 500,000 ล้านบาทที่ควรจะนำไปใช้สร้างประโยชน์อย่างอื่นก็ยิ่งเห็นว่าควรจะต้องมีการทบทวนนโยบายที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นี้อย่างยิ่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน

