
นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน บอกว่าไม่รู้ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ไปแอบคุยกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา
แล้วก็เฉไฉไปบอกว่า “ทุกคนต่างก็หวังดีต่อประเทศ”
รัฐมนตรีต่างประเทศ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ก็บอกว่าไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน
“เป็นสิทธิส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล”
ฟังคำอธิบายจากระดับนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างนี้แล้วก็สรุปได้ว่า “ทักษิณอยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล”
อย่างนี้บ้านเมืองเละครับ
เพราะการอ้างว่า “ทักษิณ” มีสิทธิ์ไปเจอใคร แล้วไปขอให้เขาลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ตนไปเป็น “mediator” หรือผู้ไกล่เกลี่ยในสงครามของบ้านเขานั้นย่อมเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตะลึงทั้งในบ้านและนอกบ้าน
เพราะรัฐบาลเศรษฐาก็ได้ประกาศนโยบายว่ากระทรวงต่างประเทศไทยจะเป็นผู้เล่นบทไกล่เกลี่ยร่วมกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน, อินเดีย, สปป.ลาว และบังกลาเทศที่มีชายแดนติดกับพม่าแล้ว
อยู่ดีๆ ทักษิณจะลอยมาขอเป็นพระเอกเสียเองอย่างนี้ รัฐบาลไทยจะไปอธิบายกับคนไทยและประชาคมโลกอย่างไร
เพื่อนเราในอาเซียนเขาก็งุนงงกับการเล่นบทผู้ยิ่งใหญ่ของทักษิณไม่น้อยเช่นกัน
หนึ่งในรายงาน “ภารกิจราชการลับ” ของทักษิณมาจาก “สำนักข่าวชายขอบ” อย่างนี้
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนไทยเปิดเผยว่า นายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลไทย ได้ส่งตัวแทนประสานงานไปยังกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ และฝ่ายต่อต้าน SAC เพื่อหาทางออกจากสถานการณ์การสู้รบในประเทศพม่า
และหลังจากนั้นนายทักษิณและผู้แทนกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ได้หารือกัน 2 รอบ โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 ที่ โดยกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ประกอบด้วย ตัวแทนสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party-KNPP) องค์การแห่งชาติคะฉิ่น Kachin National Organization (KNO) รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือเอ็นยูจี (National Unity Government-NUG) ได้พบกับนายทักษิณที่จังหวัดเชียงใหม่
หลังจากนั้นกลุ่มชาติพันธุ์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทเรื่องการเจรจาสันติภาพซึ่งนำโดยสภาเพื่อการกอบกู้รัฐชาน (RCSS/SSA) หรือกองทัพรัฐฉานใต้ซึ่งมี พล.อ.เจ้ายอดศึกเป็นผู้นำ ได้เข้าพบกับนายทักษิณอีกครั้ง
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการพบปะแต่ละครั้งได้มีการหารือกันถึงสถานการณ์ในประเทศพม่า ซึ่งในขณะนี้สถานการณ์สู้รบกำลังดุเดือดโดยเฉพาะด้านเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.แม่สอด จ.ตาก
ทั้งนี้ในวงหารือต้องการให้นายทักษิณเข้ามามีบทบาทในการหาทางออกของสงครามระหว่าง SAC และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้าน ทั้งนี้นายทักษิณได้ให้ความสนใจ และหลังจากนั้นได้พยายามหาทางติดต่อกับผู้นำ SAC เพื่อต้องการทัศนะต่างๆ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆ จาก SAC
“ท่านนายกฯ ทักษิณมองว่าจะยังเคลื่อนใดๆ ไม่ได้ หากยังไม่ได้รับสัญญาณจากผู้นำ SAC ว่าจะมีท่าทีอย่างไร หากเคลื่อนแต่ด้านกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเดียว ท้ายที่สุดโต๊ะเจรจาก็ต้องล้ม ที่น่าสนใจคือ นายกฯ ทักษิณไม่เห็นด้วยกับแหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมยฝั่งเมียวดี เพราะเป็นสิ่งที่รับไม่ได้” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ประเด็นเรื่องการเข้าพบนายทักษิณเป็นเรื่องที่ผู้นำกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ค่อนข้างระมัดระวังมาก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นห่วงผลกระทบที่จะตามมาหากกลายเป็นประเด็นด้านการเมืองในประเทศไทย ดังนั้นจึงพยายามปิดลับเรื่องการเข้าพบนายทักษิณ
ขณะที่ สาละวินเพรส รายงานในวันเดียวกันนี้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ของไทยได้พบกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่ม รวมถึงสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และหารือถึงวิธีการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในเมียนมา
ทั้งนี้นอกเหนือจาก KNU, RCSS/SSA, KNPP, KNO แล้วยังมี NUG โดยพบปะครั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคมและเมษายน องค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ที่กำลังต่อสู้กับ SAC เกิดขึ้นในเวลาที่ SAC เผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก
โดยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำทหารเมียนมา และมีวิสัยทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ดีในช่วงวิกฤต
บางคนมองว่าทักษิณเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะเข้าเป็นคนกลางในกิจการเมียนมา ทักษิณเชื่อว่าแรงงานเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมถึงโรงงานและอุตสาหกรรมประมงของไทย ทักษิณยังคิดที่จะอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจากชายแดนไทยมาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย
นอกเหนือจากรายงานของสำนักข่าวชายขอบแล้วก็ยังมีแหล่งข่าวที่วิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้จากหลายกลุ่มว่า
ทักษิณได้แจ้งกลุ่มต่างๆ ว่าต้องการจะเห็นสันติภาพในพม่า จึงเสนอตัวเป็น mediator เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ในพม่าบรรลุข้อตกลงต่างๆ ร่วมกัน
โดยในการพบปะดังกล่าวทักษิณได้นำเอกสารแบบฟอร์มมอบอำนาจให้ตนเป็น mediator ไปให้แต่ละกลุ่มลงนามด้วย (ทั้งๆ ที่เป็นการพบปะครั้งแรก)
เรื่องนี้กำลังเป็นเรื่องใหญ่และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในหมู่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล
เหตุที่มีความวิตกกันมาก ก็เพราะ
ประการแรก กลุ่มต่อต้านยังไม่รู้ว่าทักษิณจะพาเขาไปในทางไหน ในการพูดคุยทักษิณก็ยังไม่ได้ชี้แจงว่ามีวิธีการไกล่เกลี่ยกับใครอย่างไร
ประการที่สอง พวกเขาไม่มั่นใจว่าทักษิณเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหาพม่าแค่ไหน
ประการที่สาม แค่การเชิญกลุ่มหรือบุคคลมาพบ ก็ดูจะรีบร้อน ไม่ได้ศึกษาว่าใครเป็นใครในกลุ่มต่อต้าน
จึงเกิดเหตุการณ์เชิญผิดตัว เช่น ไปเชิญกลุ่ม KNO โดยเข้าใจผิดว่าเป็น KIO (KNO เป็นกลุ่มคะฉิ่นเล็กๆ ไม่มีความหมายทางทหารและการเมือง และไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับ KIO ซึ่งเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ลำดับสองของพม่า)
หรือการเชิญ KNU ไปพบที่เชียงใหม่ ก็ไปเชิญ พล.จ.จ่อ บอ แฮ ผบ.พลน้อย 5 แทนที่จะเชิญประธานหรือเลขาธิการ KNU (เลยต้องเชิญแกนนำมาพบที่ กทม.ภายหลัง)
ประการที่สี่ กลุ่มต่อต้านไม่ประสงค์จะเจรจากับกองทัพพม่าในรูปแบบนี้ ไม่ต้องการทำแบบเดิม คือ เจรจาทีละกลุ่ม
พวกเขาต้องการการเจรจาแบบทุกฝ่ายมีส่วนร่วมพร้อมกัน
ประการที่ห้า พวกเขาคิดว่า การแก้ไขปัญหาพม่าจะทำไม่ได้โดยไม่มีการเข้าร่วมของชนกลุ่มน้อยที่มีพลังอื่นๆ เช่น ว้า คะฉิ่น และอาระกัน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยึดโยงกับจีน
และที่สำคัญ การจะเอากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้าร่วมต้องมีการปรึกษาหารือกับจีนและอินเดีย สองยักษ์แห่งเอเชียที่มีพรมแดนติดกับพม่าด้วย
ดังนั้น พวกเขาจึงประวิงเวลา ขอนำเรื่องกลับไปปรึกษาหารือกันภายในก่อน
แต่ยังไม่มีกลุ่มใดลงนามในเอกสารที่ทักษิณยื่นให้
หากทักษิณยังแสดงตนเป็น “ผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาล” ต่อ อย่างนี้ก็นับถอยหลังรัฐบาลได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน

