แค้นนี้ต้องชำระ…ขนาดนั้นเลยเหรอ?

พรุ่งนี้ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สถานการณ์สู้รบ ปะทะ หรือสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส (ครั้งล่าสุด)

ถ้าย้อนเวลากลับไปปีที่แล้ว พวกเราคงจำข่าวการโจมตี หรือบุกคอนเสิร์ตในอิสราเอลจากกลุ่มฮามาส ซึ่งไม่ได้ไปเพื่อข่มขู่ สร้างความหวาดกลัว สร้างความเดือดร้อน หรือโจมตีเชิงสัญลักษณ์ เป็นการเข้าไปเพื่อฆ่าคนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่อ้อมค้อม ไม่พูด ไม่เกรงใจใคร วัตถุประสงค์คือ ฆ่าคน

ซึ่งผมก็ยังไม่ทราบและไม่รู้เหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร? ล้างแค้น? สร้างสถานการณ์? แสดงพลัง? หรือหาเรื่อง? 1 ปีผ่านมา ผมยังหาคำตอบไม่ได้

ฝ่ายฮามาสต้องรู้อยู่แล้วว่าการกระทำในครั้งนั้น ทางอิสราเอลไม่มีทางยอม และพันธมิตรที่หนุนอิสราเอลก็ไม่มีทางยอม ทำไปก็รู้แก่ในใจว่าจะต้องถูกโจมตีกลับแน่นอน และการโจมตีจากอิสราเอลไม่ได้เป็นการโจมตีที่ธรรมดา เวลาอิสราเอลจะโจมตีใคร ด้วยพลัง ด้วยอำนาจเต็ม และสิ่งสำคัญ ด้วยความชอบธรรมนั้น ฝ่ายตรงข้ามมีแต่ “ฉิบหาย”

ดังนั้นช่วยผมหาคำตอบได้ไหมครับ? ทำไมฮามาสถึงโจมตีและบุกอิสราเอลในครั้งนั้น ได้อะไรขึ้นมา? เพราะผมไม่รู้และไม่เข้าใจจริงๆ

พอหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น คะแนนเห็นใจและความชอบธรรมเทไปที่อิสราเอล จะเรียกว่าจากโลกเกือบทั้งใบก็ว่าได้ ส่วนศัตรูถาวรของอิสราเอลไม่ได้ออกมาเทใจให้ก็จริง แต่ไม่ได้ออกไปฉลอง และ/หรือเยาะเย้ยการสูญเสียชีวิตเหมือนครั้งผ่านๆ มา การกระทำเมื่อปีที่แล้วถือว่าโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม ไร้ความชอบธรรมและไร้เหตุผล เป็นการฆ่าคนบริสุทธิ์ เพื่อฆ่า ไม่ได้มีเหตุผลอะไรอื่นๆ ใดๆ ทั้งสิ้น

ตอนนั้นอิสราเอลทำอะไรได้ทั้งนั้น เพราะมีคะแนนเห็นใจและมีความชอบธรรมอยู่เคียงข้าง แต่พอโจมตีกลับไปจริงๆ โจมตีแบบไม่ยั้ง ไม่หย่อน ไม่เว้น ทำให้ผู้ที่ “เห็นใจ” เริ่มรู้สึกอึดอัดว่าทำเกินไปไหม? แค้นนี้ต้องชำระขนาดนั้นเลยเหรอ? จะโจมตีกลับให้ฮามาสกับปาเลสไตน์นั้นสูญพันธุ์ในยุคนี้เลยเหรอ? จากความชอบธรรม ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ พอโจมตีกลับไป กลายเป็นผู้กระทำ เป็นผู้ร้าย และเป็นผู้ไร้มนุษยธรรมขึ้นมาทันที

อิสราเอลก็จะพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนนะ เขาไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม การปะทะในครั้งนี้ เขาอยู่ดีๆ ของเขา อยู่สงบของเขา และฝ่ายตรงข้ามสร้างปัญหาและหาเรื่องเอง ดังนั้นเขามีความชอบธรรมและต้องทำ

ทำให้ผมนึกถึงคำแถลงอย่างเป็นทางการของฝ่ายทางการของเมียนมา ในยุคที่ยังมีรัฐบาลอองซาน ซูจี เรื่องเหตุการณ์กวาดล้างและจัดการกับ “กลุ่มก่อการร้าย” ที่เป็นชนเผ่า โจมตีกลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐในรัฐ Rakhine ตอนนั้นผมเป็นเลขาธิการสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) และทุกเวทีที่ไป ผมก็ได้ยินแต่ผู้แทนเมียนมาชี้แจงเหมือนกัน (เหมือนเดิม) ซึ่งปีแรกพูดไป คนฟังเข้าใจได้ แต่ปัญหาและเหตุการณ์บานปลายและเรื้อรังไปเรื่อยๆ คือลามไปถึงการกวาดล้างกลุ่มโรฮีนจา โดยอ้างเหตุการณ์และเหตุผลเดิม เข้าปีที่ 2 และ 3 นั้น กลุ่มคนฟังเริ่มไม่ฟังและไม่อดทน จากปีแรก คนฟังเห็นใจและเข้าใจรัฐบาล มีการให้กำลังใจด้วยซ้ำ แต่พอนานเข้า เหตุการณ์ร้ายกว่าเดิม แถมยังใช้เหตุผลเดิมอยู่ คะแนนเห็นใจหายไปหมด และมีแต่คนรำคาญ ทำไมเจอทุกเวที ทุกที่ แล้วยังพูดสคริปต์เดิมอยู่?

พอนานเข้า ผมเห็นใจผู้แทนเมียนมาครับ เขาต้องเป็นผู้อยู่หน้าไฟ รับเผือกร้อน และโดนประณามเต็มๆ เพราะผู้กระทำจริงๆ (กองทัพ) ไม่ออกหน้าแม้แต่คนเดียว ตามเวทีต่างๆ มีแต่ผู้แทนเมียนมานี่ล่ะที่ต้องพูดตามสคริปต์เดิมทุกเวที ทุกครั้ง เพราะพูดอย่างอื่นไม่ได้ ผมเห็นใจเขาจริงๆ ครับ

ผมเข้าใจอยู่ว่าเหตุการณ์อิสราเอลกับฮามาสในครั้งนี้ เปรียบเทียบเรื่องในเมียนมาไม่ได้ เพราะประวัติการสู้รบและการปะทะระหว่างอิสราเอลฮามาสมีมายาวนาน และคงจะมีอีกตลอดไป ดังนั้นความโกรธแค้นจากทั้ง 2 ฝ่าย ที่ถูกกระทำทั้งคู่นั้น ไม่มีทางและไม่มีวันลบออกจากความทรงจำและใจของทั้งสองฝ่ายได้

แต่ยิ่งอิสราเอลล้างแค้นมากเท่าไร และแรงแค่ไหน เขายังชี้กลับไปที่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว ว่านั่นคือเหตุผลและจุดเริ่มต้นทุกอย่าง

จากผู้ถูกกระทำ กลายเป็นผู้กระทำ และกลายเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาสื่อและโลกขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นบทบาทที่อิสราเอลไม่ปฏิเสธ แล้วผมเชื่อว่าเป็นภาพพจน์ที่ทำให้เขาภาคภูมิใจระดับหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ 7 ตุลา.เมื่อปีที่แล้ว ทำให้เราเข้าสู่ภาวะสงครามหรือไม่ เพราะผมไม่รู้จะเรียกตลอด 1 ปีผ่านมาว่าอย่างไร? เป็นสงคราม? เป็นการปะทะ? เป็นสถานการณ์? เป็นการสู้รบ?

ผมรู้อย่างเดียวว่าในตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงผู้สนับสนุนทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลายกว่านี้ มีกระทบกระทั่งกัน มีเฉียดไปเฉียดมา แต่ทุกครั้งในตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยั้งตัวเองไม่ให้เรื่องไปไกลกว่านั้น ทุกๆ ครั้งที่ดูเหมือนจะต้องเกิดสงครามแน่ๆ มีการถอยคนละก้าว

ซึ่งไม่รู้ว่าเหตุการณ์ช่วงนี้จะถอยคนละก้าวเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ ในฐานะมองโลกสวย ผมได้แต่หวังว่าจะถอย

ก่อนแยกย้ายกันในวันนี้ ขอใช้เสียงเล็กๆ ของผม ร่วมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเด็กนักเรียนและครูที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัส ผมไม่มีคำพูดอะไรที่จะมีน้ำหนักหรือความสำคัญ ทำให้ครอบครัวเขารู้สึกดีขึ้น แล้วผมไม่อยากจะใช้เวทีตรงนี้ซ้ำเติมใคร หรือสั่งสอนหน่วยงานรัฐ ทำดีหรือพลาดอย่างไร พูดไปก็เท่านั้น ความเจ็บปวด ความโกรธแค้นของครอบครัวเขาไม่ได้ลดไป

ผมไม่มีคำบรรยายอะไรทั้งสิ้น แต่วินาทีที่รู้ข่าวนี้ขึ้นมา ผมนึกถึงลูกผมที่มีกิจกรรมทัศนศึกษาทุกเทอม ทำให้ผมไม่สามารถดูข่าวเรื่องนี้จบได้ ผมได้แต่สวดมนต์ แผ่เมตตาและกรวดน้ำให้วิญญาณเด็กๆ และคุณครูที่เสียชีวิตครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชป. ร่วมเวที CALD ฟิลิปปินส์ คว้า 'เลขาฯ เยาวชนเอเชีย' ขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่

'อิสรา' นำ ปชป. ร่วมประชุม CALD ฟิลิปปินส์ ดันความเท่าเทียม-คนรุ่นใหม่ 'ณัฏฐา ปิ่นนัดดา วสันตสิงห์' คว้าตำแหน่งเลขาฯ เยาวชนเอเชีย

'ปชป.' กรีดเลือดฟ้า การเมืองเพื่อประชาชน

หนึ่งในพรรคการเมืองที่ถูกจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ "พรรคประชาธิปัตย์" หลังการคัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.อีกครั้งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เจอกันฟ้าวันใหม่ครับ

เผลอแป๊บเดียวจะสิ้นปีอยู่แล้ว และเผลอแป๊บเดียวจะเข้าฤดูกาลเลือกตั้งด้วย หลายคนอาจคิดว่า เมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้าดำรงตำแหน่ง เป็นอันเข้าใจอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งจะต้องมีแน่ๆ เร็วๆ นี้ แต่ยอมรับว่า ไม่ได้นึกว่ามันจะเร็วขนาดนี้ เปรียบเสมือนยุคโควิด

10ธันวาคมเป็นวันเปลี่ยนโลก?

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา เป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าจะถึงจุดนี้ และไม่น่ามีด้วยซ้ำ เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไรครับ? เรามาถึงจุดที่เพื่อนบ้าน 2 ประเทศ ถึงแม้จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นเรียบร้อย แต่ไม่ถึงกับเกลียดชังและพร้อมฆ่ากันเหมือนทุกวันนี้ คนทั้ง 2 ฝ่ายต้องสูญเสียชีวิต ต้องอพยพ

SEA Games แบบไทยๆ

คงไม่มีข่าวอะไรที่คนสนใจเท่ากับเรื่องผู้มีชื่อเสียง ผู้มีอำนาจหลายท่านมีรูปถ่ายกับเบน สมิธ ซึ่งถ้าโลกสวยเมื่อบุคคลเหล่านี้บอกว่าไม่รู้จักเขา เพียงถ่ายรูปเฉยๆ