ไอ้เสือถอย 'รอล้มล้าง'

ขบวนการ "ล้มล้างรัฐธรรมนูญ" ถอยซะแล้ว!

"ประธานวันนอร์" แถลงหลังประชุมวิป ๓ ฝ่าย เมื่อวาน (๘ ม.ค.๖๘)

เลื่อนพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในมาตรา ๒๕๖ และหมวด ๑๕(๑) จากกำหนดเดิม ๑๔-๑๕ มกรา.

ไปเป็น ๑๓-๑๔ กุมภา.!?

"ไอ้เสือถอย" ซะแล้ว

ไม่ใช่ถอยเพราะ "มีสำนึก" แต่ถอยไปซุ่มรอจังหวะ

หมวด ๑ ว่าด้วยไทยเป็นราชอาณาจักร หมวด ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และเกี่ยวกับอำนาจศาล องค์กรอิสระ มันไม่ละความพยายามที่จะ โละทิ้ง เขียนใหม่แน่

รวมทั้งมาตราว่าด้วยคุณสมบัติ, ข้อห้ามผู้ลงสมัคร สส. ผู้จะเป็นรัฐมนตรี ที่เป็นอุปสรรคต่อการกลับเข้ามาของสัตว์นรก

เจาะจงเขียนใหม่ เพื่อพวกมันจะได้พาเหรดกลับเข้ามา

ขบวนการกัดกร่อนบ่อนเซาะ มุ่งเปิดประตูสู่เป้าหมายล้มล้าง "ระบอบและสถาบัน" ถ้ามันเปิดประตูชั้นนี้ได้

"รูปแบบของรัฐ" ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ห้ามเปลี่ยนแปลง

เสร็จมัน...มันเปลี่ยนแน่!

วิป ๓ ฝ่ายที่ประชุมกันเมื่อวานก็มี ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและฝ่ายวุฒิสภา

"พรรคประชาชน" เจ้าของร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ตัดอำนาจ สว.ในการโหวตและเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ สู่การล้มล้าง

ดันเข้าที่ประชุมรัฐสภา ๑๔-๑๕ มกรา.เต็มที่

เพื่อไทย ทั้งที่อยาก "ตัวซี้-ตัวสั่น" แต่ไม่กล้า กลัวจบแบบ "ศพไม่สวย" จึงฉากหลบแบบเป็นมวยว่า

"จะยื่นร่างเข้ามาประกบอีกฉบับ ฉะนั้น รอก่อน"     

ประกอบกับวิปวุฒิฯ "สว.วุฒิชาติ กัลยาณมิตร" พูดชัด-จัดเต็มว่า "สว.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย"

เพราะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ!

สรุปว่า ประธานวันนอร์ "ซื้อเวลา" ไปอีก ๑ เดือน

ผมว่า ๑๓-๑๔ กุมภา.ก็ "เลื่อนอีก" เว้นแต่ "ไม่แคร์คุก" ดึงดันหวังล้มล้างรัฐธรรมนูญ ด้วยการตั้ง ส.ส.ร.เขียนใหม่ให้ได้

ทั้งไม่หวั่นคำว่า "รัฐสภาทำผิดกฎหมาย" ซะเอง!

ด้วยถือดี พวกกู สส. "ประชาชนเลือกมา" เป็นผู้มีอำนาจออกกฎหมาย ฉะนั้น จะเอาซะอย่าง คำวินิจฉง-วินิจฉัยไหน จะต้องไปสนทำไม!

ถ้าอย่างนั้น......

อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ว่าด้วยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญซักหน่อยปะไร

เผื่อจะสนและเข้าใจว่า การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อตั้ง ส.ส.ร.เขียนใหม่นั้น ทำได้หรือทำไม่ได้?

ต่อไปนี้ เป็น "ส่วนหนึ่ง" ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ เมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔

......................................

ศาลฯ กำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า "รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่"

บทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวด ๑๕ ดังนี้

มาตรา ๒๕๕ บัญญัติว่า

 “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้

และมาตรา ๒๕๖ บัญญัติว่า

 “ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ (๑) ถึง (๙)

.........รัฐธรรมนูญกำหนดองค์กรผู้พิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด ๗ รัฐสภา ส่วนที่ ๕ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๕๖ ที่บัญญัติว่า

ในกรณีต่อไปนี้ ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน...(๑๕) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖...”

เห็นได้ว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญข้างต้น เป็นการกำหนดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้เป็น ๒ ระดับ ๓ ลักษณะ

คือ ระดับที่ ๑ สำคัญมาก

จะกำหนดให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากมาก และ

ระดับที่ ๒ ไม่มีผลกระทบต่อรูปแบบของรัฐหรือโครงสร้างทางการเมืองมากนัก

จะกำหนดให้แก้ไขได้ในระดับที่ยากกว่าปกติ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นหลัก

ส่วน ๓ ลักษณะนั้น

ลักษณะที่ ๑ ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

ลักษณะที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องต่อไปนี้

๑) หมวด ๑ บททั่วไป

๒) หมวด ๒ พระมหากษัตริย์

๓) หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

๔) เรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และ

๕) เรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระหรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจได้

โดยให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน เป็นผู้เสนอ แล้วต้องจัดให้มีการ "ออกเสียงประชามติ" ด้วย และ      

ลักษณะที่ ๓ การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่นใด ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา

ดังนั้น...........

"หลักการ" แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กำหนดข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ มิให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเด็ดขาด

ส่วน "หลักเกณฑ์" และวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๑) ถึง (๙)

และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๕๖ (๑๕)

โดยกำหนดให้ "รัฐสภา" ประชุมร่วมกันเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖

ซึ่งต้องดำเนินการตาม "หลักเกณฑ์" ที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยเคร่งครัดว่า

กรณีใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยเด็ดขาด ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๕

หรือกรณีใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ หากแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามมาตรา ๒๕๖

 (๘) ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ หรือหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ

หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้

ก่อนดำเนินการตาม (๗) (นำร่างฯ แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย-เปลว) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ดำเนินการตาม (๗) ต่อไป

การที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้งสองฉบับต่อที่ประชุมร่วมกัน⟨ของ⟩รัฐสภาตามมาตรา ๒๕๖

ซึ่งมีหลักการและเหตุผลให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น

โดยมีเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

และมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามหมวดนี้ นั้น

เห็นว่า การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ (๑๕) บัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกระทำโดย "ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา"

มุ่งประสงค์ให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ "เป็นการใช้อำนาจของรัฐสภา" โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้กระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาในกรณีดังกล่าว มีหลักเกณฑ์และวิธีการ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากการทำหน้าที่ในกระบวนนิติบัญญัติทั่วไป

โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญแลรักษาความต่อเนื่องของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ  

กล่าวได้ว่า แม้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นอำนาจที่ได้รับมอบมา

ซึ่ง "ถูกจำกัด" ทั้งรูปแบบ กระบวน เนื้อหา

รัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่อาจกระทำนอกขอบของหน้าที่และอำนาจ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีความผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม

ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานและให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมติมหาชน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๕

เพียงบัญญัติให้ "สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" ได้เท่านั้น

"ไม่มีบทบัญญัติให้จัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ"

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีหมวด ๑๕/๑

ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่มีผู้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้

"หาก" รัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่า

สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

เมื่อเสร็จแล้ว ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่า เห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งเป็นการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จึงนำประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

อันเป็นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า.........

รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า

ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง

................................

ก็ชัดว่าการเพิ่้มเติม ๑๕/๑ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

คือ "ทำไม่ได้"

แต่ "จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ทำได้

แต่ทำภายใต้เงื่อนไขคำว่า "หาก" ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการทำประชามติว่า ๓ ครั้ง หรือ ๒ ครั้งกันแน่?

ให้ท่านอ่านคำวินิจฉัยแล้วคิดเป็นการบ้าน ๑ วัน แล้วพรุ่งนี้มาเฉลยจากการตีความของผม.

-เปลว สีเงิน

๙ มกราคม ๒๕๖๘

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ขัดใจ’ ทำให้ ‘รอด’

ร้อน....! ทำให้คนหงุดหงิดง่าย อะไรๆ มันก็ขวางตา-ขวางตีนไปหมด ฉะนั้น วันนี้.... เริ่มด้วยเรื่องดีๆ เผื่อจะช่วยให้จิตใจสงบได้บ้าง ไม่ต้องมาก แค่ “ช้างกระดิกหู-งูแลบลิ้น” บุญกุศลก็เหลือล้นแล้ว

🔴 LIVE ‘ดร.รุสตั้ม’ ชี้จุดจบ THE LAST WAR อิหร่านขยี้อิสราเอล!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

🔴 LIVE ‘ดร.รุสตั้ม’ ชี้จุดจบ THE LAST WAR อิหร่านขยี้อิสราเอล!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2569

'สัญญาณอันตราย'

ผมว่า..... ถึงตอนนี้ “เลิกคิดไปได้เลย” ว่าสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” จะยุติ นอกจากไม่ยุติแล้ว ยังขยายวงกว้าง จากยุทธการทางอากาศ ไปสู่ยุทธการทางภาคพื้นดิน ชนิดเปิดหน้าดวลกันระหว่าง “สหรัฐฯ กับอิหร่าน”

รัฐบาล ‘มีไว้ให้ด่า’

รัฐบาลอนุทิน “ทำถูกแล้ว”! ที่ยอมเป็น “นางทาส” ให้การเมืองฝ่ายค้าน...ประชาชน...สื่อ “จิกหนังหัว” ด่า โดยไม่ขัดขืนและมีปฏิกิริยาโต้แย้งใดๆ

‘ไทย’ ธาตุแท้เป็น ‘ทอง’

ร้อนจนขนจมูกไหม้แบบนี้..... ขืนคุยแต่เรื่องเครียดๆ พานจะคลุ้มคลั่งกันไปใหญ่ ไม่ดี..ไม่ดี ฉะนั้น วันนี้ คุยเรื่องขำๆ คลายเครียดกันบ้างดีกว่า นิ

'ศลิลนา-ไทยโพสต์' รับพระราชทานรางวัล 'เทพทอง' ประเภทบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

เนื่องด้วยในปัจจุบันสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์มีบทบาทเกี่ยวข้องกับงานหลายด้าน ทั้งงานด้านข่าวสาร การศึกษา กา