
จัดไป..คนละดอก!
ดอกแรก..สาวถิ่นสะตอ คุณภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” สส.พรรคประชาชน ว่า.. “คนจะเป็นผู้นำประเทศ ถ้าไม่มีความรู้ ก็ควรมีวุฒิภาวะ
ถ้าไม่มีวุฒิภาวะ ก็ควรมีเจตจำนงในการทำงานและแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่แพทองธาร ชินวัตร ไม่มีสักข้อ
ทุกครั้งที่ต้องตอบคำถามเพื่อให้เห็นทางออก กลายเป็นทางตัน จากวิกฤต จึงกลายเป็นหายนะตลอด”
ดอกสอง..สส.พรรคประชาชนอีกท่าน คุณไอซ์-รักชนก ศรีนอก ทิ่มตรง.. “แพทองธาร อยู่ในฐานะรัฐมนตรีของประเทศไทย ดิฉันต้องบอกว่า อาย จริงๆ ที่มีคนแบบนี้เป็นผู้นำประเทศ
เป็นนายกฯ ที่ขาดทั้งความรู้ความสามารถ ในการทำงาน ทั้งยังแสดงออกอย่างไร้วุฒิภาวะนับครั้งไม่ถ้วน ขาดแม้กระทั่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นมนุษย์อย่างทักษะในการเรียนรู้
เพราะเป็นนายกฯ มาสักพักแล้ว แต่เหมือนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแพทองธารไม่ได้พัฒนาทักษะอะไรเพิ่มขึ้นเลย
ทั้งความรู้ที่จำเป็นต่อการบริหารประเทศก็ไม่มี วุฒิภาวะในการแสดงออกในที่สาธารณะก็ไม่พัฒนา”
ดอกสาม..เจ้าเก่า คุณเทพไท เสนพงศ์.. “..นางสาวแพทองธาร ไม่มีวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำ จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเลย
กลับมีวุฒิภาวะที่แย่ลงกว่าเดิมในทุกๆ ด้าน เช่น 1.วุฒิภาวะทางอารมณ์ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เมื่อไม่พอใจก็ชักสีหน้า และเฟียสใส่นักข่าวทันที
หรืออาการเหวี่ยงอยู่บ่อยๆ เห็นได้จากแววตา สีหน้าและท่าทาง ซึ่งเป็นนิสัยดั้งเดิม เกิดจากชีวิตการเป็นคุณหนูของครอบครัวชินวัตร
2.วุฒิภาวะทางปัญญา ขาดความรู้รอบตัว และความรู้พื้นฐานในทุกด้าน เมื่อเจอคำถามจากผู้สื่อข่าว ก็จะตอบไม่ได้ บางครั้งต้องผัดวันประกันพรุ่ง หรือเดินหนีนักข่าว
บางประเด็นที่ตอบก็ฟังไม่เข้าใจ ทำให้เสียภาพการเป็นผู้นำของประเทศมาก
3.วุฒิภาวะทางการเมือง ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง และมีความรู้ทางการเมืองน้อยมาก ไม่สามารถสั่งการรัฐมนตรีในประเด็นการเมืองได้
และการแสดงความเห็นทางการเมือง มีข้อผิดพลาดอยู่เสมอ จนขาดความมั่นใจในตอบคำถามประเด็นการเมือง ต้องรอการติวจากทีมงาน...
เมื่อเรามีผู้นำประเทศที่มีวุฒิภาวะแบบนี้ เราจะคาดหวังกับอนาคตของประเทศได้อย่างไร นอกจากตัวนางสาวแพทองธารจะเสียโอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว
ยังทำให้ประชาชนและประเทศชาติ เสียโอกาสไปมากกว่าอีก”
ดอกสี่เบาๆ..คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม..
“เมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์ไม่ปกติ เราสามารถที่จะรับฟังและพึ่งพาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ถูกฝึกฝน คลุกคลีและมีประสบการณ์ในสายงานที่ถนัด
โดยเฉพาะในเรื่องของความมั่นคงของชาติ การเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีควรรู้จักฟังผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง
อย่าใช้อำนาจและความทะนงตนทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองและผืนแผ่นดิน สุดท้ายโปรดถามตัวเองว่าจะยืนอยู่ข้างใด ปกป้องชาติหรือจะขายชาติ”
ครับ..ก็พอหอมปากหอมคอ และป่านนี้คนที่ถูกพูดถึงก็คงจะเลือดสูบฉีด หรือไม่ก็ “คอแห้งผาก” มือไม้สั่น ก็อยากปลอบ เป็น “นายกฯ สุกก่อนห่าม” มันพรรค์นี้แหละ!
และนี่..พูดไปพูดมาก็ให้ประหวัดถึง คุณอ๋อม-สกาวใจ พูนสวัสดิ์ นักแสดงสาวคุณแม่ลูกหนึ่ง ไม่รู้ว่าเวลานี้ยังจะมีตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองอยู่หรือไม่?
ทราบเพียงว่า ใกล้หวยออกทีไร เธอก็จะโผล่หน้ามาให้ “เลขน้องกระดิ่ง” กับแฟนคลับทุกงวดไป..
แต่ไม่มีสักครั้งที่จะ “call out” เหมือนสมัยยุคนายกฯ ลุงตู่ หรือแม้แต่ดารา-นักแสดงที่เคยโพสต์-ด่าลุงตู่ก็เงียบกริบ!
งั้น..วันนี้ผมขออนุญาตยืมวลีเด็ดของคุณเต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาปิดท้ายก็แล้วกัน..
“ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด แต่วันนี้ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ เราตายกันหมดแล้ว..ผู้นำยังโง่อยู่”!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฐานันดร4ตายแล้ว?
“จริงๆ สิ่งที่พวกเราทำได้คือการประท้วงด้วยการไม่เข้าใช้บริการปั๊ม PT และร้านกาแฟพันธุ์ไทย อย่างน้อยๆ ถ้าประชาชนไม่ทำอะไร ประชาชนก็น่าจะส่งสัญญาณได้ว่าผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้ไม่โอเค..”
กระบอกเสียง..อาสา!
“#อินฟลูฯ คือ ผู้มีอิทธิพล คำถามคือมีอิทธิพลกับใคร ถ้าเป็นดาราแล้วมีอิทธิพลกับคนดู อันนี้เข้าใจได้ แล้วถ้าเป็นครูแล้วมีอิทธิพลกับเด็กนักเรียน แบบนี้เป็นอินฟลูฯ ไหม
สังคมของวาทกรรม
ไม่รู้จะทำได้กันสักกี่มื้อ? ผมหมายถึงการหิ้วปิ่นโตก็ดี การจัดอาหารแบบบุฟเฟต์ก็ดี การซื้อ (ข้าว) กินเองก็ดีของบรรดาท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติที่รัฐสภานั่นแหละ
จะเลือกทำไม?
“ขณะนี้รู้สึกเหมือนว่าประเทศเราได้กลับไปสู่ยุคมืด แม้กระทั่ง สส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนยังไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ต่อจากนี้จะมีใครอยากจะมาเป็น สส.
ไม่รู้จะห่วงไปทำไม?
“ถึงเวลาหรือยัง.. ที่เราจะปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.การพนันให้กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถฝึกฝนเป็นอาชีพหรือเล่นเพื่อการบันเทิงได้”
ชุดไทยพระราชนิยม
ต้องบอกว่า..สะอาดตา-สบายใจที่ได้เห็น.. ผมหมายถึง “ป้ายโฆษณาบิลบอร์ด” และจอดิจิทัลที่มีสาวงามสวม “ชุดไทย” เป็นนางแบบของกระทรวงวัฒนธรรมที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ในขณะนี้น่ะ!

