จับชีพจรความตึงเครียดโลก ...จากยูเครนถึงปักกิ่ง

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมจับตาดู 2 จุดสำคัญเพื่อจับชีพจรการเมืองตึงเครียดระหว่างประเทศ

ตาหนึ่งมองไปที่ยูเครน ตาอีกข้างเหลียวดูปักกิ่ง เพราะปูตินบินตรงไปปักกิ่งเพื่อจับมือ สี จิ้นผิง...ภาษาทางการคือการไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกส์ฤดูหนาวของจีน แต่สาระจริงๆ คือการแสดงความเป็น “สหายร่วมรบ” ที่ต้องการจะยัน โจ ไบเดน อย่างเปิดเผยโจ่งแจ้ง

ปูตินกับสีออกแถลงการณ์ร่วมที่ปักกิ่งยาวเหยียด ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันลุ่มลึกและกว้างขวางของทั้งสอง

โดยเฉพาะต้องการเน้นว่าพร้อมจะจับมือต้านอิทธิพลตะวันตกอย่างแข็งขัน

ต่อมาอีกหนึ่งวัน “วอชิงตันโพสต์” ออกข่าวว่ารัสเซียใกล้จะเสร็จสิ้นการเตรียมการสำหรับการรุกรานยูเครนครั้งใหญ่แล้ว

ข่าวชิ้นนี้อ้าง “ข่าวกรองสหรัฐฯ” ว่า หากรัสเซียบุกยูเครนตามการประเมินนี้อาจส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต หรือบาดเจ็บมากถึง 50,000 คน                   

รัฐบาลยูเครนที่กรุงเคียฟอาจล่มภายใน 2 วัน และเปิดทางให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมกับผู้ลี้ภัยมากถึง 5 ล้านคน 

ข่าวกรองที่ว่านี้ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเสริมกำลังหน่วยรบไปยังชายแดนยูเครนและเบลารุสไม่ขาดสาย

วอชิงตันโพสต์อ้างว่าแหล่งข่าวอย่างน้อย 7 แหล่งยืนยันตรงกันว่า รัสเซียได้ส่งกลุ่มยุทธวิธี 83 กองพัน แต่ละกองพันมีทหารประมาณ 750 นาย เตรียมพร้อมสำหรับการจู่โจม 

2 สัปดาห์ก่อนข่าวกรองแหล่งเดียวกันนี้บอกว่ามี 60 กองพันเท่านั้นที่มุ่งสู่ชายแดนยูเครน 

 ทหารกว่า 62,000 นาย ได้รับการเสริมกำลังด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อีกกว่าหมื่นคนทั้งด้านกำลังทางอากาศ และการสนับสนุนทาง

ข่าวกรองมะกันบอกว่า กำลังทั้งหมดนี้เท่ากับ 70% ของหน่วยรบที่ปูตินต้องการเพื่อการรุกใหญ่เข้ายูเครน

อีกด้านหนึ่งผมมองไปที่ปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน...วันศุกร์ที่ผ่านมาระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของปูตินมีการออกแถลงการณ์ร่วมยาวเหยียด

สะท้อนถึง “จุดยืนร่วม” ของ 2 ผู้นำในประเด็นสำคัญระดับโลก รวมถึงการวิจารณ์สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างรุนแรง

ก่อนบินลงปักกิ่ง ปูตินเขียนบทเรียกความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน เรียกว่าเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งอนาคต”

ปูตินได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ 4 ด้านที่สำคัญสำหรับปักกิ่งและมอสโก

ประการแรก ความเป็นหุ้นส่วนที่ถูกยกระดับไปถึงจุดที่ไม่เคยมีมาก่อน

กับการประสานงานของนโยบายต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศอยู่บนพื้นฐานของแนวทางที่ใกล้ชิดและสอดคล้องกันในการแก้ไขปัญหาระดับโลกและระดับภูมิภาค

ประการที่สอง เน้นบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพในสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ “ที่ท้าทาย” ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเพื่อให้มีความเท่าเทียมและครอบคลุมมากขึ้น

ประการที่สาม ปูตินชี้การพัฒนาตะวันออกไกลจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ

ประการที่สี่ ปูตินวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของหลายประเทศในการพยายามทำให้กีฬาเป็นการเมืองเพื่อประโยชน์ของความทะเยอทะยานของตน

แถลงการณ์ร่วมปูติน-สีจงใจใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร:ตอนหนึ่งชี้นิ้วไปที่ “ผู้แสดงบางคนเป็นตัวแทนแค่เสียงส่วนน้อยในระดับสากลที่ยังคงสนับสนุนแนวทางเฉพาะตนในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ...และหันไปใช้กำลัง

 “พวกเขาเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่นๆ ด้วยการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรม และปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกต่างและการเผชิญหน้า ซึ่งขัดขวางการพัฒนาและความก้าวหน้าของมนุษยชาติในการต่อต้านการต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศ”

ที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ใช้ในแถลงการณ์ฉบับนี้ตอนหนึ่งบอกว่า          “ประชาธิปไตยถูกนำมาใช้ในทุกด้านของชีวิตสาธารณะอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการระดับประเทศ'

โดยเน้นว่ารัสเซียและจีนเป็นมหาอำนาจโลกที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันรุ่มรวย มีประเพณีอันยาวนาน

และวิจารณ์ความพยายามของบางประเทศในการกำหนด "มาตรฐานประชาธิปไตย" ของตนเองไปใช้กับประเทศอื่นๆ เพื่อผูกขาดสิทธิในการประเมินระดับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ประชาธิปไตย กำหนดเส้นแบ่งตามมูลอุดมการณ์ รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มและพันธมิตรพิเศษของความสะดวก

 “ทำให้เห็นว่าความพยายามเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่การสถาปนาอำนาจและคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพของระเบียบโลก”

ที่น่าวิเคราะห์ไม่น้อยคือ ประเด็นที่ผู้นำรัสเซียและจีนชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนา Greater Eurasia และโครงการ Belt Road Initiative (BRI)

รัสเซียตอกย้ำถึงการสนับสนุนหลักการ "จีนเดียว" และยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้

ทั้งปูตินและสีไม่ลืมที่จะโจมตี NATO และ AUKUS อย่างดุเดือด

ประกาศคัดค้านการขยายสมาชิกภาพของ NATO และ “เรียกร้องให้พันธมิตรแอตแลนติกเหนือละทิ้งแนวทางสงครามเย็น...”

แถลงการณ์ร่วมพูดถึงผลกระทบด้านลบของสหรัฐฯ ที่ประกาศ "ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก" ต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

และแสดงความกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับ 'หุ้นส่วนความมั่นคงไตรภาคีระหว่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรภายใต้ AUKUS โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเริ่มต้นความร่วมมือในด้านพลังงานนิวเคลียร์เรือดำน้ำ

ผมมอง 2 เหตุการณ์ที่โยงกันอย่างลึกซึ้งแล้วก็เห็นสัญญาณของความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

สงครามเย็น 2.0 นี่ร้อนแรงกว่ารอบแรกมากมายนัก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน