เมื่อวานผมเขียนถึงคำประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะขอความเห็นและคำแนะนำจากสาธารณชนว่าด้วยก้าวต่อไปของการปฏิรูปภาคการเงินของประเทศครั้งใหญ่
โดยที่แบงก์ชาติได้ร่างเอกสารที่เรียกว่า consultation paper เพื่อปูพื้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ
นั่นคือ “ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน” จะขอความเห็นจากคนทั่วไปในช่วง 1-28 ก.พ.2565 นี้
เมื่อวานได้อ่านชุดคำถามจากผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ วันนี้มาฟังผู้บริหารอาวุโสที่ทำเรื่องนี้ว่าสาระหลักๆ ของนโยบายที่ว่านี้คืออะไร

คุณรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. เล่าว่า ภายใต้แนวนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยฯ ธปท.ต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีตามแนวคิด 3 Open ได้แก่
1.เปิดให้มีการแข่งขัน (Open Competition) เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น การเปิดให้มีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามา เช่น Virtual bank ที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือเข้ามาให้บริการในประเทศไทย
แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทันที เพราะ ธปท.ต้องปรับปรุงกติกาเพื่อทำผู้เล่นรายเดิมปรับตัวและแข่งขันกับผู้เล่นรายใหม่ได้
เช่น การยกเลิกเพดานของธนาคารพาณิชย์ในการลงทุนใน FinTech และให้ Non-bank ทำธุรกิจได้กว้างขึ้น เป็นต้น
2.เปิดให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Open Infrastructure)
ธปท.อยากเห็นการเปิดกว้างให้ผู้เล่นรายต่างๆ สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานไม่ให้เกิดการผูกขาด แต่ต้องมีความยุติธรรมกับผู้มีส่วนร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้นๆ
3.เปิดให้มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูล (Open Data) โดยเปิดให้มีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าเจ้าของข้อมูลต้องยินยอม และเคารพสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
ธปท.ระบุว่า ภายใต้แนวนโยบายการปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย ธปท. มุ่งหวังให้ภาคการเงิน
(1) ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนานวัตกรรมและบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม
(2) สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจการเงินดิจิทัล และรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
(3) สามารถรับมือกับความเสี่ยงสำคัญและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างเท่าทัน ไม่ส่งผลกระทบต่อไปยังระบบเศรษฐกิจการเงินและผู้บริโภคในวงกว้าง ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.ที่ยืดหยุ่นขึ้นและไม่สร้างภาระแก่ผู้ให้บริการทางการเงินมากเกินจำเป็น โดยมีทิศทางสำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย
1.การเปิดโอกาสให้ภาคการเงินใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูล ภายใต้หลักการ 3 Open ได้แก่
(1) เปิดให้แข่งขัน (Open Competition) โดยเปิดให้มีธนาคารที่ให้บริการในรูปแบบใหม่บนช่องทางดิจิทัล (virtual bank) และขยายขอบเขตหรือเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้เล่นเดิม
(2) เปิดให้ผู้เล่นต่างๆ เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Open Infrastructure) ได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น เช่น ระบบการชำระเงิน การใช้สกุลเงินดิจิทัลสำหรับประชาชนที่ออกโดยธนาคารกลาง (Retail CBDC)
และกลไกการค้ำประกันความเสี่ยงที่รองรับความต้องการเงินทุนหลากหลายรูปแบบ และ
(3) เปิดให้มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูล (Open Data) โดยจะผลักดันให้มีกลไกที่ผู้ใช้บริการสามารถส่งข้อมูลของตนที่อยู่กับผู้ให้บริการแต่ละแห่งไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้สะดวกมากขึ้นเป็นลำดับ ภายใต้นโยบาย open banking
และการเชื่อมต่อฐานข้อมูลของภาคการเงินกับแหล่งอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์และพัฒนาบริการทางการเงิน
2.การเปลี่ยนผ่านสู่โลกใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดย
(1) ให้ภาคการเงินประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง และสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยไม่ให้ส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้าง
(2) ช่วยให้ภาคครัวเรือนสามารถอยู่รอดและปรับตัวในโลกใหม่ได้ ด้วยการยกระดับการส่งเสริมทักษะด้านการเงินดิจิทัล ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สิน
เช่น กำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้เหมาะกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว และผลักดันกลไกแก้หนี้อย่างครบวงจรสำหรับคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
3.การกำกับดูแลอย่างยืดหยุ่นและเท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงสมดุลระหว่างบทบาทของ ธปท. ในการส่งเสริมนวัตกรรมและการกำกับดูแลความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน ผ่าน
(1) การกำกับดูแลผู้ให้บริการตามลักษณะความเสี่ยงและความซับซ้อนของบริการทางการเงิน
(2) การทบทวนเกณฑ์ไม่ให้เป็นอุปสรรคและสร้างภาระต้นทุนที่เกินจำเป็นแก่ผู้ให้บริการ และ
(3) การกำกับดูแลผู้ให้บริการให้เท่าทันความเสี่ยงใหม่ที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเงิน และการกำกับดูแล non-bank ที่มีบทบาทมากขึ้น
คุณรุ่งบอกว่า “ธปท.หวังว่าการปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินตามทิศทางข้างต้น จะทำให้ภาคการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพัฒนาบริการทางการเงิน บริหารความเสี่ยงได้อย่างเท่าทัน และรับมือกับสิ่งไม่คาดคิด รวมถึงผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้บริการทางการเงินสามารถได้รับบริการที่ตอบโจทย์ และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
ภาคครัวเรือนมีความรู้และพร้อมปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ไม่ก่อหนี้เกินตัว
ขณะที่กลุ่มที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้รับการแก้ไขปัญหาและไปต่อได้ ส่วนภาคธุรกิจมีแรงจูงใจและได้รับเงินทุนเพียงพอเพื่อปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างราบรื่น
นี่คือการตั้ง “เป้าหมาย” และ “ภารกิจ” ของธนาคารกลาง ที่ยากที่สุดคือจะทำอย่างไรจึงจะลงรายละเอียดพร้อมกับแผนงานที่ปฏิบัติได้จริง เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค
และเปลี่ยน “วิธีคิด” หรือ mindset ของคนที่อยู่ในรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


