
อีกไม่กี่วัน “รัฐบาลใหม่” น่าจะได้เข้าบริหารประเทศ
เพราะ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล”
ได้นำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งแล้ว จากนั้นคงไม่นาน “รัฐบาลใหม่” ก็จะได้เข้าทำหน้าที่
บ้านเมืองตอนนี้
มีปัญหารอ “รัฐบาล ๔ เดือน” เข้ามาสะสาง-แก้ไขกองเป็นภูเขา ทั้งสงครามชายแดน สงครามเศรษฐกิจ-การค้า สงครามภาษีทรัมป์
สงครามปากท้องชาวบ้าน สงครามรายได้ไม่พอรายจ่าย สงครามหนี้สินชาวบ้านที่ “ทั้งชาติ” ไม่มีวันได้รับการปลดปล่อย
ยังไม่รวม สงครามคอร์รัปชันในวงข้าราชการและนักการเมืองในคราบประชาธิปไตยเลือกตั้ง เพื่อเข้ามากัดกร่อนกินชาติ
และทิศทางประเทศที่ “รัฐบาลอนุทิน” จะนำไปสู่ศตวรรษใหม่ มันคืออะไร อยู่ตรงไหน และจะไปถึงได้อย่างไร?
เหล่านี้ เป็น “ความหวังของชาติ” ที่หวังจะได้จากรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯ อนุทิน”
แต่ ๔ เดือน อย่าว่าแต่ลงมือทำเลย ต่อให้มีพรจากพระเจ้า เนรมิตได้ ก็เนรมิตได้ไม่ครบ!
ไม่ได้สบประมาท แต่พูดบนฐานเวลา ๔ เดือนกับปัญหาที่ต้องแก้ไข เพราะต้องไม่ลืมว่า “รัฐบาลอนุทิน-ภูมิใจไทย” เกิดขึ้นบนความต้องการของพรรคประชาชนที่ตั้งเป็นเงื่อนไข “เพื่อเขา”
คือ ๔ เดือน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสู่การตั้ง ส.ส.ร.เขียนฉบับใหม่ทั้งฉบับ ต้องเสร็จเข้าสู่สภา และลง “ประชามติ”
จากนั้น นายกฯ อนุทินต้อง “ยุบสภา” ทันทีภายใน ๔ เดือนนั้น เพื่อการเลือกตั้งใหม่!
เห็นอย่างนี้แล้ว ก็เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและบ้านเมืองที่จะตามมาในเดือน “ตุลา.-พฤศจิกา.”
เพราะในเวลา ๔ เดือน รัฐบาลต้องทำงานแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมืองและประชาชน ที่รอคอย
ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำงานแก้รัฐธรรมนูญเป็น “ภาคบังคับ” เพื่อฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ตั้ง ส.ส.ร.เขียนฉบับใหม่ให้พรรคประชาชน
แล้วรีบ “ยุบสภา”!
สรุปแล้ว เท่ากับว่า “นายกฯ อนุทิน” เป็นรัฐบาลเพื่อภารกิจหลัก “ฉีกรัฐธรรมนูญ” และ “ยุบสภา” ให้พรรคประชาชน
ปัญหาของชาติ-ประชาชน ที่รัฐบาลต้องแก้ กลับเป็นเรื่องรอง!?
ตรงนี้ นายกฯ อนุทิน จะบริหารเวลา ๔ เดือนอย่างไร?
ที่จะตอบทั้งโจทย์ส่วนรวมของชาติและโจทย์ส่วนตัวของพรรคประชาชน โดยตัวเองและคนนอกที่เข้ามาช่วยงาน “ไม่บาดเจ็บ” ทางใจ
ห่วงหรอก จึงฝากให้คิด
เพราะดูแนวโน้มแล้ว เมื่อ “ยูเอสดอลลาร์” ไม่ใช่ “พระเจ้า” ของสังคมโลกเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
วิกฤตศรัทธาสหรัฐฯ และดอลลาร์.....
จะทำให้เกิดวิกฤต “เศรษฐกิจและการเงิน” ในตลาดทุนและตลาดการเงินโลก ประเทศต่างๆ จะพากันเปลี่ยน “เงินทุนสำรอง” จากดอลลาร์ไปเป็น “พระเจ้าองค์ใหม่”!
อีกทั้ง “ตุลา.” คู่กับคำว่า “อาถรรพณ์”
มักจะมีทั้งภัยจากธรรมชาติ ทั้งภัยจากมนุษย์รูปแบบต่างๆ ประเด-ประดัง
จึงขอฝากเป็น “โจทย์ ที่ ๓” ให้รัฐบาลใหม่เตรียมตั้งรับสถานการณ์เฉพาะหน้าไว้บ้าง
อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฉีกเขียนใหม่ โดยไม่มองหน้า-มองหลัง แล้วศรัทธาที่จะได้ มันจะละลายไปกับความร้อนในอารมณ์คน!
เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ สส.ยื่นเรื่องถาม “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในประเด็นว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง?”
ซึ่งศาลตั้ง ๒ ประเด็นในการพิจารณา คือ
ประเด็นที่ ๑ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ รัฐสภา มีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
มติ ๕:๒ วินิจฉัยว่า รัฐสภา มีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่า “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?” เสียก่อน
การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย
ซึ่ง "รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้”
แต่ “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง"
ประเด็นที่ ๒ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติกี่ครั้ง?
มติ ๖:๑ วินิจฉัยว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ๓ ครั้ง ได้แก่
-ครั้งที่ ๑ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
-ครั้งที่ ๒ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า “มีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร?”
-ครั้งที่ ๓ ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่า “เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?”
การออกเสียงประชามติครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
เมื่อวาน (๑๖ ก.ย.) นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า
การตอบคำถามที่ไม่มีใครถามของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับประเด็นการจัดทำประชามติเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญแถมคำตอบมาให้ว่า
รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง นั้น สร้างความรู้สึกถึงขนาดที่เรียกว่า “ช็อก” กับประชาชนที่รักประชาธิปไตยโดยทั่วถ้วนหน้า
และเป็นการยืนยันคำกล่าวที่ว่า “ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น”
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกร่างขึ้น โดยกลุ่มคนที่เผด็จการ คสช.แต่งตั้งขึ้น วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเผด็จการของฝ่ายอนุรักษนิยม
คนไทยจึงได้เห็นกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงนักการเมืองทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและฮั้วการแต่งตั้งที่พยายามทุกวิถีทางที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ไม่ให้แก้ไขหรือร่างขึ้นใหม่โดยประชาชน เพราะจะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งนิยมเผด็จการไม่มีที่ยืนในสังคมประชาธิปไตย
แล้วนายนรินท์พงศ์ก็กล่าวตอนท้ายว่า...
“ความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นตลกร้ายทางการเมือง ที่เผด็จการทิ้งไว้ให้ที่แทบจะไม่มีโอกาสแก้ไข”
ก็เข้าใจรสนิยมประชาธิปไตยของนายนรินท์พงศ์ แต่ข้อความที่คุณเขียนในฐานะทนายนั้น มันไม่เกินเลยไปหน่อยหรือ?
ไปลากโยงเรื่องชนชั้น เรื่องเผด็จการ เรื่องอนุรักษนิยม ถึงขั้นใช้คำที่ว่า
“ความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญที่ “ไม่ให้ประชาชนเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตลกร้ายทางการเมือง” ถึงขั้นทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยช็อกถ้วนหน้า" นั่นน่ะ!
นายนรินท์พงศ์ก็ทราบมิใช่หรือ ว่าศาลเคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า
“รัฐสภามีหน้าที่และอํานาจจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้”
แต่ต้องให้ประชาชนผู้มีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า.....
“ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?”
นั่นคือ ศาลไม่ได้ห้าม คือให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และที่ศาลบอก “แต่ไม่ให้ประชาชนเป็นผู้ร่าง” หมายถึงการตั้ง ส.ส.ร.มาร่างนั้น “ทำไม่ได้”
นี่ไม่ใช่ศาลตอบโดยที่ไม่มีใครถาม อย่างที่นายนรินท์พงศ์ว่า หากแต่ประเด็นนี้ สส.เคยถามแล้ว และศาลวินิจฉัยไปแล้ว
เมื่อมาถามประเด็นเดิมอีก ศาลจึงยกความในมาตรา ๑๕๖(๑๕) ที่เคยตอบไปแล้วมาย้ำให้ชัดลงไปอีกที จะได้ไม่ต้องมาถามซ้ำซาก ว่า
“หลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกําหนดข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ มิให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเด็ดขาด
ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๑) ถึง (๙)
และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ “สามารถกระทำได้โดยประชุมร่วมกันของรัฐสภา” ตามมาตรา ๑๕๖ (๑๕)
โดยกำหนดให้ “รัฐสภา” ประชุมร่วมกัน เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๕๖ ซึ่งต้องดําเนินตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกําหนดโดยเคร่งครัดว่า
กรณีใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยเด็ดขาด ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๕
หรือกรณีใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ หากแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา ๒๕๖ (๘)
สรุปก็คือ ศาลไม่ได้ห้ามการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๖ (๑๕) กำหนดให้ต้องทำโดยรัฐสภา
นั่นคือ จะตั้ง ส.ส.ร. (หมายถึงประชาชน) เขียนใหม่กันเอง อย่างนั้น ทำไม่ได้
ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ สส.ขอแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีหลักการและเหตุผลให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น
โดยมีเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมาตรา ๒๕๖/๑ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้น
ศาลท่านก็เคยวินิจฉัยไว้แล้วเช่นกันว่า....
“การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ (๑๕) บัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกระทำโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามุ่งประสงค์ให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการใช้อํานาจของรัฐสภาโดยเฉพาะ”
แล้วมัน “ตลกร้าย” ทางการเมืองตรงไหน หือ...นายนรินท์พงศ์
ถามตรงๆ เจตนาแท้จริงที่มุ่งมั่นตั้ง ส.ส.ร.มาเขียนรัฐธรรมนูญ โดยอ้างคำว่า “ประชาชน” บังหน้า นั้น
เนื้อแท้ที่จะทำกัน มันคืออะไร ?
ไม่ต้องให้คนระดับ “นายกสมาคมทนายความ” ตลอดกาลตอบหรอก ไปถามควายแดง ควายส้ม มันก็ตอบได้
.....ว่าทำไม ต้องตั้ง ส.ส.ร.เขียนรัฐธรรมนูญ?!
นายนรินท์พงศ์เป็นนักกฎหมาย ไหน..ลองบอกซิว่า รัฐธรรมนูญมาตราไหนบ้างที่ไม่ดี เป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเผด็จการของฝ่ายอนุรักษนิยม ต้องแก้ไข
คงไม่ใช่ มาตราที่ห้ามคนต้องโทษคุกเพราะโกงกลับมาเล่นการเมือง
และต้องการยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นะ!?
-เปลว สีเงิน
๑๗ กันยายน ๒๕๖๘
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ส้มเสี้ยม' จะจบยังไง?
ช่วงนี้ ชาวบ้านมี ๒ อารมณ์ คือ ถ้าไม่เครียด ก็รำคาญ! จากเรื่องที่พรรค “แพ้แล้วพาล” ใช้บริการเด็กแก๊ง “วอนนอนคุก” ปลุกม็อบ ให้นับคะแนนใหม่ ไปจนถึงให้เลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
หนู ‘เปล่าปลุก’ ม็อบ
วู้ยยยย...คุณธีระ ก็! ไม่น่าจะต้องออกเนื้อ-ออกตัวว่า “พรรคแพ้เลือกตั้งแล้วตีรง-ตีรวน” อะไรนั่น ให้หมูหมากาไก่มันเขินเลย ชาวบ้าน-ร้านตลาด ที่เคยขี้รดผ้าอ้อมมาก่อน ย่อมเข้าใจ เด็กที่มันเหลิงและหลงตัวจนเป็นสันดาน
กรรม “ไล่ล่า” พรรคส้ม
ก่อนคุยกัน..... สรุปผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ “ล่าสุด” ตอน ๖ โมงเย็น วันที่ ๙ กุมภา.๖๙ กันก่อน
'รัฐบาลภูมิใจไทย'
ก่อนเปิดหีบ ๕ โมงเย็น ฝนซัดกระหน่ำลงมา “ล้างแผ่นดิน” เป็นนิมิตหมายมงคลว่า ผลการเลือกตั้ง ๘ กุมภา.๖๙ จะได้รัฐบาล “รื้อ-ล้าง-สร้างใหม่” ระบบบริหารราชการงานเมือง โดยไม่แคร์หน้าอินทร์-หน้าพรหม-ยม-ยักษ์ ที่ไหน

