คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’ ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ อาจไม่ได้ทำให้อาการโกรธ หรืออาการช็อกของประชาชนหายไป แต่อย่างน้อยไม่ทำให้อาการเดือดดาลมีไปมากกว่านี้
ขณะเดียวกัน จับใจความประเด็นที่นายอนุทินพยายามอธิบาย คล้ายกับว่า ยอมโดนด่าเพราะปรับขึ้นราคา ดีกว่าโดนด่าเพราะไม่มีน้ำมันให้ประชาชนเติม จนเกิดการชุลมุนหน้าปั๊มเหมือนหลายวันที่ผ่านมา
“ผมต้องขออภัยและขอโทษพี่น้องประชาชนต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมัน เราตัดสินใจใน 15 วันแรกที่จะพยุงราคาน้ำมันไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน ให้ประชาชนได้มีการปรับตัว”
อย่างไรก็ดี การขอโทษประชาชนเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าใครจะมองว่า ช้าไปหรือไม่ เพราะการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนใดๆ ล่วงหน้าให้ประชาชนทราบ
ถือเป็นความผิดพลาดที่รัฐบาลไปอั้นเอาไว้แต่แรกโดยการพยุงและใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุน ฝืนกลไกเอาไว้จนสุดท้ายต้องอั้นไม่อยู่ และเกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกักตุนน้ำมัน การลักลอบขายน้ำมันให้ประเทศเพื่อนบ้าน จนประชาชนไม่มีน้ำมันให้เติม เกิดภาพต่อแถวยาวเหยียด ชุลมุนกันไปหลายสัปดาห์
ในทางการเมืองอาจจะกลัวเสียคะแนนนิยม แต่สุดท้ายเมื่อสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ กลายเป็นรัฐบาลตัดสินใจพลาด และได้ผลลัพธ์หนักกว่าเก่า
หลังจากนี้ราคาน้ำมันน่าจะผันผวนต่อ แต่คงไม่สำคัญเท่ากับมีน้ำมันเพียงพอให้กับประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งหากบริหารจัดการผิดพลาดจนทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนเหมือนก่อนหน้านี้อีก จะกระทบเป็น 2 เท่า ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง หรือภาคการท่องเที่ยวที่เป็นช่วงไฮซีซั่น
รัฐบาลจะเจอศึกหนักกว่านี้ โดยเฉพาะบรรดาม็อบต่างๆ ที่มีพื้นฐานมาจากความเดือดร้อน จะกรีธาทัพมาล้อมกรุง จนเขย่ารัฐบาลได้เลย
ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ามีเพียงพอ และ ‘อนุทิน’ เป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้เองว่า กระทรวงการต่างประเทศสามารถเจรจากับประเทศอิหร่าน ให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้น้ำมันจะมีเพียงพอ แต่ ‘การบ้าน’ ของรัฐบาลยังมีอีกหลายข้อรออยู่เพียบ เพราะเมื่อราคาน้ำมันขึ้น ราคาสินค้าต่างๆ ย่อมปรับตัวตามไปด้วย ทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาคือ ‘มาตรการช่วยเหลือประชาชน’ ของรัฐบาลที่มีการระบุไว้ว่า เตรียมไว้แล้ว เพียงแค่รอ ‘ครม.อนุทิน 2’ มีอำนาจเต็ม จะตรงจุด โดนใจ ช่วยประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน
ลำพังโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่นายอนุทินยืนยันแล้วว่า มาแน่นอนหลังแถลงนโยบาย แม้จะพลัส พลัส มากกว่าเดิม แต่ไม่เพียงพอ และไม่ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือในภาวะน้ำมันปรับตัวสูง เนื่องจากเป็นนโยบายที่ต้องทำอยู่แล้ว เพราะหาเสียงเอาไว้ตอนเลือกตั้ง
หรือโครงการเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 400 บาท ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงระห่ำแบบรวดเร็วได้
ดังนั้นมันต้องมีอะไรที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จริง และทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อย แรงงาน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกมากมายให้ครอบคลุม
ประชาชนไมได้ต้องการโครงการที่ว้าวเหมือนตอนสภาวะปกติ หากแต่ต้องการโครงการที่เข้าไปช่วยได้จริงและจับต้องได้ในยามจำเป็นเช่นนี้ โดยไม่เฉพาะเจาะจง เพราะนาทีนี้ทุกคนคือ ‘ผู้ประสบภัย’ หมด
ที่สำคัญ รัฐบาลต้องพยายามไม่ทำโครงการเฉพาะหน้าที่ทำให้เกิดช่องโหว่และประชาชนคิดได้ว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง หรือมีคนในองคาพยพได้ผลประโยชน์
นาทีนี้ต้องเป็นโครงการที่ช่วยเหลือได้จริงๆ!
ขณะเดียวกัน ภายหลังมีอำนาจเต็มแล้ว จะไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง หรือข้อจำกัด สถานการณ์นี้จะเป็นการพิสูจน์ ‘มืออาชีพ’ ของรัฐบาลทุกคนที่โฆษณาสรรพคุณเรียกคะแนนจนได้มาถล่มทลายในการเลือกตั้งด้วยว่า เป็น ‘ของจริง’ หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.การคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ
ในช่วงอลหม่านก่อนหน้านี้ตอนประชาชนไม่มีน้ำมันเติม คนเหล่านี้ถูกตั้งคำถามเสียงดังมาแล้วรอบหนึ่ง ฉะนั้น ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ มันย่อมพิสูจน์ได้ดีว่า สรรพคุณตอนหาเสียงกับเวลาลงสนามจริงมันตรงปกหรือไม่
งานยากกว่าราคาน้ำมันแพง กำลังรอรัฐบาลแก้ตัวจากความผิดพลาด เป็นโอกาสที่จะได้ลดทอนอารมณ์โกรธเกรี้ยวของประชาชนลง
รอดู ประชาชนจะเย็นลง หรือจะยิ่งทวีความเดือดดาล.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม
สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง
ขอโทษปชช.แบกหลังแอ่นค่าไฟสาธารณะ จ่อชงนายกฯ เขี่ยออกจากบิล
“เอกนัฏ-พลพีร์"ประสานเสียง เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน คาดเริ่มเห็นผลค่าไฟลดลงช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ รอถก "เอกนิติ" ชงนายกฯก่อน
'ทรงศักดิ์' ลุยฟ้องคลิปเสียงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ไม่รู้จัก 'ส้ม – กิจ'
“ทรงศักดิ์” ไม่ทน สั่งฝ่ายกฎหมายรวบรวมหลักฐานฟ้อง ปมคลิปเสียงเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียหาย ยัน ไม่รู้จัก "ส้ม-กิจ" เชื่อ ความจริงจะปรากฏ ปัด มท.ป่วนเพราะขัดแย้งขย่มเก้าอี้
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
นายกฯ สั่งศูนย์บริการประชาชน เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส ร้องเรียน ปมสอบขรก.ท้องถิ่น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 256/2569เรื่อง การอำนวยความสะดวกในการเสนอเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส กร
คุ้ยเส้นเงินโกงสอบ! จ่อฟันข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ‘อนุทิน-ปลัดมท.’เมินคลิป
"อนุทิน" ป้อง "ปลัด มท." หลังมีคลิปพาดพิงภรรยาปลัดเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น

