เลิก ‘สำเนาบัตรประชาชน’ ไม่พอ...ต้องกระโดดสู่ e-govt

คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยที่ให้หน่วยราชการให้เลิกการขอสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านจากประชาชนเมื่อเร็วๆ นี้ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบราชการไทยกันเลยทีเดียว
คำถามคือทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ เช่นนี้ และกินเวลายาวนานขนาดนี้?
คำตอบก็คือ เพราะการพิจารณายกเลิกระเบียบราชการยังต้องผ่านขั้นตอนของระเบียบราชการอยู่ดี!
ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศนโยบาย Thailand 4.0 มายาวนาน แต่ขั้นตอนและกระบวนการที่จะบรรลุเป้าหมาย e-government ยังต้องผ่านระบบ analog แบบเดิม
เหมือนจะไปขึ้นเครื่องบินยังนั่งเกวียนไปถนนลูกรัง
เป้าหมายของระบบ “ราชการไร้กระดาษ” หรือ paperless government จึงยังไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ทั้งๆ ที่มีการดำเนินนโยบายให้ประชาชนทำแบบ smart card ซึ่งมีข้อมูลที่บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านบนกระดาษครบถ้วนแล้ว
แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทางราชการก็ยังไม่สามารถยกเลิกระบบกระดาษ
เมื่อเลิกกฎเก่าไม่ได้ ข้าราชการก็ต้องทำแบบเดิม
เพราะการบังคับให้ราษฎรต้องไปทำ “สำเนา” ของเอกสารทางราชการนั้นยังเป็นการตอกย้ำถึง “อำนาจ” ของข้าราชการ
วิธีคิดแบบราชการยังเป็น “นาย” ของราษฎรยังฝังแน่นอยู่
การยกเลิกระเบียบเก่าจึงเกิดขึ้นไม่ได้
ยกเว้นเมื่อมีระดับผู้นำในหน่วยราชการที่มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ เปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการได้ด้วยการพิสูจน์ว่าวิธีการใหม่นั้นสะดวก, ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการเดิมมากมายหลายเท่า
เช่น กรณีการทำบัตรประชาชนและหนังสือเดินทาง หรือ passport ที่ได้ปรับเปลี่ยนจนทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น, เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพกว่าเดิมอย่างชัดเจน
การทำบัตรประชาชนก็อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทยเช่นกัน แต่การเรียกสำเนาบัตรประชาชนนั้นเป็นหลักปฏิบัติของทุกหน่วยราชการ
ดังนั้นแม้ว่ากระทรวงมหาดไทยจะเปลี่ยนวิธีการทำบัตรประชาชนให้สอดคล้องกับปรัชญาการ “รับใช้ประชาชน” ในยุคใหม่ แต่ระเบียบราชการในภาพรวม เช่น การต้องมี “สำเนา” บัตรประชาชนก็ยังไม่มีการยกเลิก
เหมือนกับมือซ้ายของรัฐบาลไม่รู้ว่ามือขวาทำอะไรอยู่
เพราะหัวไม่ได้สั่งลงมาให้มือและเท้าทำงานร่วมกันให้เป็นระบบ
เพื่อให้สอดคล้องกับหลักของการบริการประชาชนที่ต้อง 'กระชับ สะดวก รวดเร็ว'
ในหลายประเทศมีที่สิ่งที่เรียกว่า “กฎบัตรประชาชน” หรือ Citizen’s Charter
ที่มีหลักสำคัญว่า เจ้าพนักงานของรัฐมีหน้าที่ต้องรับใช้ประชาชน
ซึ่งไม่ได้หมายความเพียงการ “ลดภาระของประชาชน” แต่ยังหมายรวมถึงการถือเอาความสะดวกและสิทธิของประชาชนเป็นหัวใจของการทำงานของหน่วยงานของรัฐทั้งสิ้นทั้งปวงด้วย
“กฎบัตรประชาชน” จะต้องกำหนดไว้ว่าประชาชนจะคาดหวังประสิทธิภาพของ “บริการประชาชน” ได้เพียงใด
เช่น การบริการของหน่วยงานรัฐในเรื่องต่างๆ นั้นจะรับรองความรวดเร็ว, กระชับและคล่องตัวมากน้อยเพียงใด
พนักงานรัฐคนใดทำไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางเอาไว้จะต้องถูกลงโทษ และการประเมินผลงานหรือ “ตัวชี้วัด” KPI ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นจะต้องอยู่ที่ว่าประชาชนมีความพอใจในการรับใช้พลเมืองอย่างไร
เป็นการโยกจากวิธีคิดเดิมของไทยที่ว่าประชาชนต้องมาอ้อนวอนขอร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรให้กับตน
กลายเป็นการที่การได้บริการอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ของประชาชน
ยิ่งเมื่อมาถึงยุคดิจิตอลด้วยแล้ว คำว่า e-government จะต้องเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
มาถึงจุดนี้เพียงแค่ยกเลิกการเรียก “สำเนา” เอกสารทางการเท่านั้นไม่พอแล้ว ยังต้องก้าวกระโดดไปสู่ระบบอัตโนมัติที่เชื่อถือและตรวจสอบได้เช่น
1.การพิสูจน์ตัวตนของผู้รับบริการ ด้วยบริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิตอล เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเจ้าของตัวจริง เอกชนหลายแห่งเริ่มทำแล้ว แต่ทางราชการยังไม่เริ่มอย่างจริงจัง
ความจริงก่อนหน้านี้กระทรวงมหาดไทยได้เริ่มทำโครงการพิสูจน์ใบหน้าทางดิจิตอลแล้ว ผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว
แต่จะด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบ ยังไม่ถึงขั้นที่ให้บริการได้
National Digital ID (NDID) Platform คือ Platform กลางของประเทศไทยในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิตอล เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าด้วยกัน
นี่คือแนวคิดการสร้างระบบกลางสำหรับบริหารจัดการ Digital ID เพื่อสนับสนุนกระบวนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
เช่น การตรวจพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (e KYC)
การลงนามด้วยลายมือชื่อดิจิตอล (e Signature)
การให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e Consent) เป็นการสร้างมาตรฐานและยกระดับการทำธุรกรรมต่างๆ ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
อีกทั้งยังเป็นการสร้างระบบ Data Sharing โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ อย่างไรก็ตาม การ Data Sharing ดังกล่าวต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนจึงจะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้
หลักการออกแบบระบบ NDID เป็นแบบ Data Security and Privacy by Design เป็นบริการที่มีความปลอดภัยสูงด้วยการเข้ารหัสในการรับส่งข้อมูล
และระบบไม่มีการรวมศูนย์เก็บข้อมูล ข้อมูลยังคงอยู่กับหน่วยงานที่ดูแลข้อมูลและให้บริการลูกค้า
ระบบถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Decentralized ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งผู้ดูแลระบบคือ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัล ไอดี จำกัด จะไม่สามารถเห็นข้อมูลใดๆ ของลูกค้า เพราะบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัล ไอดี จำกัด เป็นการร่วมกันระหว่างเอกชนและราชการไม่ต่ำกว่า 60 แห่ง
2.การตรวจสอบข้อมูลหรือเอกสารประกอบนั้นไม่จำเป็นต้องมีเอกสารประกอบที่เป็นกระดาษ สามารถตรวจสอบทางดิจิทัลกับหน่วยงานที่รับผิดชอบได้
โดยหน่วยงานให้บริการหรือแอปที่ให้บริการสามารถส่งข้อมูลไปตรวจสอบจากการเชื่อมต่อที่ออกแบบไว้แล้วกับหน่วยงานที่ออกเอกสาร หรือผู้รับบริการสามารถเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีลายเซ็นดิจิตอลของผู้ออกเอกสารที่เคยขอไว้แล้ว ในวอลเล็ตของตัวเอง
และสามารถส่งเอกสารนั้นทางดิจิตอลพร้อมลายเซ็นที่ตรวจสอบทางดิจิตอลได้
ทั้งหมดนี้ต้องมีการออกแบบให้รองรับไว้ก่อน
3.การทำธุรกรรมที่ร้องขอสามารถออกแบบให้เป็นแบบอัตโนมัติ
โดยผ่านกระบวนการพิจารณาแบบอัตโนมัติด้วยกระบวนการในระบบจัดการและอนุมัติโดยไม่ต้องผ่านคน
วิธีนี้จะลดขั้นตอน ลดเวลา ลดคอร์รัปชัน และลดต้นทุนได้มากมาย และสามารถจัดการโดยระบบกลางแล้วจึงส่งผลลัพธ์ให้ต้นสังกัดอีกที
ดังนั้น หลังจากเลิก “สำเนาบัตรประชาชน” ก็มีการบ้านใหม่ๆ ที่ต้องรีบทำอย่างเร่งร้อนกันเลยทีเดียว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน