การทูตเรือปืนในศตวรรษที่ 21

เพื่อเป้าหมายหลากหลาย กระทั่งล้มรัฐบาลของอีกฝ่าย โดยแก่นหลักยังเป็นการข่มขู่ใช้กำลังทหาร

Gunboat Diplomacy (การทูตเรือปืน) ในทางรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หมายถึง "การดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยใช้กำลังทางทหาร (โดยเฉพาะกองทัพเรือ) หนุนหลังเพื่อข่มขู่หรือกดดัน"

นิยาม :

การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) ความหมายตรงตัวคือ การข่มขู่ด้วยกองทัพเรือ เล็งถึงสมัยก่อนที่ใช้เรือรบแล่นตามชายฝั่งหรือแม่น้ำ เพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม มักมีเป้าหมายเพื่อขยาย

ภาพ : เรือรบสีดำ (Black Ships) ปิดอ่าวโตเกียว

เครดิตภาพ : ปัญญาประดิษฐ์

การค้าให้อีกฝ่ายเปิดตลาด เช่น กรณีที่ทำกับลาตินอเมริกา อาณาจักรจีน และอีกหลายประเทศ

ปัจจุบันนิยามขยายกว้างออกไป เช่น ไม่ใช้แค่กองทัพเรือเท่านั้น เพื่อเป้าหมายหลากหลาย กระทั่งล้มรัฐบาลของอีกฝ่าย โดยแก่นหลักยังเป็นการใช้กำลังทหารเพื่อเตือนหรือข่มขู่ และอาจลงมือใช้กำลังหากจำเป็น

หัวใจของการทูตเรือปืนไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบ (Total War) แต่เป็นการ "ข่มขู่เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย" (Coercion) มีลักษณะสำคัญ

1) อสมมาตรของพลัง (Asymmetry) มักเกิดขึ้นระหว่างมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีทางทหารสูงกับรัฐที่อ่อนแอกว่า

2) จิตวิทยาความกลัว ใช้การแสดงแสนยานุภาพ (Show of Force) ให้ฝ่ายตรงข้ามประเมินว่าการสู้รบจะได้ไม่คุ้มเสีย จึงยอมทำตามข้อเรียกร้อง

3) รวดเร็วและจำกัดขอบเขต ผู้ใช้กลยุทธ์นี้ต้องการผลลัพธ์เร็ว โดยไม่ต้องยกพลขึ้นบกยึดครองเมือง เพียงแค่ให้เซ็นสัญญาหรือมอบสิทธิประโยชน์ก็จบ

ที่มาและบริบททางประวัติศาสตร์ :

การทูตเรือปืนมาในยุคที่เรือรบติดปืนใหญ่ ข้อดีคือสามารถแล่นเรือโจมตีที่ต่างๆ ตามทางน้ำ อาจเป็นชายฝั่งทะเล แม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งในสมัยก่อนเมืองหรือสถานที่สำคัญมักใกล้แม่น้ำ เรือปืนสามารถหลบหลีกการโจมตี หรือถอนตัวได้ง่าย

ยุคทองของ Gunboat Diplomacy คือศตวรรษที่ 18-19 (ยุคล่าอาณานิคม) ที่ผู้ล่าอาณานิคมส่งเรือรบสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ยกตัวอย่าง ค.ศ.1718 รัฐบาลอังกฤษใช้การทูตเรือปืนเตือนกองกำลังเดนมาร์กที่วางแผนส่งกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานไปยังเกาะเซนต์จอห์นในทะเลแคริบเบียนตะวันออก ที่ทางเดนมาร์กเข้าใจว่าเป็นอาณานิคมของตน

ค.ศ.1853 พลเรือจัตวาแมตธิว เพอร์รี (Matthew Perry) ของสหรัฐ นำเรือรบสีดำ (Black Ships) ไปปิดอ่าวโตเกียว เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศค้าขาย ลงนามในสนธิสัญญาคานางาวะในปีถัดมา นำสู่การล่มสลายของระบอบโชกุน เกิดการปฏิรูปเมจิในเวลาต่อมา

ใช้ควบคู่มาตรการอื่นและเป้าหมาย :

ทุกวันนี้การทูตเรือปืนมักไม่ใช้เดี่ยวๆ แต่ร่วมกับมาตรการอื่น เช่น คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ปฏิบัติการลับเพื่อบ่อนทำลาย หรือเตรียมตัวส่งกองทัพเข้ารุกราน

การทูตเรือปืนเป็นมาตรการหนึ่งที่แสดงความเป็นปรปักษ์ ถ้าอธิบายตามลัทธิล่าอาณานิคมในกรณีขั้นสุดคือล้มล้างผู้ปกครองฝ่ายตรงข้าม แล้วจัดตั้งรัฐบาลหรือผู้ปกครองใหม่ที่เป็นมิตรกับตน จึงไม่ใช่การประจำการทหารจำนวนมากเพื่อยึดครองดินแดน ผลที่ต้องการจริงๆ คือให้ได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมอยู่ใต้อิทธิพล ยอมให้เจ้าอาณานิคมตักตวงผลประโยชน์ตามต้องการ ทั้งยังช่วยรักษาชื่อเสียง ลดทอนคำพูดทำนองยึดครองดินแดนผู้อื่น ลดแรงต้านทั้งในกับนอกประเทศ

ในศตวรรษที่ 21 ผู้เชี่ยวชาญบางคนตีความว่าโลกอยู่ในลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) โดย

1) การเปลี่ยนรูปจาก "อำนาจปืน" เป็น "อำนาจเงิน" (Economic Dependency) ในศตวรรษที่ 21 การล่าอาณานิคมไม่ได้มาในรูปของการส่งข้าหลวงมาปกครอง แต่มาในรูปของ "บรรษัทข้ามชาติ" (MNCs) และ "สถาบันการเงินระหว่างประเทศ" ประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพาสินค้าทุนและเทคโนโลยีจากประเทศมหาอำนาจ ทำให้เกิดวงจรหนี้สินและกับดักหนี้ (Debt-Trap Diplomacy) เจ้าอาณานิคมให้กู้ยืมเงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งหากประเทศผู้กู้ไม่สามารถชำระคืนได้ มหาอำนาจอาจเข้าถือครองสิทธิ์ในทรัพยากรหรือจุดยุทธศาสตร์สำคัญแทน

2) ลัทธิล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม (Cultural Imperialism) มองว่ามหาอำนาจใช้อำนาจละมุน (Soft Power) ในการครอบงำทางความคิด ให้ยึดค่านิยม ตรรกะแบบตะวันตก ภาษา และวิถีชีวิตผ่านสื่อบันเทิงและโซเชียลมีเดีย ทำให้ประเทศอื่นยอมรับบรรทัดฐานของมหาอำนาจโดยไม่รู้ตัว จนสูญเสียอัตลักษณ์หรืออำนาจอธิปไตยทางปัญญา

3) การครอบล้ำทางเทคโนโลยีและข้อมูล (Digital Colonialism) ประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น AI, Big Data, Semiconductors) กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางโลก

การเก็บข้อมูลจากประชากรทั่วโลกโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศแม่ ถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการ "สูบเอาทรัพยากร" (Data Extraction) คล้ายกับการขุดแร่ในยุคอาณานิคมเดิม

4) ระบบระเบียบโลกที่เอื้อต่อผู้ชนะ (Structural Realism) กฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรระดับโลก (เช่น UN, WTO, IMF) ถูกออกแบบโดยผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้ ทำให้ประเทศขนาดเล็กมีอำนาจต่อรองจำกัด

ดังจะเห็นว่าการนำเสนอนโยบายของชาติมหาอำนาจ การอธิบายตีความสถานการณ์โลกมักพูดถึงการจัดระเบียบโลก ซึ่งก็คือการสร้างอาณานิคมใหม่นั่นเอง

การทูตเรือปืนในปัจจุบัน :

สมัยรัฐบาลรูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ตั้งใจใช้กำลังทหารร่วมกับนโยบายต่างประเทศต่อประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกากับแถบแคริบเบียน ใช้การทูตเรือปืนเพื่อกระชับอำนาจสหรัฐในภูมิภาคนั้น เป้าหมายหนึ่งที่ต้องการคือเปิดทางให้เอกชนอเมริกันเข้าไปลงทุนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และให้มั่นใจว่าสหรัฐคงอิทธิพลไว้ (ใช้พลังการค้าควบคุมเศรษฐกิจ เป็นแหล่งทรัพยากร) นอกจากนั้นยังเป็น dollar diplomacy ที่ประเทศเหล่านั้นต้องสนับสนุนดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับเปิดตลาดให้สินค้า MADE IN USA

สังเกตว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาล กองทัพและภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่

สรุป ในอดีตการทูตเรือปืนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ครอบงำลาตินอเมริกากับแถบแคริบเบียนของสหรัฐนั่นเอง สังเกตว่ารัฐบาลทรัมป์ยังใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกับเวเนซุเอลาที่กำลังพูดถึงขณะนี้

ในศตวรรษที่ 21 การทูตเรือปืนถูกลดทอนความก้าวร้าวและเปลี่ยนรูปแบบ เนื่องจากกฎบัตรสหประชาชาติห้ามการใช้กำลังคุกคามอธิปไตย แต่คงอยู่ในรูปแบบ "Naval Diplomacy" (การทูตนาวี) มีรูปแบบย่อย เช่น Carrier Strike Groups คือการที่สหรัฐส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปแล่นในภูมิภาคที่มีความตึงเครียด เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนพันธมิตรหรือข่มขู่ศัตรู

Freedom of Navigation (FONOPs) คือ การที่มหาอำนาจส่งเรือรบแล่นผ่านน่านน้ำที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (เช่น ในทะเลจีนใต้) เพื่อแสดงอำนาจว่าตนไม่ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของอีกฝ่าย

การซ้อมรบ (Military Exercises) ซ้อมรบใกล้พรมแดนประเทศคู่ขัดแย้ง ก็ถือเป็นการ "ข่มขู่ทางอ้อม" ในรูปแบบสมัยใหม่

จึงตีความว่าจวบจนปัจจุบันสหรัฐยังใช้การทูตเรือปืน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อและปรับรูปแบบตามบริบทเท่านั้น

การทูตเรือปืนคือเครื่องมือของ Hard Power ที่ใช้ "ความกลัว" เป็นตัวขับเคลื่อนการเจรจา การซ้อมรบ การเคลื่อนย้ายกองเรือเพื่อสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยายังเป็นเครื่องมือสำคัญของมหาอำนาจ และเป็นมาตรการหนึ่งของหลายมาตรการ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เวเนซุเอลาจากพันธมิตรกลายเป็นศัตรูสหรัฐ

ความต้องการถอนอิทธิพลสหรัฐ เปลี่ยนเวเนซุเอลาจากพันธมิตรกลายเป็นศัตรู ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ สังคมอยู่ในสภาพอ่อนแอ ประชาชนอ่อนเปลี้ย ช่วยตัวเองไม่ได้

แนวทางสร้างชาติซาอุฯด้วยAI

ซาอุฯ เป็นชาติที่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้นแบบแก่ชาวอาหรับและโลกมุสลิมทั้งปวง

สงครามการค้าสหรัฐกับจีนใครอึดกว่าชนะ

มหาอำนาจตักตวงผลประโยชน์จากประเทศอื่นๆ ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจด้วยกัน พวกเขาสร้างความขัดแย้งเพื่อได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อเสียประโยชน์

4+4ประเทศสำคัญของศักยภาพทหารโลก

ในภาพระดับโลกมี 8 ประเทศสำคัญมากสุด และสามารถแยกเป็น 2 ระดับ สหรัฐอเมริกามีกองทัพเข้มแข็งที่สุด และใช้ประโยชน์จากกองทัพได้มากที่สุด