พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (38)

 

ไชยันต์ ไชยพร

ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490  เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 และฉบับที่ 3 คือฉบับ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489  ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่ใช้อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2475-2489 เป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ระบอบคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร ได้แก่

1. การเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีสิทธิ์รับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1

2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี และมีวาระอยู่ยาวตราบที่ยังบังคับใช้บทเฉพาะกาลอยู่ 

4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ชุดแรกที่แต่งตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร                                                           

5. คณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่งตั้งตัวเองและพวกพ้องซึ่งส่วนเป็นสมาชิกคณะราษฎรให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2

6. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 รับรองตัวเองให้เป็นคณะรัฐมนตรี

จาก 1-5 บรรดาสมาชิกคณะราษฎรต่างแต่งตั้งตัวเองกลับไปกลับมาหมุนเวียนกันเป็นคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปี จนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489                                                                          

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ แม้จะยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และให้มีสมาชิกพฤฒสภาขึ้นแทน แต่ก็ยังกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามีสิทธิ์ในการรับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง  และแม้ว่าจะกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ได้กำหนดไว้ว่า ในช่วงแรกให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทีนี้ เรามาดูกันว่า สมาชิกพฤฒสภาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นมาเป็นจำนวน 80 คนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นใครและพวกใครบ้าง

และทำไมคนในสมัยนั้นถึงเรียกพฤฒสภาว่าเป็น “สภาปรีดี”   พฤฒสภาเต็มไปด้วยคนของปรีดีจริงหรือ ?

ในการตอบข้อสงสัยข้างต้น ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงภูมิหลังของสมาชิกพฤฒสภาทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า ใน 62 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 30 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี  6 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 15 ท่าน

ต่อไปคือ พระสุธรรมวินิจฉัย  (ชม  วณิกเกียรติ)     

พระสุธรรมวินิจฉัย ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะราษฎร แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 จากนั้น ท่านก็ไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2489 หลังการลาออกของปรีดี พนมยงค์ พระสุธรรมวินิจฉัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 11

ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบตุลาการต้องปรับตัวอย่างมากจากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย และที่น่าสนใจคือ  ในขณะที่ข้าราชการหลายท่านเลือกข้างทางการเมืองชัดเจน แต่พระสุธรรมวินิจฉัยได้รับการยอมรับในฐานะ “ตุลาการอาชีพ” ที่ยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ท่านเป็นหนึ่งในคณะผู้พิพากษาที่ช่วยประคับประคองให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุดในช่วงสุญญากาศทางการเมือง                                                                                                        ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับผู้นำคณะราษฎรอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์เชิง “วิชาชีพกฎหมาย” และ “ลำดับชั้นบังคับบัญชาในระบอบใหม่” มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวในเชิงอุดมการณ์การเมือง  โดยความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับปรีดี พนมยงค์

ค่อนข้างใกล้ชิดในฐานะ “นักกฎหมายรุ่นพี่-รุ่นน้อง” และ “ผู้ร่วมงานในกระทรวงยุติธรรม”                          ส่วนความสัมพันธ์กับ จอมพล ป. พิบูลสงครามจะเป็นในเชิง “ข้าราชการผู้ใหญ่กับผู้นำรัฐบาล” ในสมัยรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม พระสุธรรมวินิจฉัยยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ตุลาการในยุคที่รัฐบาลต้องการความมั่นคงทางกฎหมายเพื่อรองรับนโยบายสร้างชาติ  จอมพล ป. ให้ความเคารพข้าราชการตุลาการที่มีความซื่อสัตย์และมีบารมีสูงอย่างพระสุธรรมวินิจฉัย เพื่อใช้เป็นหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับระบอบใหม่ว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงศักดิ์สิทธิ์และเป็นธรรม หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ท่านมิได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ   จากข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่า การแต่งตั้งพระสุธรรมวินิจฉัย  (ชม  วณิกเกียรติ) ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกพฤฒสภาไม่ได้มีส่วนทำให้พฤฒสภาเป็น “สภาปรีดี” และท่านน่าจะอยู่ในกลุ่ม “ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด”                                                                                                                            ต่อไปคือ พันตรี  สมาน  เทพหัสดิน  ณ  อยุธยา                                                                      พ.ต. สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา  เป็นสมาชิกคณะราษฎร สายทหารบก  และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2  เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2481                                               ความสัมพันธ์กับปรีดี พนมยงค์จะมีลักษณะเป็น “เพื่อนร่วมอุดมการณ์คณะราษฎร” และ “เพื่อนร่วมสภา” ขณะเดียวกัน ท่านเป็นหนึ่งในนายทหารที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างรัฐธรรมนูญในยุคที่ปรีดีพยายามแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน เพื่อลดทอนการผูกขาดอำนาจของฝ่ายทหารบางกลุ่ม จุดที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่ปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 พันตรี สมาน ได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกพฤฒสภา ชุดแรก ซึ่งถือเป็นสภาระดับสูงที่คัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ก่อการที่มีความซื่อสัตย์ต่อระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางของนายปรีดี                        ส่วนความสัมพันธ์กับจอมพล ป. พิบูลสงคามมีลักษณะเป็น “ผู้ใต้บังคับบัญชาสายทหาร” และ “เพื่อนร่วมรุ่นการเมือง”  ในปี 2481 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. เริ่มเรืองอำนาจและเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก พันตรี สมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ส. ประเภทที่ 2 ซึ่งในขณะนั้น ส.ส. ประเภทนี้มักถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญในสภาให้กับรัฐบาลจอมพล ป. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสร้างชาติต่างๆ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ พันตรี สมาน สามารถดำรงตำแหน่งสำคัญได้ทั้งในยุคที่จอมพล ป. มีอำนาจสูงสุด (ส.ส. 2481) และในยุคที่นายปรีดีมีอำนาจสูงสุด (พฤฒสภา 2489) สะท้อนให้เห็นว่า ท่านเป็น “ผู้ก่อการสายกลาง”  ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป  ท่านเน้นการทำงานในสภานิติบัญญัติมากกว่าการแย่งชิงอำนาจบริหารหรือคุมกำลังรบ ซึ่งทำให้ท่านได้รับการยอมรับจากทั้งสองขั้วอำนาจ [1]

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปรีดี พนมยงค์ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ) เริ่มวางรากฐานเพื่อกู้เอกราช พันตรี สมาน ซึ่งเป็นนายทหารที่มีแนวคิดก้าวหน้าและเป็นสมาชิกสภาในขณะนั้น ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านญี่ปุ่น ท่านเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาที่ช่วยประคาบประคองอำนาจของฝ่ายพลเรือนภายใต้การนำของปรีดี เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายทหารที่สนับสนุนญี่ปุ่นฝ่ายจอมพล ป. ในช่วงต้นสงคราม  เมื่อสิ้นสุดสงคราม ท่านได้รับเลือกเป็น สมาชิกพฤฒสภา (พ.ศ. 2489) ซึ่งสมาชิกชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนายปรีดีและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายหลังสงครามเพื่อล้างมลทินการเป็นผู้แพ้สงครามของไทย

หลังการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลสายพลเรือนของปรีดี พนมยงค์ โดยคณะทหารที่นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ บทบาททางการเมืองของท่าน คือ ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ศ. 2490 - 2494) แม้ท่านจะเป็นสมาชิกคณะราษฎรซึ่งมักถูกกวาดล้างหรือลดบทบาทหลังปี 2490 แต่เนื่องจากท่านเป็นนายทหารที่มีความอาวุโสและมาจากตระกูลเทพหัสดินที่มีบารมีสูงในกองทัพ ท่านจึงเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรเพียงไม่กี่คนที่ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งในสภาสูงต่อไป เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางการเมืองและกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่านดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494  ซึ่งมีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 กลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งยุบวุฒิสภาทิ้ง ทำให้บทบาทในสภาสูงของท่านสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ [2]

จากข้างต้น กล่าวได้ว่า การที่พันตรี  สมาน  เทพหัสดิน  ณ  อยุธยา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกพฤฒสภา ไม่น่าจะทำให้พฤฒสภาได้รับการขนานนามว่าเป็น “สภาปรีดี” อย่างชัดเจน แต่ท่านน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มี “แนวโน้มสนับสนุนปรีดี”

ผลล่าสุดคือ

สมาชิกพฤฒสภา

ปรีดี

ไม่ใช่พวกปรีดี

  แนวโน้มสนับสนุนปรีดี

ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด

ม.ล. กรี  เดชาติวงศ์

   +

 

 

 

ร.อ. กำลาภ  กาญจนสกุล ร.น.

   +

 

 

 

พ.ท.  ก้าน  จำนงภูมิเวท 

 

   +

 

 

แก้ว  สิงหะคเชนทร์

 

 

 

     +

หลวงกาจสงคราม

 

   +

 

 

พลเรือตรี กระแส  ประวาหะนาวิน  สรยุทธเสนี

 

 

 

+

 

พลโท หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต

 

  +

 

 

เขียน  กาญจพันธุ์ 

 

 

 

     +

พลโท จิระ  วิชิตสงคราม

 

 

 

     +

จรูญ สืบแสง

    +

 

 

 

จิตตะเสน ปัญจะ

 

  +

 

 

พันโท เจือ  สฤษฎิ์ราชโยธิน 

 

 

 

     +

จำรัส สุวรรณชีพ

   +

 

 

 

จินดา จินตนเสรี

   +

 

 

 

จำลอง ดาวเรือง

   +

 

 

 

หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล  เสรีเริงฤทธิ์) 

 

   +

 

 

ไต๋ ปาณิกบุตร

   

 

+

 

ถวิล อุดล

   +

 

 

 

ทัน พรหมิทธิกุล

   +

 

 

 

พระยานลราชสุวัจน์  (ทองดี  นลราชสุวัจน์) 

 

 

 

       +

พระนิติการณ์ประสม  (สงวน  ชัยเฉนียน)

 

 

 

      +

ปพาฬ  บุญ-หลง

   +

 

 

 

หลวงประสิทธิ์นรกรรม (เจี่ยน  หงสประภาส)

   +

 

 

 

ประทุม  รมยานนท์

 

 

+

 

พันตำรวจเอก พระพิจารณ์พลกิจ

   +

 

 

 

พึ่ง ศรีจันทร์

   +

 

 

 

มิ่ง  เลาห์เรณู

   +

 

 

 

สุกิจ นิมมานเหมินท์

 

 

 

       +

ไสว อินทรประชา

 

 

 

       +

พันโท พระอภัยพลรบ  (ชลอ  อินทรัมพรรย์)

   +

 

 

 

หลวงอรรถกัลยาณวินิจ  (เอื้อน  ยุกตะนันทน์)

 

 

 

     +

อรุณ  แสงสว่างวัฒนะ

 

 

 

    +

    เฉลียว ปทุมรส

   +

 

 

 

   หลวงขาญสงคราม

 

 

 

      +

พันเอก ช่วง  เชวงศักดิ์สงคราม   

 

 

+

 

หลวงชำนาญนิติเกษตร์  (อุทัย  แสงมณี)  

 

 

 

       +

 ชาญ บุนนาค

  +

 

 

 

ชุณฑ์  ปิณฑานนท์  

   +

 

 

 

พลตรี  ไชย  ประทีปะเสน

 

   +

 

 

  ช่วย สุคนธมัต

   +

 

 

 

  ดิเรก ชัยนาม

   +

 

 

 

  เดือน  บุนนาค

   +

 

 

 

พลเรือตรี ถวัลย์  ธำรงนาวาสวัสดิ์ 

   +

 

 

 

พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์  (วัน  จามรมาน)

 

 

+

 

บรรจง  ศรีจรูญ

   +

 

 

 

ประเสริฐ  ศรีจรูญ 

   +

 

 

 

ปราโมทย์ พึ่งสุนทร

   +

 

 

 

พันเอก ทวน  วิชัยขัทคะ

   +

 

 

 

เธียรไท  อภิชาตบุตร์

   +

 

 

 

พลตรี  ปลด  ปลดปรปักษ์  พิบูลภานุวัธน์

 

  +

 

 

 พลโท ประจนปัจจนึก

 

  +

 

 

 พลตรีประยูร ภมรมนตรี

 

  +

 

 

พลโท มังกร  พรหมโยธี             (มังกร ผลโยธิน)    

 

  +

 

 

พระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา)

 

 

 

      +

พันเอก หม่อมราชวงศ์ลาภ  หัสดินทร์ 

 

 

 

     +

เล้ง ศรีสมวงศ์

 

  +

 

 

วิจิตร ลุลิตานนท์

   +

 

 

 

วิลาส โอสถานนท์ 

   +

 

 

 

ร้อยเอก วิมล วิมลสรกิจ

 

 

+

 

ร้อยโท  วิริยะ  วิริยะเหิรหาว    

   +

 

 

 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร 

 

 

 

      +

สงวน จูฑะเตมีย์ (หลวงนฤเบศร์มานิต)

   +

 

 

 

พระสุธรรมวินิจฉัย  (ชม  วณิกเกียรติ)

 

 

 

     +

พันตรี  สมาน  เทพหัสดิน  ณ  อยุธยา

 

 

+

 

จากที่ศึกษาภูมิหลังสมาชิกพฤฒสภาไปทั้งสิ้น 64 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 30 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี  7 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 16 ท่าน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(อ้างอิง: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2544). ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2475-2500. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. (หน้า 188-192) — บันทึกเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้พิพากษาเดิมกับคณะราษฎรในช่วงการวางรากฐานรัฐธรรมนูญ; สมยศ เชื้อไทย. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป. สำนักพิมพ์วิญญูชน. (หน้า 45-47) — กล่าวถึงบทบาทของนักกฎหมายรุ่นพระสุธรรมวินิจฉัยในการประยุกต์ใช้แนวคิดกฎหมายตะวันตกที่นายปรีดีนำเข้ามา; สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ. (2543). กลุ่มขบวนการทางการเมืองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (หน้า 110) — มีการกล่าวถึงรายนามข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนงานด้านธุรการกฎหมายในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม)


[1] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2546). การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน. (หน้า 210-212); สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ. (2543). การเมืองไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2. (หน้า 145-148); วุฒิสภาไทย. (2549). 60 ปี พฤฒสภา: อุดมคติและบทบาท. (หน้า 89).

[2] ราชกิจจานุเบกษา. (2490). พระบรมราชโองการ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา. เล่มที่ 64 ตอนที่ 56. (หน้า 618); สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2550). แผนชิงชาติไทย: การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกใหม่. (หน้า 142-145);  วุฒิสภาไทย. (2554). ทำเนียบสมาชิกวุฒิสภาไทย พ.ศ. 2489 - 2554. (หน้า 102).

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เพื่อไทย ปัดนัดถกภูมิใจไทยแบ่งเก้าอี้ ยันไม่ได้คุยกล้าธรรม-ปชน. ตั้งรัฐบาลแข่ง

"จุลพันธ์" ปัดข่าว "ภูมิใจไทย" นัดคุยแบ่งโควตารัฐมนตรี 24 ก.พ. ยัน ไม่มีดีลกล้าธรรม-ประชาชน ตั้งรัฐบาลแข่ง ย้ำเพื่อไทยยึดหลักการให้พรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำรวมเสียง

ครม.อนุทิน 2 ต้องเป็นที่ยอมรับ การเมืองบ้านใหญ่ยังมีมนตร์ขลัง

ความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" หลังผ่านการเลือกตั้งมาร่วมสองสัปดาห์ จุดที่แวดวงการเมืองจับตามองมากที่สุดก็คือ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จะดึงพรรค "กล้าธรรม"

กฤตย์อิชย์ เลือดใหม่พรรคสีฟ้า ผู้เอาชนะบ้านใหญ่ จังหวัดตรัง ประชาธิปัตย์ กลับมาแล้ว

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา หนึ่งในนักการเมือง ที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองโดยเฉพาะการเมืองในภาคใต้ ก็คือผลการเลือกตั้งส.ส.ตรัง เขต 4 ที่ "กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์

🔴 LIVE ‘วันวิชิต’ อ่านไพ่ โอกาสทอง พลังอนุรักษ์ปักธง ‘ส้ม’ ฟุบ ‘แดง’ หมอบ | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

‘วันวิชิต’ อ่านไพ่ โอกาสทอง พลังอนุรักษ์ปักธง ‘ส้ม’ ฟุบ ‘แดง’ หมอบ อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : : วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569