พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (41)

 

ไชยันต์ ไชยพร

ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490  เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 และฉบับที่ 3 คือฉบับ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489  ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่ใช้อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2475-2489 เป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ระบอบคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร ได้แก่

1. การเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีสิทธิ์รับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 

2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี และมีวาระอยู่ยาวตราบที่ยังบังคับใช้บทเฉพาะกาลอยู่ 

4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ชุดแรกที่แต่งตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร                                                           

5. คณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่งตั้งตัวเองและพวกพ้องซึ่งส่วนเป็นสมาชิกคณะราษฎรให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2

6. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 รับรองตัวเองให้เป็นคณะรัฐมนตรี

จาก 1-5 บรรดาสมาชิกคณะราษฎรต่างแต่งตั้งตัวเองกลับไปกลับมาหมุนเวียนกันเป็นคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปี จนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489                                                                         

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ แม้จะยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และให้มีสมาชิกพฤฒสภาขึ้นแทน แต่ก็ยังกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามีสิทธิ์ในการรับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง  และแม้ว่าจะกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ได้กำหนดไว้ว่า ในช่วงแรกให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ทีนี้ เรามาดูกันว่า สมาชิกพฤฒสภาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นมาเป็นจำนวน 80 คนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นใครและพวกใครบ้าง    และทำไมคนในสมัยนั้นถึงเรียกพฤฒสภาว่าเป็น “สภาปรีดี”   พฤฒสภาเต็มไปด้วยคนของปรีดีจริงหรือ ?                     

ในการตอบข้อสงสัยข้างต้น ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงภูมิหลังของสมาชิกพฤฒสภาทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า  66 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 31 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี  8 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 16 ท่าน

ต่อไปคือ พันตรี  สเหวก  นิรันดร

พันตรีสเหวก นิรันดร หรือ ขุนนิรันดรชัย  (สเหวก   นีลัญชัย) เป็นสมาชิกคณะราษฎร สายทหารบก ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 ขุนนิรันดรชัยมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยเป็นหนึ่งในผู้ประสานงานและคุมกำลังทหารในสายของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ พระยาพหลพลพยุหเสนา เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ขุนนิรันดรชัย เป็นนายทหารบกรุ่นน้องในคณะราษฎรสายทหารบก ใกล้ชิดกับ พันเอกหลวง พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในยุคนั้น  ก็ได้ถูกวางตัวให้ก้าวข้ามฟากเข้าสู่อำนาจในการประสานงานกับคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  โดยดำรงตำแหน่งราชองครักษ์และเลขานุการของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ในรัชสมัยรัชกาลที่ 8) ระหว่าง พ.ศ. 2478-2487 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลสูงมากในการเชื่อมต่อระหว่างคณะราษฎรและสถาบันพระมหากษัตริย์ในขณะนั้น นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรที่เข้าไปมีบทบาทในการวางรากฐานธุรกิจของคณะราษฎร เช่น การมีส่วนร่วมใน บริษัทแบงก์ไทยพาณิชย์ จำกัด และการจัดการทรัพย์สินบางส่วนในยุคนั้น                     

ที่สำคัญ ท่านเป็นคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานทางการเมืองในช่วงที่รัฐบาลคณะราษฎรมีอำนาจสูงสุด ท่านทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ คณะราษฎร (โดยเฉพาะสายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม) ในการเข้าไปดูแลและตรวจสอบการทำงานภายในสำนักพระราชวังและคณะผู้สำเร็จราชการฯ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น  เมื่อถึง พ.ศ. 2487 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอำนาจของคณะราษฎรเริ่มสั่นคลอน บทบาทของขุนนิรันดรชัยในตำแหน่งนี้ก็เริ่มลดน้อยลงตามลำดับ

หลังจาก“ขุนนิรันดรชัย”ได้ลาออกจากตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ในปี พ.ศ. 2487 แล้ว ก็ได้กลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัว มีเงินลงทุนในกิจการที่ร่วมกับรัฐและเอกชนอีกมากมาย จนกลายเป็นมรดกอันมากมายมหาศาลของตระกูล“นิรันดร” [1]  ภายหลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2490 และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ท่านได้ยุติบทบาทในตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ

สรุปได้ว่า ท่านเป็นคนของจอมพล ป. พิบูลสงครามเต็มตัว ดังนั้น การที่ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกพฤฒสภาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2489 จึงไม่ได้มีส่วนทำให้พฤฒสภาเป็น “สภาปรีดี”

ผลล่าสุดคือ

สมาชิกพฤฒสภา

ปรีดี

ไม่ใช่พวกปรีดี

  แนวโน้มสนับสนุนปรีดี

ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด

ม.ล. กรี  เดชาติวงศ์

   +

 

 

 

ร.อ. กำลาภ  กาญจนสกุล ร.น.

   +

 

 

 

พ.ท.  ก้าน  จำนงภูมิเวท 

 

   +

 

 

แก้ว  สิงหะคเชนทร์

 

 

 

     +

หลวงกาจสงคราม

 

   +

 

 

พลเรือตรี กระแส  ประวาหะนาวิน  สรยุทธเสนี

 

 

 

+

 

พลโท หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต

 

  +

 

 

เขียน  กาญจพันธุ์ 

 

 

 

     +

พลโท จิระ  วิชิตสงคราม

 

 

 

     +

จรูญ สืบแสง

    +

 

 

 

จิตตะเสน ปัญจะ

 

  +

 

 

พันโท เจือ  สฤษฎิ์ราชโยธิน 

 

 

 

     +

จำรัส สุวรรณชีพ

   +

 

 

 

จินดา จินตนเสรี

   +

 

 

 

จำลอง ดาวเรือง

   +

 

 

 

หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล  เสรีเริงฤทธิ์) 

 

   +

 

 

ไต๋ ปาณิกบุตร

   

 

+

 

ถวิล อุดล

   +

 

 

 

ทัน พรหมิทธิกุล

   +

 

 

 

พระยานลราชสุวัจน์  (ทองดี  นลราชสุวัจน์) 

 

 

 

       +

พระนิติการณ์ประสม  (สงวน  ชัยเฉนียน)

 

 

 

      +

ปพาฬ  บุญ-หลง

   +

 

 

 

หลวงประสิทธิ์นรกรรม (เจี่ยน  หงสประภาส)

   +

 

 

 

ประทุม  รมยานนท์

 

 

+

 

พันตำรวจเอก พระพิจารณ์พลกิจ

   +

 

 

 

พึ่ง ศรีจันทร์

   +

 

 

 

มิ่ง  เลาห์เรณู

   +

 

 

 

สุกิจ นิมมานเหมินท์

 

 

 

       +

ไสว อินทรประชา

 

 

 

       +

พันโท พระอภัยพลรบ  (ชลอ  อินทรัมพรรย์)

   +

 

 

 

หลวงอรรถกัลยาณวินิจ  (เอื้อน  ยุกตะนันทน์)

 

 

 

     +

อรุณ  แสงสว่างวัฒนะ

 

 

 

    +

    เฉลียว ปทุมรส

   +

 

 

 

   หลวงขาญสงคราม

 

 

 

      +

พันเอก ช่วง  เชวงศักดิ์สงคราม   

 

 

+

 

หลวงชำนาญนิติเกษตร์  (อุทัย  แสงมณี)  

 

 

 

       +

 ชาญ บุนนาค

  +

 

 

 

ชุณฑ์  ปิณฑานนท์  

   +

 

 

 

พลตรี  ไชย  ประทีปะเสน

 

   +

 

 

  ช่วย สุคนธมัต

   +

 

 

 

  ดิเรก ชัยนาม

   +

 

 

 

  เดือน  บุนนาค

   +

 

 

 

พลเรือตรี ถวัลย์  ธำรงนาวาสวัสดิ์ 

   +

 

 

 

พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์  (วัน  จามรมาน)

 

 

+

 

บรรจง  ศรีจรูญ

   +

 

 

 

ประเสริฐ  ศรีจรูญ 

   +

 

 

 

ปราโมทย์ พึ่งสุนทร

   +

 

 

 

พันเอก ทวน  วิชัยขัทคะ

   +

 

 

 

เธียรไท  อภิชาตบุตร์

   +

 

 

 

พลตรี  ปลด  ปลดปรปักษ์  พิบูลภานุวัธน์

 

  +

 

 

 พลโท ประจนปัจจนึก

 

  +

 

 

 พลตรีประยูร ภมรมนตรี

 

  +

 

 

พลโท มังกร  พรหมโยธี             (มังกร ผลโยธิน)    

 

  +

 

 

พระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา)

 

 

 

      +

พันเอก หม่อมราชวงศ์ลาภ  หัสดินทร์ 

 

 

 

     +

เล้ง ศรีสมวงศ์

 

  +

 

 

วิจิตร ลุลิตานนท์

   +

 

 

 

วิลาส โอสถานนท์ 

   +

 

 

 

ร้อยเอก วิมล วิมลสรกิจ

 

 

+

 

ร้อยโท  วิริยะ  วิริยะเหิรหาว    

   +

 

 

 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร 

 

 

 

      +

สงวน จูฑะเตมีย์ (หลวงนฤเบศร์มานิต)

   +

 

 

 

พระสุธรรมวินิจฉัย  (ชม  วณิกเกียรติ)

 

 

 

     +

พันตรี  สมาน  เทพหัสดิน  ณ  อยุธยา

 

 

+

 

      สนิท  เจริญรัฐ

 

 

+

     

   สุรินทร์  ชิโนทัย

  +

 

 

 

 พันตรี  สเหวก  นิรันดร

 

  +

 

 

จากที่ศึกษาภูมิหลังสมาชิกพฤฒสภาไปทั้งสิ้น 67 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 31 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี  8 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 12 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 16 ท่าน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


[1] ชำแหละสมบัติ “ขุนนิรันดรชัย” ในวันที่ทายาทสำนึกผิดแทน “พ่อ” เผยแพร่: 26 ธ.ค. 2563 06:01   โดย: ผู้จัดการออนไลน์ https://mgronline.com/daily/detail/9630000131891

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความ 'ดร.เอนก' ตั้งคำถาม ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ?

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ? ว่าด้วยธรรมชาติของคนที่ใช้เล่ห์เป็นเครื่องมือ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

‘ปวิน’ ถือหาง ‘เก่งกิจ’ หยาม ‘ปิยบุตร’ เมาไวน์ราคาถูก ด่ากราดกลางดึก!

“ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” โพสต์ให้กำลังใจ “เก่งกิจ กิติเรียงลาภ” หลังปะทะคารมกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ปมวิจารณ์บทบาทนักการเมืองกับการใช้ทฤษฎีทางการเมือง พร้อมเหน็บแรงว่าอีกฝ่าย “ด่ากราดกลางดึก” และ “เมาเพราะกินไวน์ราคาถูก”