‘น้ำมัน’ ปัญหา ‘โลกแตก’

“โลกเปลี่ยนยุค” มันวุ่นวายแท้น้อ!

แล้ววันนี้เราจะคุยอะไรกันดี.....

 เพราะมันร้อยเรื่อง-พันราว จนไม่รู้จะคุยเรื่องไหนก่อน?

เรื่องการบ้าน-การเมืองไทยก่อนเป็นไง

 ก็ควรทราบว่า การเมืองคืบหน้าไปอีกขั้น เมื่อวาน (๑๕ มี.ค.๖๙) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 เลือกตัวประธานสภาฯ และอีก ๒ รอง ได้เรียบร้อยแล้ว คือ

-นายโสภณ ซารัมย์ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานรัฐสภา

-น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ ๑

-นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ ๒

ขั้นตอนต่อไป เลขาธิการ ครม.จะนำเรื่องเสนอนายกฯ เพื่อนำรายชื่อทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

เมื่อโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว....

 จะเป็นขั้นตอน “โหวตเลือกนายกฯ” คาดว่า จะได้ตัวนายกฯ และ ครม.ชุดใหม่ภายในเดือนเมษา.

หลังจาก ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน  รัฐบาลใหม่ น่าจะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาได้ในเดือนพฤษภาคม

จากนั้น “รัฐบาลอนุทิน ๒”

ก็จะได้เดินเครื่องเต็มสูบ ลุยงานทั้งในและนอกประเทศให้เป็นไปสมกับที่ประชาชนมอบความไว้วางใจและเชื่อมั่นว่า

“อนุทินต้องทำได้”!

ปัญหาผ่ากลางกระบาลที่ต้องบริหารด่วน คือ “พลังงาน” ทั้งน้ำมัน ทั้งก๊าซ

มนุษย์ ถ้าเลือดแห้งตัว ก็ตาย

บ้านเมือง ถ้าน้ำมันแห้งปั๊ม ก็ตาย!

แต่ผมรับประกันแทนได้ “หัวเด็ด-ตีนขาด” ประเทศไทย “ไม่แล้งน้ำมัน” แน่นอน เชื่อมือรัฐบาลและ ปตท.ได้

ที่เป็นปัญหาตอนนี้ ไม่ใช่ “ไม่มีน้ำมัน”

น้ำมันนั้น “มี” แต่ด้วยความตื่นตระหนกผู้ใช้ แห่ไปเติมพร้อมๆ  กันยังพอว่า แต่นี่เล่นเอาถังเล็ก ถังแกลลอน ๒๐๐ ลิตร ไปเติมตุน

น้ำมันก็เกลี้ยงปั๊ม ตามหลัก ดีมานด์-ซัพพลาย

ฝ่ายที่รอก็โวยวาย ไหนรัฐบาลบอก “น้ำมันไม่ขาดแคลนไง”?

มันไม่ขาดแคลนหรอก ทูนหัว!

แค่ว่า รถขนน้ำมันจากคลังมาเติมใส่ปั๊ม “ไม่ทันใจ” พระเดช-พระคุณผู้รอรับบริการเท่านั้น

นี่เป็นปัญหาทางจิตวิทยาที่รัฐบาลต้องพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนบ่อยๆ ถี่ๆ และให้ทั่วถึง

ถ้าคลายความตื่นตระหนกจากชาวบ้านว่า “กลัวน้ำมันไม่มี” ได้ การใช้น้ำมันก็จะเข้าวิถีปกติ ปัญหาก็จะคลายไปเอง

แต่ถ้ายิ่งไปจำกัดจำนวนน้ำมันเติมรถยนต์ คนยิ่งตื่นและไม่เชื่อว่าน้ำมันจะไม่ขาดแคลน

ทางที่ดี ควรให้ปั๊มแยกการจำหน่ายน้ำมัน คือให้รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก รถกระบะ ซึ่งเป็นประเภทเติมน้ำมันตามปกติ

จัดให้เติมจากหัวจ่ายปั๊มหนึ่ง

ส่วนประเภทต้องเติมใส่ถัง ใส่ภาชนะต่างๆ เป็นจำนวนมากเพื่อนำไปเติมเครื่องจักรทางการเกษตร เติมรถแบ็กโฮ ซึ่งเป็นการเติมเฉพาะกิจ

จัดให้ไปเติมในหัวจ่ายอีกปั๊มหนึ่งโดยเฉพาะ!

โดยให้เป็นที่รู้กันว่า หัวจ่ายประเภท “บริการไม่อั้น” มันหมดเร็วนะจ๊ะ แต่ไม่ต้องตกใจ “รักแล้วรอหน่อย” รถขนน้ำมันจากคลังกำลังมา อะไรทำนองนี้

รอนาน ร้อนทั้งนอก-ร้อนทั้งใน จะเป็นไรไป

ก็ให้ปั๊มสั่งซื้อ “มะพร้าวน้ำหอม” ของ ซูเปอร์  G ไปแจกฟรี ดื่มดับร้อนแทนน้ำดื่มที่แจกเป็นประจำอยู่แล้ว ก็น่าดับน้ำโหชาวบ้านได้

เราคนไทยด้วยกัน ถ้าเข้าใจกันแล้ว พูดง่ายจะตายไป ข้อสำคัญ อย่าไปออกนโยบายอะไรที่ขัดแย้งกับคำพูดรัฐบาลที่ว่า  “น้ำมันไม่มีปัญหา” ไทยเราจัดหาได้แน่ ก็แล้วกัน

เรื่องน้ำมันเนี่ย อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย ผมเองก็ยังเข้าใจอะไรผิดๆ อยู่อีกเยอะ  ฉะนั้น วันนี้ เรามาคุยเรื่องน้ำมันกัน

คุณ “KIRATI PHAKPHOOM” โพสต์ว่า

เจาะลึกปริศนาพลังงานไทย: ทำไมผลิตได้ แต่ยังต้องนำเข้า และส่งออกไปพร้อมกัน?

หลายคนอาจสงสัยว่า "ถ้าบ้านเรามีบ่อน้ำมัน แล้วทำไมราคาน้ำมันยังแพง?

 ทำไมต้องนำเข้า?

แล้วจะส่งออกไปทำไมให้เสียเวลา?"

คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องกำไร แต่คือเรื่องของ "ข้อจำกัดทางทรัพยากร" และ "ศักยภาพทางการผลิต" ครับ

1.เราผลิตได้เอง... แต่ "ไม่พอกิน"

ไทยมีแหล่งน้ำมันทั้งในอ่าวไทยและบนบก (เช่น แหล่งสิริกิติ์) แต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือ.....

ปริมาณที่เราขุดได้คิดเป็นเพียงประมาณ 10–20% ของความต้องการใช้ในประเทศเท่านั้น เปรียบเสมือนเราหุงข้าวได้แค่ถ้วยเดียว

แต่คนในบ้านต้องกิน 10 ถ้วย สุดท้ายเราจึงต้อง "ซื้อข้าวสาร"  (น้ำมันดิบ) จากตะวันออกกลางเข้ามาเพิ่ม

2.น้ำมันไทย "สเปกไม่ตรง" กับโรงกลั่น

นี่คือความลับที่หลายคนไม่รู้ น้ำมันดิบที่ขุดได้ในไทยส่วนใหญ่ มีความหนาแน่นสูง และมีสารปนเปื้อนบางชนิดที่โรงกลั่นบางแห่งในไทยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งหมด

การ “ส่งออกน้ำมันดิบ” บางส่วนไปขาย แล้วนำเข้าน้ำมันดิบที่ "ตรงสเปก" มากลั่นเอง

จึงเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

3.เราไม่ได้ขาย "น้ำมันดิบ" แต่เราขาย "ฝีมือการกลั่น"

ไทยมีจุดแข็งคือ "อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน" ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน

 * เรานำเข้า "วัตถุดิบ" (น้ำมันดิบ)

 * เข้าสู่ "โรงงาน" (โรงกลั่นในประเทศ)

 * ออกมาเป็น "สินค้าสำเร็จรูป" (น้ำมันเบนซิน, ดีเซล, น้ำมันเครื่องบิน)

เมื่อเรากลั่นจนเกินความต้องการใช้ในประเทศ แทนที่จะเก็บไว้จนเสื่อมสภาพ เราจึง "ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป" ไปขายเพื่อนบ้าน (เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา) ซึ่งสร้างรายได้กลับเข้าประเทศปีละมหาศาล

 สรุปให้เข้าใจง่ายใน 3 บรรทัด:

 * นำเข้าน้ำมันดิบ: เพราะขุดเองไม่พอใช้ และต้องการคุณภาพที่เหมาะสม

 * โรงกลั่นคือหัวใจ: เราเปลี่ยนน้ำมันดิบราคาถูกให้เป็นน้ำมันคุณภาพสูง

 * ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป: เพื่อระบายส่วนเกินและสร้างรายได้จากการเป็น "ศูนย์กลางพลังงาน" ของภูมิภาค

> มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: แม้เราจะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายใหญ่ แต่ราคาขายในไทยยังต้องอิง "ราคาตลาดโลก" เสมอ

เพราะเราต้องซื้อ “น้ำมันดิบ” ด้วยราคาโลก

หากเกิดวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศหรือสงคราม ต้นทุนนำเข้าจะพุ่งสูงขึ้นทันที

นี่คือเหตุผลที่ “ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม” ของเราขยับตามสถานการณ์โลกอย่างเลี่ยงไม่ได้

..............................................

คุณ “คัดข่าว” เขาสรรหามาเล่าในอีกมุม เป็นความรู้ทั่วไปดีครับ อ่านกันดู
“คัดข่าว”

ภาพนี้สะท้อนความจริงสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันโลกอย่างหนึ่งคือ

“น้ำมันดิบไม่เหมือนกัน” และความแตกต่างทางเคมีของมันสามารถ กำหนดการเมืองโลกได้จริง

---------

โลกพลังงาน: น้ำมันแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

คุณภาพน้ำมันดิบวัดด้วยตัวเลขที่เรียกว่า API Gravity

ตัวเลขยิ่งสูง = น้ำมันยิ่งเบา = กลั่นง่ายและได้เชื้อเพลิงคุณภาพสูงมากขึ้น เช่น เบนซิน ดีเซล และ Jet fuel

โดยคร่าวๆ น้ำมันโลกแบ่งได้แบบนี้

ประเทศ ประเภท API ความหมาย

สหรัฐ (WTI) Light sweet 39–41 เบามาก กลั่นง่าย

อิหร่าน (Iran Light) Medium-light 33–36 สมดุล เหมาะกับโรงกลั่นส่วนใหญ่

รัสเซีย (Urals) Medium sour 30–32 ต้องผ่านกระบวนการเพิ่ม

 เวเนซุเอลา Heavy crude 15–16 หนืดเหมือนยางมะตอย

น้ำมันหนักแบบเวเนซุเอลาต้องใช้โรงกลั่นขั้นสูง เช่น coker และ hydrocracker เพื่อแยกโมเลกุลหนักออก ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงมาก

--------

ทำไม “น้ำมันอิหร่าน” ถึงสำคัญต่อโลก

น้ำมันประเภท Iran Light อยู่ในสิ่งที่วิศวกรโรงกลั่นเรียกว่า

“sweet spot ของระบบกลั่นน้ำมันโลก”

เพราะมันไม่เบาเกินแบบ shale ของสหรัฐ

ไม่หนักเกินแบบเวเนซุเอลา

ผลคือ โรงกลั่นจำนวนมากใน เอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ถูกออกแบบให้ใช้เกรดนี้พอดี

สามารถแปลงเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพสูงได้ประมาณ 70% ของทั้งบาร์เรล

พูดง่าย ๆ คือ

มันคือ “น้ำมันมาตรฐาน” ที่โรงกลั่นโลกชอบมากที่สุด

---------

น้ำมันแบบไหนกำหนดการเมืองโลก?

คุณภาพน้ำมันส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง เช่น

1.ทำไม “ช่องแคบฮอร์มุซ” สำคัญมาก

ขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลกและส่วนใหญ่เป็นน้ำมันระดับกลางแบบอิหร่านและอ่าวเปอร์เซีย

ถ้าปิดช่องแคบนี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ น้ำมันหาย

แต่คือ.....

“โรงกลั่นทั่วโลก” ต้องเปลี่ยนสูตรน้ำมันทันที

ซึ่งลดกำไรและประสิทธิภาพของโรงกลั่นทั่วโลก

---------

2.ทำไมหลายประเทศยังซื้ออิหร่าน แม้ถูกคว่ำบาตร?

หลายโรงกลั่นในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ยังต้องการน้ำมันอิหร่าน เพราะ

เข้ากับโรงกลั่นพอดี ให้ yield ดี

และราคามักถูกกว่าน้ำมัน benchmark เช่น Brent

--------

3.ทำไมสหรัฐกับเวเนซุเอลา “แทนกันไม่ได้”?

แม้สหรัฐจะมีน้ำมันจำนวนมาก แต่

น้ำมัน shale ของสหรัฐ เบาเกินไป

โรงกลั่นบางแห่ง ต้องผสม “น้ำมันหนัก” เพื่อให้ระบบทำงานสมดุล

นี่คือเหตุผลที่ “โลกต้องใช้หลายเกรดผสมกัน”

-------

สรุป: น้ำมันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือ “เคมีของอำนาจ”

การเมืองน้ำมันโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ปริมาณสำรอง

แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของโมเลกุล” ในน้ำมัน

น้ำมันสหรัฐ เบาและสะอาด

น้ำมันเวเนซุเอลา หนักและกลั่นยาก

น้ำมันรัสเซีย ต้องผ่านกระบวนการเพิ่ม

น้ำมันอิหร่าน อยู่ตรงกลางพอดี

และเพราะมันอยู่ใน “จุดสมดุล” นี้เอง

ทำให้ “น้ำมันอิหร่าน” ยังคงเป็นทรัพยากรที่โรงกลั่นทั่วโลกต้องการเสมอ

แม้ประเทศนั้น จะอยู่ใต้การคว่ำบาตร หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม

........................................

ทีนี้มาถึงประเด็นที่กำลังพูดกันว่า ทำไมไทยไม่ซื้อน้ำมันรัสเซียมากลั่น ถูกกว่าตลาดอื่นด้วย

แต่เท่าที่ผมอ่านข่าว ๒-๓ วันมานี้ เห็นว่ารัสเซียยินดีขายให้ไทยและไทยก็สนใจกำลังติดต่อซื้อ

แต่มีประเด็นที่ควรรู้เล็กน้อย ซึ่งผมก็อ่านพบจากหลายแหล่ง อย่างเช่นที่คุณ “พื้นที่ขยี้ข่าว” โพสต์ไว้ ดังนี้

“พื้นที่ขยี้ข่าว”

หลายคนอาจคิดว่า “น้ำมันรัสเซียถูกกว่า ทำไมไทยไม่ซื้อมาใช้?” ความจริงคำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีโรงกลั่น

แต่อยู่ที่ “พฤติกรรมการใช้น้ำมันของประเทศ” มากกว่า!

ตามข้อมูลที่มีการพูดถึงกันในวงการพลังงาน ระบุว่า

> “ในเชิงวิศวกรรม โรงกลั่นในไทย สามารถกลั่นน้ำมันดิบรัสเซียได้ ไม่มีข้อจำกัดทางเทคนิคสำคัญ”

โรงกลั่นขนาดใหญ่ของไทย ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น สามารถผสมน้ำมันดิบหลายแหล่งแล้วนำเข้ากระบวนการกลั่นได้ตามปกติ

แต่ประเด็นที่ทำให้หลายคนแปลกใจก็คือ “สัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้หลังการกลั่น”

มีการอธิบายว่า.....

> “น้ำมันดิบรัสเซียประเภท Urals blend เมื่อกลั่นแล้ว จะให้สัดส่วน “เบนซิน” ค่อนข้างมาก  แต่ได้ “ดีเซล” ในระดับที่ต่ำกว่า

ขณะที่ประเทศไทย “มีความต้องการดีเซลสูงมาก”

 เพราะ “ระบบขนส่งหลัก” ของประเทศ พึ่งพารถกระบะ รถบรรทุก โลจิสติกส์ และภาคการเกษตร ที่ใช้ดีเซลเป็นหลัก

ดังนั้น แม้ราคาน้ำมันดิบรัสเซียจะถูกกว่า แต่เมื่อรวมต้นทุนขนส่งทางเรือระยะไกล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปรับกระบวนการกลั่นเพื่อเพิ่มดีเซลแล้ว “ความคุ้มค่า” อาจลดลงไปมาก

จึงมีมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญว่า.....

> “ส่วนลดราคาน้ำมันดิบอาจหายไปกับต้นทุนการขนส่งและการปรับกระบวนการกลั่น”

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นหลัก

เนื่องจากน้ำมันดิบจากภูมิภาคนั้น เมื่อกลั่นแล้วให้สัดส่วนดีเซลที่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานในประเทศมากกว่า

สรุปง่ายๆ คือ ไทย “กลั่นน้ำมันรัสเซียได้”

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “คุ้มค่ากับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศหรือไม่” ?

ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้การนำเข้าน้ำมันยังคงต้องเลือกแหล่งที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานของไทยมากที่สุด

...................................

ครับ...ถือเป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับน้ำมัน ท่านใดมีความรู้ที่จะทำความเข้าใจเพิ่มเติม ยินดีนำเผยแพร่ครับ

-เปลว สีเงิน

๑๖ มีนาคม ๒๕๖๙

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

🔴 LIVE ‘นันทเดช-นันทิวัฒน์’ ผ่าสงคราม 2 รุม 1 สหรัฐฯ ไม่แพ้แต่ปางตาย..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

‘นันทเดช-นันทิวัฒน์’ ผ่าสงคราม 2 รุม 1 สหรัฐฯ ไม่แพ้แต่ปางตาย..!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2569

‘มยุรีนารี’ ที่ไม่น่ารัก

“มยุรี นารี” เป็นเรือซะเปล่า...แต่ “ไม่เข้าท่าเลย”! กับคำชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ของ “บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด” (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าของเรือมยุรี นารี เมื่อ ๑๒ มี.ค.๖๙ กรณี เรือถูกอิหร่านยิงอับปาง ที่บริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ตามที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้

‘๒ รุม ๑’ นึกว่าจะแน่?

นั่น..นั่น..ถูกเข้าแล้วมั้ยล่ะนั่น...! เรือ “MAYUREE NAREE” ของไทย ซึ่งเป็นเรือเปล่า ออกจากยูเออีไปอินเดีย พอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งสู่ทะเลอาหรับ ไม่ทันไร

อนุทิน ‘รัฐบาลฮิตาชิ’

นี่ขนาดเป็น “รัฐบาลรักษาการ” นะ ยังเป็นเสือปืนไวขนาดนี้ เป็น “รัฐบาลอนุทิน ๒” เต็มสูบแล้วละก็ จะมิไวขนาดบั้งไฟพญานาครึนี่!?

วันที่โลก “ขาดน้ำมัน”

เมื่อต้นปี ๒๕๖๕ ผมนอนดูข่าวรัสเซียถล่มยูเครนอยู่ในโรงพยาบาล ยังนึกว่า ไม่เกิน ๗ วัน “เซเลนสกี” ก็จะลงไปอยู่ในหม้อสุกี้ของปูติน!