ตลก ‘ผิดคิว’ ทำเครียด

 “ทรัมป์” ถูกนานาประเทศลอยแพซะแล้ว!

ก็ฝากทหารเรือดูด้วย....
ถ้าเห็นลอยเท้งเต้งเข้ามาในอ่าวไทย ช่วยอุ้มใส่เรือเข้าฝั่งมาเลี้ยงดู-ปูเสื่อไว้ในฐานะ “มหามิตร” จอมปลอมซักคน

ก็น่าสงสารนะ

เรียกใครมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ไม่มีใครมา นาโต ก็เฉย สหภาพยุโรป ก็เฉย ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ก็เฉย!

สิ้นท่า หมดปัญญาสู้อิหร่าน ก็หน้าด้านไปเรียก “จีน” ให้มาช่วย อ้างว่าใช้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ด้วยกัน ก็ควรมาช่วยกันเปิด!?

จีนส่งกล้วยหวีโตๆ ไปให้หวีนึงมั้ง.....

คงบอกในใจแบบถ่อมตัว “อั๊วเป็นแค่หนู มิบังอาจไปช่วยลื้อที่เป็นราชสีห์”!

“เปโตรดอลลาร์” ถึงคราวอวสานก็คราวนี้แหละ เมื่อสหรัฐฯ สิ้นลายนักเลง ไม่สามารถคุมปากซอยให้กลุ่มประเทศอาหรับได้

แล้วต่อจากนี้ ประเทศในตะวันออกกลาง ทั้งซาอุฯ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต ยูเออี จอร์แดน อิรัก

มีความจำเป็นอะไรต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้สหรัฐฯ  ด้วยการยกประเทศให้สหรัฐฯ เข้าไปตั้งฐานทัพ?          

แทนที่จะช่วยได้

ฐานทัพ กลับเป็นตัวซวย เรียกขีปนาวุธจากอิหร่านยิงเข้าไปถล่มจนประเทศวินาศสันตะโร!

เมื่อพญาอินทรีขนหลุดกลายเป็นอีแร้ง...

กลุ่มประเทศอาหรับ ก็ไม่จำเป็นต้องค้าขายน้ำมันระบบผูกขาดด้วย “เปโตรดอลลาร์” ตามพันธสัญญาอีกต่อไป

ใช้ “เปโตรหยวน” แทนก็ล่าย...ฮ่ะๆๆๆๆๆ!!!

ก็บอกแล้ว “โลกมันเปลี่ยน” เมื่อก่อน เงินปอนด์-อังกฤษ  กล้ามโตที่สุดในโลก ต่อมา สหรัฐฯ เบ่งกล้ามได้โตกว่า เงินยูเอสดอลลาร์ จึงครองโลกแทน

ทุกอย่างมันอนิจจัง...นิ

โลกก้าวสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ตะวันตก ถึงคราว “Sunset” ตะวันออกถึงคราว “Sunrise”

สหรัฐฯ ก็ต้องหลบไป หลีกทางให้ “เงินหยวน-จีน” เป็นประเทศกล้ามโตที่สุดในโลก!

เมื่อเสาร์เป็นวินาศดวงเมือง-ดวงโลก ถ้าเราไม่เปลี่ยนเอง ก็จะถูกเขาเปลี่ยน

ดูอย่างวันประชุมสภาผู้แทนฯ นัดแรกซิ มิติแห่งการเปลี่ยนแปลงในสภาก็ระเบิดเปรี้ยง

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.พรรคไทยภักดี เสนอโครม เรื่องยกเลิกงบประมาณค่าอาหารสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เท่านั้นแหละ ดังกลบข่าวโลกไปเลย

ประชาสังคมวิพากษ์-วิจารณ์สนับสนุนกันไม่เลิกจนถึงวันนี้

อะไรก็ไม่อะไรหรอก ด้วยความเป็นคนกันเองแบบบ้านๆ 

ด้วยคำพูดติดปากคำเดียวของ “นายโสภณ ซารัมย์”

ว่า ตลก.....

“เรื่องแบบนี้ ไม่ต้องมาพูดแบบนี้ เราหารือกันได้ มีมติอย่างไรค่อยแถลง ผมอยู่สภามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ก็มีการเลี้ยงข้าวแบบนี้”

 เท่านั้นแหละ เสียงเจริญพร ต้อนรับตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่เพิ่งได้รับเลือกเปียกๆ ก็ดังขรม ข้ามวัน-ข้ามคืน

ผมจะเลือกๆ มาให้อ่านนะ ว่าชาวบ้านเขาว่าอะไรกันบ้าง

ประเดิมจากท่านแรก.....

“เจ๊ดวง”

ตลกตรงไหนครับ...ท่านโสภณ..? ค่าอาหาร สส. 1,000/วัน เลยนะครับ ท่านรู้ไหม? เบี้ยดูแลผู้สูงอายุ ได้แค่เดือนละ 600 เท่านั้น

สวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 300 ทั้งเดือน เทียบไม่ได้กับค่าอาหาร สส.มื้อเดียวยังไม่ได้เลย

เรื่องนี้ไม่ตลกกว่าหรือครับท่านประธาน..?! ‎

ตลกของท่าน กลายเป็นตลกร้ายไปแล้วมั้ยล่ะ...ท่าน

เรื่องบางเรื่องตลกด้วยกันได้ แต่เรื่องค่าอาหาร สส.วันละ ๕ แสนบาทนี้ ประชาชนอัดอั้นตันใจ หมักไว้จนเป็นแค้นทางความเหลื่อมล้ำ (คำทันสมัยซะด้วย) มานานแล้ว

พอหมอวรงค์สะกิดแผลสังคมเหลื่อมล้ำเท่านั้นแหละ มันเจ็บแสบแปลบสะดุ้งไปทั้ง ๗ คุ้งน้ำ

“ตลก” ของท่านโสภณ มันจึงเป็น “ตลกร้าย” ของชาวบ้านผู้จ่ายภาษีให้ สส.“กินล้าง-กินผลาญ”

ทัวร์ลงท่านตรึม ไม่รู้เอาน้ำมันที่ไหนมาเติม ความจริง เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กๆ น้อยๆ

คือคำว่าตลกของท่าน ไม่ได้ตลกเรื่องที่หมอวรงค์เสนอ แต่ท่านหมายถึงด้าน “เสิร์ฟอาหารผิดคิว” ทำนองนั้น

อ่านที่ “รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร” โพสต์ นี่ก็จะเข้าใจ
Harirak Sutabutr

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

แรกทีเดียวที่ได้ฟัง ยังคิดว่าคุณหมอวรงค์ไม่รู้ได้อย่างไรว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก

เป็นวาระการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาอีก 2 คน ไม่ควรตั้งกระทู้ถามเรื่องอื่นๆ

ซึ่งคุณหมอวรงค์ ลุกขึ้นอภิปราย 3 เรื่อง

หนึ่งคือ สส.มีเงินเดือนสูงแล้ว ควรซื้ออาหารกลางวันรับประทานเอง แทนที่จะให้รัฐสภาจัดให้ฟรี

สองคือ จำนวนผู้ช่วย สส.เงินเดือนคนละ 18,000 บาท ที่ให้ถึง 8 คน ควรลดลงเหลือ 3 คนก็พอ และ

สาม กองทุนบำนาญ สส.ที่เป็น สส.สมัยเดียว ได้บำนาญไปตลอดชีวิต เหมาะสมแล้วหรือไม่

แน่นอน พอเริ่มอภิปราย ก็มีคนประท้วงทันที ต้องขอชื่นชมที่ “คุณไพโรจน์ โล่ห์สุนทร” ประธานชั่วคราว ยอมให้คุณหมอวรงค์อภิปรายจนจบ

โดยบอกว่า “จะรอให้อภิปรายจนจบ”

แต่ไม่ได้ให้มีการอภิปรายทั่วไปต่อในสภา

ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ เป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง  คือยอมให้คุณหมอวรงค์พูดจนจบ แต่ไม่ได้อนุญาตให้อภิปรายต่อ

หลังจากมาคิดดูอีกครั้ง จึงได้ถึงบางอ้อว่า

คุณหมอวรงค์คงตั้งใจใช้โอกาสการเลือกประธานสภา ซึ่งมีคนดูการถ่ายทอดสดเป็นจำนวนมาก

“สื่อเรื่องสำคัญที่ควรจะสื่อให้ประชาชนได้ตระหนัก”

และขอบอกว่า คุณหมอวรงค์ทำสำเร็จแล้ว เพราะมีการนำคลิปการอภิปรายของคุณหมอวรงค์ไปแชร์กันอย่างมากมาย

ที่สำคัญคือ เท่าที่ตามดู....

 “ไม่มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณหมอวรงค์เลยแม้แต่คนเดียว”

เรามาตามดูกันต่อไปว่า สส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะมีใครบ้างจากพรรคใดบ้าง ที่จะช่วยกันดำเนินเรื่องนี้ต่อ

อยากดูว่า การที่พวกคุณชอบว่าคนอื่นว่า “สิ้นเปลืองภาษีของประชาชน” จะนำมาใช้กับตัวพวกคุณเองหรือไม่?

หรือว่า คิดว่าพวกคุณสมควรได้รับสิทธิ์เช่นนี้ เพราะมาจากการเลือกตั้งของ “ประชาชน”

เชื่อว่าคุณหมอวรงค์จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ จึงขอเรียกร้องให้ทุกๆ คน อย่าได้ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไปเป็นอันขาด

เรามาเรียกร้องกันให้มากที่สุด บ่อยที่สุด จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ดูกันครับ ว่าบรรดา สส.ที่เราเลือกพวกเขาเข้ามา จะยังตีลูกเฉยแบบเนียนๆ ต่อไปได้อีกนานเท่าใด

........................................

ดอกนี้ของ รศ.หริรักษ์ ตอกลึกเข้าไปอีก จากนั้น ความเห็นก็ทะลัก-ทลาย สนับสนุนเรื่องที่หมอวรงค์อภิปราย เช่น.....

 “รวมไอจีดารา”

 สส.ในสภารีบยกมือท้วง หลัง “หมอวรงค์” เสนอประธานสภาให้ตัดงบค่าอาหาร สส. ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมคนเงินเดือนเป็นแสนถึงไม่ซื้อข้าวกินเอง?

ไม่แปลกใจทำไมคนไทยกว่า 195,277 คน ถึงเลือก “คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” เป็นผู้แทนปากเสียง

เพราะแม้เขาจะเพิ่งเป็น สส.จากพรรคเล็กๆ มี สส.แค่คนเดียว

 แต่หมอวรงค์ก็ไม่กลัวเลยที่ทำงานวันแรกเพื่อขอเวลา 1.20 นาที เสนอประธาน

1.ขอตัดงบค่าอาหาร สส.

2.ขอลดจำนวนผู้ช่วย สส.จาก 8 เหลือ 3 คน

 3.ขอยกเลิกบำนาญ สส.

ถ้าทำได้ จะประหยัดถึง 540,000,000 บาท แต่น่าเศร้าที่หลายคนยกไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่า “เปลืองเวลา” บ้างก็บอก “รับไม่ได้” ที่หมอวรงค์พูดว่า

“หากเป็นผู้แทนประชาชนแล้ว ก็ไม่ควรทำตัวเป็นภาระของประเทศ”

ก็มีผู้ย้ำหัวตะปูซ้ำ โดยอาจารย์ “อัจฉราวดี วงศ์สกล” ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า โพสต์ข้อความว่า

 “หมอวรงค์เสนอแค่ 1.20 นาที วินาทีที่ 17 ก็มีเสียงประท้วงกันวุ่น

ประเด็นที่ “คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” เสนอ ไม่ใช่การอภิปราย ทำไม สส. 1 คน ต้องมีผู้ช่วยถึง 8 คน ทั้งที่อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ

ผู้ช่วยแต่ละคนได้เงินเดือน 15,000 บาท และจะปรับเพิ่มเป็น 18,000 บาท  หากลดผู้ช่วยเหลือ 3 คน จะประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ 540 ล้านบาท

ที่เมืองนอก เขาให้มีผู้ช่วย สส.ได้ 1-3 คนเท่านั้น มีเหตุผลอะไร ที่ต้องมีถึง 8 คน  มีมากก็สิ้นเปลืองงบประมาณ

สส.มีเงินเดือน 113,560 บาท ควรซื้อข้าวกินเอง ประชาชนเงินเดือน 15,000 บาท ยังต้องซื้อเอง

 เห็นด้วยอย่างยิ่ง รัฐสภาทำอาหารเลี้ยง สส.ทุกครั้ง อาหารเหลือบานเบอะ ขนาดต้องห่อแจกกลับบ้าน

อาสามาเป็นผู้แทน ไม่ใช่มาเป็นภาระประเทศ จิตสำนึกนะคะ  ถึงมีเพียง 1 เสียง ก็คือเสียงของประชาชน

ประเทศไม่ได้ร่ำรวย โปรดรับฟังและแสดงสปิริตด้วยค่ะ”

อีกซักท่าน ความจริงมีอีกเป็นกระบุง

................................................

“ปราชญ์ สามสี”

 ช่วงนี้ มีข้อเสนอว่าควรยกเลิกหรือปรับลดงบค่าอาหารของ สส. ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วันละ ประมาณ 1,000 บาท

หลายคนมองว่า ตัวเลขนี้สูงเกินไป ควรทบทวนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายว่า หากไม่สามารถยกเลิกได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ควรมีการปรับลดลงให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของสังคม

ข้าพเจ้าจึงอยากเสนอให้ลอง “มองอีกมุมหนึ่ง” ดูบ้าง ว่าในขณะที่สังคมกำลังถกเถียงเรื่องงบประมาณของ สส.

ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สมควรได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้  นั่นคือ “ทหารกองประจำการ”

“ทหารกองประจำการ” ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 96 บาท ตามระเบียบเบี้ยเลี้ยงทหาร เงินจำนวนนี้ เจตนาหลัก ใช้สำหรับ  “ประกอบอาหารเลี้ยงดูทหาร”

หรือกล่าวอย่างง่ายก็คือ เป็นงบ “ค่าอาหาร” ที่รัฐจัดให้กับกำลังพล ตามระเบียบแล้ว กองทัพสามารถใช้เงินจำนวนนี้ ทั้งหมด เพื่อจัดเลี้ยงอาหารให้ทหารได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หลายหน่วย ไม่ได้ใช้เงินเต็มจำนวน จะหักประมาณวันละ 70–75 บาท เพื่อนำไปจัดอาหารให้ทหาร

เงินส่วนที่เหลือ “อยู่กับทหาร” เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กน้อย

พูดอย่างตรงไปตรงมา กองทัพไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็ได้ เพราะเงินก้อนนี้ ตั้งใจให้ใช้เพื่อจัดอาหารอยู่แล้ว

แต่หลายหน่วยเลือก “กันเงินบางส่วน” ไว้ให้ทหารถือไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน

ลองนึกภาพตามง่ายๆ ทหารได้รับเงินวันละ 96 บาท ใช้ค่าอาหาร 70–75 บาท จะเหลือเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบบาทเท่านั้น

คนเหล่านี้คือกำลังพลที่ต้องไปเฝ้าชายแดน ออกช่วยเหลือประชาชนยามน้ำท่วม เข้าดับไฟป่า

หรือปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ความมั่นคงซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตอยู่เสมอ

ขณะเดียวกัน สส.ได้รับค่าอาหารวันละ 1,000 บาท คำถามที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นก็คือ....

เงินจำนวนดังกล่าวถูกใช้ไปอย่างไร และสะท้อนความเหมาะสมของโครงสร้างงบประมาณของรัฐมากน้อยเพียงใด?

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศกำลังเผชิญสภาวะเศรษฐกิจตึงตัว จากสงครามเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ช่วงเวลาเช่นนี้ ภาคประชาชนต้อง “รัดเข็มขัด” ลดรายจ่าย และปรับตัวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

คำถามที่สังคมเริ่มตั้งขึ้นก็คือ....

ในเมื่อประชาชนจำนวนมากต้องประหยัดและรัดเข็มขัด เหตุใด นักการเมืองซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ จึงไม่แสดงตัวอย่างในการ “รัดเข็มขัด” บ้าง?

 เพื่อสะท้อนความเข้าใจต่อสถานการณ์ของประเทศและความรู้สึกของประชาชน

ข้าพเจ้ามิได้ต้องการเพียงให้เกิดการโต้เถียงเรื่องตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่อยากชวนให้ลองมองอีกมุมหนึ่งว่า

 หาก สส.ลองปรับค่าอาหารของตนให้ใกล้เคียงกับทหารกองประจำการ คือวันละ 96 บาทบ้าง

อาจทำให้เห็นภาพความเหมาะสมของงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น และเข้าใจได้ว่า การดำรงชีพภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้เป็นอย่างไร 

“เงินส่วนต่าง” สามารถนำไปบริหารช่วยเหลือประชาชนในส่วนอื่นได้อีกมาก หากช่วยกันประหยัดงบ หรือช่วยแบ่งเบาภาระด้วยการเสียสละงบส่วนนี้ ก็จะดีไม่น้อย

บางทีการทดลองเช่นนี้ อาจทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเห็นสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ว่าข้าราชการ ระดับปฏิบัติการและทหารชั้นผู้น้อย ต้องใช้ชีวิตอย่างไร ในแต่ละวัน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง บางครั้งก็ต้องรู้จักก้าวลงมาใช้ชีวิตร่วมกับคนรุ่นน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง

การได้ลอง “กินข้าวถาด” อาจทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้นว่า ความพอดี ความเหมาะสม ความเป็นธรรมในระบบงบประมาณของรัฐนั้น ควรมีหน้าตาอย่างไร?

...............................................

อ้าว...ตายเลย!

หมดเนื้อที่ซะแล้ว ยังไม่ทันได้เอาที่ท่านประธานสภาฯ โสภณ อธิบายความให้เป็นที่เข้าใจกันมาให้อ่านเลย

ดูจะไม่แฟร์กับท่านซักเท่าไหร่นะ งั้นพรุ่งนี้ จะนำฉบับเต็มมาให้อ่าน เพื่อแควนๆ ทั้งของคุณหมอวรงค์และทั้งของท่านประธานโสภณได้เข้าใจตรงกัน

ว่าที่ท่านประธานสภาฯ หัวเราะ และกล่าวคำว่า “ตลก” นั้น

ท่าน “ตลกบริโภค” หรือเพราะ หมอวรงค์ “ผิดคิว”?

-เปลว สีเงิน

๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อเมริกัน “หมดน้ำยา”

“ความโลภ” ของมนุษย์จะมาพร้อมกับ “ความเห็นแก่ตัว” เสมอ! ท่าน “มหาตมะ คานธี” เคยกระตุกสติไว้ว่า...

‘น้ำมัน’ ปัญหา ‘โลกแตก’

“โลกเปลี่ยนยุค” มันวุ่นวายแท้น้อ! แล้ววันนี้เราจะคุยอะไรกันดี..... เพราะมันร้อยเรื่อง-พันราว จนไม่รู้จะคุยเรื่องไหนก่อน?

🔴 LIVE ‘นันทเดช-นันทิวัฒน์’ ผ่าสงคราม 2 รุม 1 สหรัฐฯ ไม่แพ้แต่ปางตาย..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

‘นันทเดช-นันทิวัฒน์’ ผ่าสงคราม 2 รุม 1 สหรัฐฯ ไม่แพ้แต่ปางตาย..!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2569

‘มยุรีนารี’ ที่ไม่น่ารัก

“มยุรี นารี” เป็นเรือซะเปล่า...แต่ “ไม่เข้าท่าเลย”! กับคำชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ของ “บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด” (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าของเรือมยุรี นารี เมื่อ ๑๒ มี.ค.๖๙ กรณี เรือถูกอิหร่านยิงอับปาง ที่บริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ตามที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้

‘๒ รุม ๑’ นึกว่าจะแน่?

นั่น..นั่น..ถูกเข้าแล้วมั้ยล่ะนั่น...! เรือ “MAYUREE NAREE” ของไทย ซึ่งเป็นเรือเปล่า ออกจากยูเออีไปอินเดีย พอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งสู่ทะเลอาหรับ ไม่ทันไร