
พรุ่งนี้-20 มีนา. วันสุดท้าย..
หลังจากขนบูธกลับกันมาก็คอยฟังข่าว (อีกที) จากนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แหละว่า..
ที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2569
ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นั้น
ได้ประสบความสำเร็จตามเป้า ที่หวังจะดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย
โดยคาดจะสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท ได้มากน้อยเพียงไหน-อย่างไร!
ก็..ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเพิ่งเคยทำ เพราะการไป “ออกบูธ” ในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ทั่วโลกนั้น ทุกรัฐบาล-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนใหญ่ก็ไปพรีเซนต์-นำเสนอข้อมูลให้ต่างชาติได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ!
แต่คราวนี้มีพิเศษตรงที่มีการหอบเอามาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% ไปประชาสัมพันธ์ด้วย
ส่วน.. “การขออนุญาตถ่ายทำ และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ ระบบการให้บริการด้านกองถ่าย สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย สตูดิโอ อุปกรณ์การถ่ายทำ
และบุคลากรด้านการผลิตภาพยนตร์ที่มีความพร้อมในการรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก”
นี่..ก็เป็นเรื่องปกติของการไปจัดคูหานิทรรศการ หรือการออกบูธที่จะต้องนำไปพรีเซนต์-บอกกล่าวให้ผู้คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกเพื่อดึงดูดความสนใจมาทุกยุคสมัย!
เช่นเดียวกับ “สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” ที่ก็ได้เปิดเผย-คุยโวกันมาทุกรัฐบาล
อย่างก่อนที่จะไปออกบูธครั้งนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้เผยว่า.. “ปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเป็นอันดับที่ 7
โดยสร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 372 ล้านบาท
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสนใจของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั้งสองตลาดที่มีต่อประเทศไทย”
เนี่ย..ก็ทำให้มีน้ำหนักและเหตุผลในการยอมเสียงบประมาณไปร่วมงานคราวนี้ เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทย..
ในฐานะ.. “ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย”!
พร้อมกันนั้น.. “ยังจะเป็นสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์ และผู้ให้บริการด้านการผลิตจากนานาประเทศ
ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” อย่างที่นางสาวอัยรินทร์ได้กล่าว
ส่วนเมื่อลงทุน-ลงแรงไปแล้ว ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ก็อย่างที่ผมได้พูดแต่ต้นว่า ต้องรอฟังข่าวจากนางสาวอัยรินทร์นั่นแหละ!
แต่..ไม่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม การที่หน่วยงานภาครัฐไปเปิดบูธ-ออกคูหานิทรรศการในงานตลาดนัดภาพยนตร์ตามต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ
อย่างน้อยก็พอจะช่วยเขย่าไม่ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยตกตะกอน-นอนก้นอยู่นิ่งๆ!
เออ..แล้วที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กับกระทรวงวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “ขายวัฒนธรรมไทยควบคู่การท่องเที่ยว”
เพื่อผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย วิถีชีวิต นั้น
เสียงขานรับดูจะเป็นไปในทิศทางบวก ฉะนั้นจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ..
ลุยเลยขอรับ!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่เห็นจะต้องขำ!
จะ “ตลก” หรือ “ซีเรียส” ..ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละคน! สำหรับผม..ไม่ขำและไม่ได้จริงจังอะไรมากมายกับข้อเสนอให้ยกเลิกอาหาร สส.ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ด้วยคิดเอาว่า..ไม่มีทางเป็นไปได้!
‘ทำได้’จะอยู่ในใจตลอดกาล!
“ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง”
จะเปิดประเด็นทำไม?
ได้แรงอก! ถ้าเป็นคนปักษ์ใต้ก็จะพูดคำนี้ แต่กับคนภาคอื่น หรือคนทั่วไปจะรู้สึกอย่างไรไม่แน่ใจ เพราะข้อความจากนี้ไม่ได้ (โพสต์) หลุดจากสาวชาวบ้านธรรมดา..
‘สรพงศ์’กลับบ้านแล้ว
“ข่าวดรามาดาราที่ไม่มางานศพแม่ ทำให้กลับมาคิดอีกครั้ง... “ความกตัญญูไม่มีคำว่ารอเวลา” พ่อแม่ทุกคนรักลูกเสมอแต่ลูกบางคน...กลับลืมรักคนที่ให้ชีวิต
ลงมือทำคือคำตอบ
ลดแอร์ ถอดสูท! เนี่ย..แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” อย่างที่ “สรวง สันติ” ร้องเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน
ต้องปกป้องกันเอง?
ได้ออกแน่นะ? ที่ถาม เพราะเห็นเพจเพื่อไทยพังงาเขาโพสต์ประกาศ.. “นับถอยหลัง# 9 พฤษภา รวมพลแดงทั้งแผ่นดิน ไปรับคนที่เรารัก ขอเสียง#คนรักนายก “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นมั่นเป็นเหมาะน่ะ!

