'ทรัมป์' แพ้ยับเยิน

สงครามยังไม่ทันจบ...แต่ "โดนัลด์ ทรัมป์" พ่ายยับเยิน เสียแล้ว

"ทรัมป์" กำลังถูกโดดเดี่ยวจากคนของตัวเอง และชาติพันธมิตร       

การลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของ "โจ เคนต์"

จดหมายลาออกได้ประจานให้โลกรู้ว่าแท้จริงแล้วสงครามนี้ เป็นสงครามของใครกันแน่

 “...ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ผมไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่านได้ อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อประเทศของเรา และเห็นได้ชัดว่าเราเริ่มสงครามนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ที่มีอิทธิพลในอเมริกา..."

เป็นการตีแสกหน้า ขณะที่ "ทรัมป์" กำลังหาพันธมิตรร่วมรบเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เปิดเส้นทางลำเลียงน้ำมัน

แต่ไม่มีใครเล่นด้วย

ญี่ปุ่นปฏิเสธหนักแน่น ย้อนศรด้วยมาตรา ๙ ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ที่เขียนโดยทีมงานนายพลดักลาส แมกอาเธอร์ ห้ามญี่ปุ่นขนทหารไปทำสงคราม

เป็นข้ออ้างที่เจ็บแสบไม่น้อย

ส่วนสเปนชัดเจนตั้งแต่แรกว่า ไม่เอาสงคราม

"เปโดร ซานเชซ" นายกรัฐมนตรีสเปน ประกาศไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในสเปนเพื่อโจมตีอิหร่าน

"นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ คุณไม่สามารถเล่นเกมรัสเซียนรูเลตกับชะตากรรมของคนนับล้านได้"

"มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ หากประธานาธิบดีบางคนจะใช้ หมอกควันแห่งสงคราม มาปกปิดความล้มเหลวของตนเอง"

ปรากฏว่า "เปโดร ซานเชซ" ที่กำลังมีเรื่องอื้อฉาว ได้รับความนิยมพุ่งพรวดทันที

ในภาพรวม พันธมิตรนาโตส่วนใหญ่นิ่งเฉยต่อคำร้องขอ จน "ทรัมป์" สติหลุดด่านาโตยับเลยครับว่า กำลังทำผิดพลาดอย่างโง่เขลามาก

"...ไม่มีใครอยากให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ เพราะคนพวกนี้บ้า บ้าอย่างที่สุด พวกเขาโหดร้ายและรุนแรง ทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่พวกเขากลับไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือ

ในฐานะสหรัฐอเมริกา เราต้องจำเรื่องนี้ไว้ เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เราสงสัยมานานแล้วว่า นาโตจะอยู่เคียงข้างเราหรือไม่ และนี่เป็นการทดสอบครั้งใหญ่..."

"ทรัมป์" คงรู้แล้วว่าเมื่อขี้แล้วต้องล้างก้นเอง

แต่กรณีของ "โปแลนด์" น่าสนใจที่สุด

"โดนัลด์ ทัสก์" นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ยืนกราน...

"...โปแลนด์จะไม่มีการส่งทหารเข้าไปร่วมปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่าน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง..."

ความจริงคือ โปแลนด์ ไม่มีวันโจมตี อิหร่าน!

๒ ประเทศนี้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกว่าที่ "ทรัมป์" รับรู้มาอย่างมาก

ถ้าจะเริ่มต้องไปเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ โน้นแหละครับ

ยุคนั้นพ่อค้าและกองคาราวานการค้าชาวอิหร่านได้เดินทางเข้าไปในยุโรปติดต่อและแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าชาวโปแลนด์ ตามเมืองใหญ่ๆ

การค้าการขายยังขยายไปเมืองต่างๆ จนรับทรัพย์กันแทบไม่ทัน พรมอิสฟาฮานที่นำเข้าจากเปอร์เซียไปยังเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียนั้น ถูกเรียกอย่างไม่ถูกต้องว่า  "พรมโปแลนด์" เฉย

ทั้งๆ ที่เป็นพรมเปอร์เซีย

ตัดภาพไปที่ปี ๒๔๖๑ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลง โปแลนด์ได้รับเอกราชคืนมา อิหร่าน เป็นชาติแรกๆ ที่รับรองเอกราชของโปแลนด์

ปี ๒๔๖๐  ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาไมตรี

มาถึงไฮไลต์ของเรื่อง เดือนกันยายน ๒๔๘๒ โปแลนด์ถูกเยอรมนีและสหภาพโซเวียตรุกราน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๒

๓ ปีให้หลังผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ประมาณ ๑.๒ แสนคน เดินทางไปอิหร่าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอพยพครั้งใหญ่ของชาวโปแลนด์เกือบๆ ๑ ล้านคน

สาเหตุเพราะสหภาพโซเวียตบังคับให้ออกจากโปแลนด์ในช่วงสงครามและถูกเนรเทศไปยังภาคตะวันออกของสหภาพโซเวียต รวมถึงไซบีเรีย

นับเป็นการอพยพ ครั้งใหญ่ที่สุดของชาวยุโรปผ่านอิหร่าน

ที่น่าตกใจคือ บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาผู้อพยพเหล่านี้คือ "เมนาเคม เบกิน" ที่ต่อมา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล

พ่อของ "เบกิน" เป็นผู้สนับสนุนลัทธิไซออนิสต์อย่างแรงกล้า

เมื่อผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ที่เดินทางจากสหภาพโซเวียตถึงอิหร่าน ชาวอิหร่านก็ให้การต้อนรับอย่างเปิดเผย และรัฐบาลอิหร่านได้อำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศและจัดหาเสบียงให้แก่พวกเขา

มีการจัดตั้งโรงเรียน องค์กรทางวัฒนธรรมและการศึกษา ร้านค้า ร้านเบเกอรี่ ธุรกิจ และสำนักพิมพ์ของชาวโปแลนด์ เพื่อให้ชาวโปแลนด์รู้สึกเหมือนอยู่บ้านมากขึ้น

ที่กรุงเตหะราน ผู้ลี้ภัยได้รับการจัดที่พักในค่ายสี่แห่ง รวมถึงสวนส่วนตัวแห่งหนึ่งของ ชาห์แห่งอิหร่านซึ่งถูกดัดแปลงเป็นค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว

มีการจัดตั้งโรงพยาบาลพิเศษสำหรับผู้อพยพ หลังสงครามจบสิ้นลงบางคนตัดสินใจอยู่อิหร่านอย่างถาวร แต่งงานกับชาวอิหร่านและสร้างครอบครัว

ส่วนใหญ่ไม่อยากกลับโปแลนด์ที่เปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อิหร่านและโปแลนด์ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้รับการยกระดับเป็นสถานทูตในปี พ.ศ. ๒๕๐๕

เดือนตุลาคม ๒๕๖๔ โปแลนด์ได้บริจาค วัคซีนโควิด-19 จำนวน ๑ ล้านโดส ให้แก่อิหร่าน

กระทรวงการต่างประเทศของโปแลนด์เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีมายาวนานหลายศตวรรษระหว่างสองประเทศ

มีคำถามในหมู่ชาวโปแลนด์ว่าทำไมผู้ชายโปแลนด์จำนวนมากถึงมีชื่อเปอร์เซียว่า ดาริอุช, ดาริอุส

นั่นเพราะประวัติศาสตร์ร่วมของ ๒ ชาตินี้นั่นเอง

มีบางคนเชื่อในแนวคิด “ซาร์มาติสม์ (Sarmatism) ด้วยซ้ำไป

ซาร์มาติสม์ คืออุดมการณ์ทางวัฒนธรรมและความเชื่อของชนชั้นสูงในเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียช่วงศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ โดยเชื่อว่าขุนนางโปแลนด์สืบเชื้อสายมาจากชาวซาร์มาเทียน หรืออิหร่านโบราณ

ทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่ผสมผสานอิทธิพลตะวันออก เปอร์เซีย/ออตโตมัน

แม้จะมีข้อโต้แย้งแนวคิดนี้ก็ตาม แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ของ ๒ ประเทศนี้ได้

และ "ทรัมป์" ไม่มีวันที่จะได้โปแลนด์เป็นแนวร่วม

ขณะที่สหรัฐฯ มีฐานทัพ มีฐานยิงขีปนาวุธ Aegis Ashore ในหมู่บ้านเรดซิโกโว ทางเหนือของโปแลนด์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของนาโต  แต่สหรัฐฯ ไม่อาจใช้ฐานทัพในโปแลนด์โจมตีอิหร่านได้

วันนี้ "ทรัมป์" เอาแต่บ่นเป็นหมีกินผึ้ง เกรี้ยวกราดด่าไปทั่ว

เพราะกำลังถูกโดดเดี่ยว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่สองเสือหิวต้องการ

อย่าคาดหวังว่าราคาน้ำมันจะลดลงในเร็ววัน กลับกันนับจากนี้ราคาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าถึงจุดที่ไม่เป็นภาระกองทุนน้ำมันมากนัก

เพราะ 'น้ำมัน'

"...น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ ถึงตอนดับไฟ มีอะไรเราก็เริ่มฝอย ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย น้ำมันมีน้อยมืดหน่อยก็ทนเอานิด..."

เปลี่ยนชื่อพรรคดีมั้ย?

ทำเป็นเล่นไป... พรรคส้มอาจได้ชื่อใหม่จริงๆ เป็นชื่อ “พรรคราษฎร” ตามที่ “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” ผู้นำทางจิตวิญญาณ ตั้งเป้าเป็นรัฐบาลปี ๒๕๗๕

'มัวแต่โทษตัวเอง เมื่อไหร่คนอื่นจะผิด'

อืมมมม...นำมาใช้ได้จริงๆ ครับ วลีเด็ด "ถ้ามัวแต่โทษตัวเอง แล้วเมื่อไหร่คนอื่นจะผิด"สถานการณ์ ณ นาทีนี้ของ "หัวหน้าเท้ง" ของผมไม่ต่างลิงแก้แหครับ อย่าเพิ่งไปพูดเรื่องการเป็นรัฐบาลครับ มันยังไกลเกินจริง เอาแค่บริหารพรรคให้รอดก่อน เพราะความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกอยู่เรื่อย

หยุดก่อนโลกพินาศ

ช่วงนี้ประเทศไทยต้องเจอหลายดอกครับ สงครามตะวันออกกลางทำให้มีการระงับคำสั่งซื้อข้าวไทย ซาอุดีอาระเบีย โอมาน ที่มียอดสั่งซื้อข้าวขาวและข้าวนึ่งหลักแสนตัน ตอนนี้ชะลอออกไปก่อน

ดูสงครามฝากไปถึงส้ม

นี่แหละครับสงคราม.... เรือที่แล่นในช่องแคบฮอร์มุซไม่ว่าจะติดธงชาติอะไร ล้วนมีสิทธิ์ตกเป็นเป้าโจมตีทั้งสิ้น