การเริ่มต้นของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน (ตอนที่ 2)

 

ชาย ไชยชิต

รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของราชอาณาจักรสเปน มีชื่อว่า “กฎบัตรแห่งบายอน” (Estatuto de Bayona) เรียกอีกอย่างว่า “รัฐธรรมนูญบายอน ค.ศ. 1808” มีทั้งสิ้น 146 มาตรา เนื้อหาสะท้อนอิทธิพลของกระแสแนวคิดทางรัฐธรรมนูญแบบเสรีนิยมต้นศตวรรษที่ 19 ชัดเจน โดยเฉพาะบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพของบุคคล และสิทธิในการปกครองตนเองของอาณานิคม แม้จะมีบทเฉพาะกาลที่เลื่อนการรับรองเสรีภาพของสื่อมวลชนออกไปอีกสองปีหลังรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ซึ่งสะท้อนความระแวดระวังของระบอบใหม่ต่อเสรีภาพทางการเมืองในภาวะที่ประเทศยังเผชิญความไม่สงบจากกระแสต่อต้านฝรั่งเศส

รัฐธรรมนูญบายอนมีบทบัญญัติหลายเรื่องสอดรับกับจุดยืนของฝ่ายที่ต่อต้านระบอบพระมหากษัตริย์ตามจารีตเก่าของสเปน โดยเฉพาะบทบัญญัติที่มุ่งปรับปรุงสภาพการเมืองของสเปนให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น อาทิ ยกเลิกระบบเศรษฐกิจแบบพาณิชยนิยมที่ควบคุมโดยรัฐ ยกเลิกด่านศุลกากรภายในระหว่างแคว้น กำหนดให้ระบบภาษีมีความเท่าเทียมกันทั่วราชอาณาจักร รับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพของราษฎร อนุญาตให้มีการทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมทุกประเภทได้อย่างเสรี การคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน สิทธิส่วนบุคคลในเคหสถาน ห้ามจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกการใช้วิธีทรมานในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสร้างระบบกฎหมายที่มีเอกภาพ โดยกำหนดให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญาฉบับเดียวกันทั่วทั้งราชอาณาจักรและอาณานิคมสเปน

ในด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่พระมหากษัตริย์ราชวงศ์โบนาปาร์ตใช้ดึงชนชั้นนำสเปนบางส่วนเข้ามาเป็นฐานสนับสนุนระบอบใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดวางโครงสร้างอำนาจของสเปนใหม่ เพื่อให้สอดรับกับผลประโยชน์ของจักรพรรดินโปเลียนและราชวงศ์โบนาปาร์ตด้วย ดังเห็นได้จากการจัดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ซับซ้อนเน้นการรวมศูนย์อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่

- วุฒิสภา (Senate) ประกอบด้วยเจ้าชายที่มีพระชนมายุเกิน 18 ปี และสมาชิกที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลสำคัญ เช่น รัฐมนตรี และเอกอัครราชทูต เป็น โดยวุฒิสภามีหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของปัจเจกบุคคลและเสรีภาพของสื่อ

- สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ (Council of State) เป็นองค์กรที่กษัตริย์ทรงเป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบและอภิปรายร่างกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงกฎระเบียบของการบริหารราชการแผ่นดิน

- สภาผู้แทนระดับชาติ (Cortes) แม้จะแบ่งออกเป็น 3 ฐานันดร ได้แก่ พระ ขุนนาง และราษฎร ตามประเพณีเดิม แต่การประชุมต้องเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม และการประชุมไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ยิ่งกว่านั้น รัฐธรรมนูญยังจัดวางโครงสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สะท้อนถึงการพยายามผนวกราชบัลลังก์สเปนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอำนาจของราชวงศ์โบนาปาร์ตอีกด้วย นับตั้งแต่การกำหนดให้มีการสร้างพันธมิตรทางทหารอย่างถาวรทั้งทางบกและทางทะเลระหว่างฝรั่งเศสและสเปน ไปจนถึงการบัญญัติให้การสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามหลักสิทธิบุตรชายคนโตตามลำดับอาวุโส (male primogeniture) และจำกัดสิทธิไว้เฉพาะบุตรชายที่เกิดโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยตัดสิทธิของสตรีในการครองราชย์โดยตรงอย่างถาวร หากสิ้นสายทายาทชายโดยตรง สิทธิอาจส่งผ่านจากพระธิดาไปยังบุตรชายของพระธิดาองค์โตได้ แต่ตัวพระราชวงศ์สตรีเองไม่มีสิทธิขึ้นครองราชย์ ตามจารีตกฎหมายแซลิกของราชสำนักฝรั่งเศส (Salic Law) อีกทั้งยังบัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากพระเจ้าโฆเซ โบนาปาร์ต ไม่มีทายาทชายโดยชอบธรรม ราชบัลลังก์สเปนจะต้องตกเป็นของจักรพรรดินโปเลียนและทายาทที่เป็นชาย ตามด้วยเจ้าชายหลุยส์ นโปเลียน และเจ้าชายเจอโรม นโปเลียน ตามลำดับ

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตระหนักดีว่าการเปิดทางให้กษัตริย์จากรัฐอื่นในเครือโบนาปาร์ตขึ้นครองราชย์ในสเปนอาจกระทบต่ออธิปไตยของราชอาณาจักร จึงบัญญัติห้ามการควบรวมราชบัลลังก์สเปนกับราชบัลลังก์ของรัฐอื่นภายใต้กษัตริย์องค์เดียวกัน หากผู้ใดอยู่ในลำดับสืบราชสมบัติของสเปนและครองราชย์ในรัฐอื่นอยู่ บุคคลนั้นต้องเลือกว่าจะสละราชสมบัติเดิมหรือสละสิทธิในราชบัลลังก์สเปน

ในกรณีที่สายสืบราชสันตติวงศ์ตามที่กำหนดไว้สิ้นสุดลง รัฐธรรมนูญเปิดทางให้พระมหากษัตริย์สามารถระบุผู้สืบราชสมบัติไว้ในพระราชพินัยกรรมได้ โดยเลือกจากญาติใกล้ชิดหรือบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดในการปกครองสเปน แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนแห่งชาติด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาด สะท้อนว่าความชอบธรรมของการขึ้นครองราชย์ไม่ได้ตั้งอยู่บนสายโลหิตเพียงอย่างเดียว หากยังต้องผ่านการรับรองจากองค์กรตัวแทนของชาติตามรัฐธรรมนูญด้วย

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังบัญญัติให้พระราชวงศ์ในสายของจักรพรรดินโปเลียนสามารถรับรองทายาทโดยการรับบุตรบุญธรรมเพื่อรักษาสิทธิในราชบัลลังก์สเปนไว้ได้ แต่สุดท้ายแล้ว หากเกิดภาวะที่ยังไม่สามารถหาผู้สืบราชสมบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้จัดตั้ง “สภาผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน” (Council of Regency) ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกอาวุโสสูงสุด 7 คน ทำหน้าที่ใช้อำนาจในนามพระมหากษัตริย์เป็นการชั่วคราวจนกว่าวิกฤตการสืบราชสมบัติจะคลี่คลาย ในกรณีที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ยังทรงพระเยาว์ ก็ให้มี “ผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์” (Regency) หรือหากไม่มีบุคคลเหมาะสม ก็ให้ใช้สภาผู้สำเร็จราชการทำหน้าที่แทนได้

รัฐธรรมนูญได้แยกหน้าที่ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ออกจากหน้าที่ด้านการดูแลเรื่องส่วนพระองค์ของกษัตริย์ผู้เยาว์อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้มี “สภาที่ปรึกษาผู้บริบาล” (Council of guardians) ประกอบด้วยวุฒิสมาชิก 5 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาและกิจการภายในราชสำนักของกษัตริย์ผู้เยาว์ ส่วนผู้สำเร็จราชการไม่มีอำนาจเหนือพระองค์ในฐานะบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้อำนาจแทนกษัตริย์เข้าแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์จากพระองค์

เมื่อบรรลุนิติภาวะและเสด็จขึ้นครองราชย์ พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ต้องเข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าสถาบันสำคัญของรัฐ ได้แก่ วุฒิสภา สภาที่ปรึกษาแห่งรัฐ สภาผู้แทนระดับชาติ และราชสภาแห่งกัสติยา (Royal Council of Castile) ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ปวงชนชาวสเปนและอาณานิคม ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ด้วย โดยมีถ้อยคำดังนี้ "ข้าพเจ้าขอให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายทั้งปวง”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรสเปน: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1808)  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านบทความ 'ดร.เอนก' ตั้งคำถาม ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ?

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ? ว่าด้วยธรรมชาติของคนที่ใช้เล่ห์เป็นเครื่องมือ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

‘ปวิน’ ถือหาง ‘เก่งกิจ’ หยาม ‘ปิยบุตร’ เมาไวน์ราคาถูก ด่ากราดกลางดึก!

“ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” โพสต์ให้กำลังใจ “เก่งกิจ กิติเรียงลาภ” หลังปะทะคารมกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ปมวิจารณ์บทบาทนักการเมืองกับการใช้ทฤษฎีทางการเมือง พร้อมเหน็บแรงว่าอีกฝ่าย “ด่ากราดกลางดึก” และ “เมาเพราะกินไวน์ราคาถูก”