
22 ก.ย. 2566 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบ สน.บางเขน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอฝากขังนายส่องศักดิ์ ส่งแสง กับพวก รวม 2 สำนวน ประกอบด้วย
คำร้องฝากขัง หมายเลขดำ ฝ.1406/2566 ซึ่งมีนายส่องศักดิ์ ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 1 และ น.ส.สุนัน ภรรยา ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่งความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 199, 290 วรรคหนึ่ง
ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1 รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 รับสารภาพในข้อกล่าวหาร่วมกันลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตาย หรือเหตุแห่ง ความตาย ส่วนข้อกล่าวหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายนั้นผู้ต้องหาที่ 2 ให้การปฏิเสธ
โดยพฤติการณ์คดีนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2566 เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน และกัน จอมพลัง ได้ร่วมกันเข้าไปช่วยเหลือเด็ก ซึ่งถูกพ่อคือนายส่องศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 1 ทำร้ายร่างกาย และได้ทําการช่วยเหลือเด็กหญิง 2 คน อายุ 12 ปี และอายุ 4 ปี ออกมาอยู่ในความดูแลได้ แต่จากการตรวจสอบไม่พบ ด.ญ.อายุ 2 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวอีกคนที่เกิดกับนายส่องศักดิ์ และ น.ส.สุนัน ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นการหายตัวไปของ ด.ญ.อายุ 2 ปี จึงได้ติดตามตัวผู้ต้องหาเพื่อจะซักถามเกี่ยวกับการหายตัวไป กระทั่งวันที่ 19 ก.ย.2566 เวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจพบตัวบุคคลทั้งสอง ที่ลานจอดรถห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ถ.พหลโยธิน ต.ประชาธิปปัตย์ จ.ปทุมธานี จึงได้ทำการเชิญตัวทั้งสองมาซักถามปากคำเบื้องต้นเกี่ยวกับคดี โดยทั้งสอง เต็มใจมากับเจ้าหน้าที่ด้วยความสมัครใจ
จากการซักถามปากคำเบื้องต้น ทั้งสองให้การไปแนวทางเดียวกันว่า นายส่องศักดิ์ ได้ทำร้ายร่างกายลูกสาวอายุ 2 ปีจนได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ได้พาไปพบแพทย์ กระทั่งลูกสาวเสียชีวิตจากนั้นได้ร่วมกันนำร่างของขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางไปยังบ้านที่หมู่ 15 ต.บ่อถ้ำ อ.ขาณุวรลักษณ์ จ.กำแพงเพชร โดยได้แวะซื้อถุงพสาติกสีดำเพื่อไว้ห่อร่างศพก่อนจะร่วมกันลงมือตระเตรียมอุปกรณ์ที่จะจัดการกับศพ ด้วยการฝังร่างไว้กับพื้นบ้านแล้วใช้ปูนซีเมนต์โบกปิดทับไว้ซึ่งหลังจากให้การเบื้องต้น ทั้งสองสมัครใจชี้ยืนยันจุดที่ฝังศพเด็กหญิง เมื่อไปถึงที่บ้านดังกล่าว บริเวณครัวด้านหลังของบ้านมีร่องรอยการขุดและปิดโบกทับด้วยปูน จึงได้ทำการทุบซีเมนต์และขุดพื้นในจุดที่ผู้ต้องหาทั้งสอง นำชี้จุดเกิดเหตุ ปรากฏพบถุงพลาสติกสีดำ เมื่อเปิดออกมาพบศพเด็กหญิงอายุประมาณ 2 ปี ซึ่งทั้งสองให้การรับสารภาพว่าเป็นลูกสาวของทั้งสองจริง
ซึ่งการฝากขัง ทั้งพนักงานสอบสวน ผู้ร้อง และผู้เสียหาย ได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงหากปล่อยตัวไปเกรงว่าจะหลบหนี และผู้เสียหายอาจได้รับอันตรายเนื่องจากผู้ต้องหาทราบที่อยู่ของผู้เสียหาย
และคำร้องฝากขัง หมายเลขดำ ฝ.1407/2566 กล่าวหา นายส่องศักดิ์ ผู้ต้องหา ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายสาหัส, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯ หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4), 309 ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
โดยพฤติการณ์คดีนี้ สืบเนื่องจาก น.ส.เจษฎา ผู้กล่าวหาได้คบหากับนายส่องศักดิ์ ผู้ต้องหา และอยู่กินกันฉันสามีภรรยา ช่วงประมาณปี 2553 และมีบุตรด้วยกัน 5 คน ซึ่งก็ได้คบหาเรื่อยมา กระทั่งตั้งแต่ปี 2558 ผู้กล่าวหากับผู้ต้องหา พร้อมบุตรได้ย้ายมาพักอาศัยที่ซอยพหลโยธิน 50 แยก 11 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพฯ จนถึงปี2564 ซึ่งขณะที่พักอาศัยอยู่นั้น ผู้ต้องหามักจะทำร้ายร่างกายผู้กล่าวหา รวมถึงยังได้มีการใช้ไขควงกับมีดลนไฟจนเหล็กสีแดง และนำมาทาบตามร่างกายของผู้กล่าวหาจนเกิดเป็นแผลพุพอง จำนวนหลายแผล และเป็นแผลเป็นตามร่างกาย โดยหากไม่ทำตามก็ข่มขู่ว่าทำร้ายร่างกายผู้กล่าวหา หรือบางครั้งก็ข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ตาย
จนกระทั่งประมาณปี 2564 ผู้กล่าวหาได้ย้ายมาพักที่อพาร์ทเม้นท์ ซอยพหลโยธิน 48 แยก 11 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กับลูกของผู้กล่าวหา โดยแยกกันอยู่กับผู้ต้องหา แต่ผู้ต้องหาก็มาหาผู้กล่าวหาและลูกอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกาย ต่อมาจนกระทั่งผู้ต้องหาก็กลับมามีพฤติกรรมแบบเดิม โดยได้บังคับให้ผู้กล่าวหาทำการถ่ายวิดีโอโดยผู้กล่าวหาใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย และส่งให้ผู้ต้องหาดู หากไม่ยอมทำตามผู้กล่าวหาและลูกจะถูกผู้ต้องหาทำร้ายร่างกาย และผู้ต้องหามักจะใช้ลูกของผู้กล่าวหาเป็นข้ออ้างในการบีบบังคับให้ทำการใช้ไขควงหรือมีดลนไฟมาทาบร่างกายตัวเองให้ผู้ต้องหาดู โดยผู้กล่าวหาอยู่ในภาวะจำยอมเนื่องจากเป็นห่วงลูกของตนเกรงว่าจะได้รับอันตราย
กระทั่งครั้งล่าสุดเมื่อประมาณวันที่ 7 ส.ค.2566 เวลาประมาณ 18.00 น. ผู้ต้องหาได้บังคับให้ผู้กล่าวหาทำการถ่ายวิดีโอ โดยผู้กล่าวหาใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย และให้ผู้กล่าวหานำมีดไปลนไฟและนำมาทาบที่น่องข้างขวาจนเกิดเป็นแผลพุพอง และให้ผู้กล่าวหาส่งให้ผู้ต้องหาดู โดยผู้ต้องหาขู่เช่นเดิมว่าหากไม่ยอมทำตามผู้กล่าวหาและลูกจะถูกผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง การกระทำของผู้ต้องหาทำให้ผู้กล่าวหาได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบปรากฏว่า ตามร่างกายของผู้กล่าวหามีรอบแผลเป็นบนใบหน้า หัวไหล่ และน่องที่ขา ถือว่าเป็นแผลเป็นฉกรรจ์ตามร่างกายและหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
ทั้งนี้การฝากขัง ทั้งพนักงานสอบสวน ผู้ร้อง และผู้เสียหาย ได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยตัวไปแล้วจะหลบหนียากแก่การติดตามตัวมาภายหลัง และจะข่มขู่ผู้เสียหาย
โดยศาลอาญา อนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องทั้ง 2 สำนวน ซึ่งผู้ต้องหาไม่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นฝากขังนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คุก 5 ปี '2 อดีตสส.-แกนนำแดง' คดีก่อการร้าย ยกฟ้องหมิ่นสถาบัน
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 5 ปี 2 อดีตแกนนำ นปช. 'พายัพ-เพชรวรรต' สนับสนุนก่อการร้าย แต่ยกฟ้องข้อหาหมิ่นสถาบันฯ
ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 'ป๋าติ๊ก-ป๋ากบ' กับพวก 50 ปี ค้ามนุษย์อ่างวิคตอเรีย
ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกอ่วมป๋าติ๊ก-ป๋ากบ กับพวก 50 ปี ค้ามนุษย์วิคตอเรีย ซีเครท เพิ่มอัตราดอกเบี้ยผู้เสียหายเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนเสี่ยกำพลยังหนีคดี
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 'หมออั้ม' ไม่ผิดหมิ่นเฮียบุ๊งสามนิ้ว ชี้ 'นักบุญทุนคนอื่น' ไม่มีการยืนยันตัวตน
ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง "หมออั้ม" ไม่ผิดหมิ่นประมาท "บุ๊ง" อดีตเเกนนำ 3 นิ้ว ชี้ข้อความ "นักบุญทุนคนอื่น" ไม่เป็นการยืนยันตัวตน ต้องผ่านการสืบค้น สุดอึ้ง! "บุ๊ง" กลับลำ อ้างไม่เคยเปิดรับบริจาคเงินม็อบสามนิ้ว
ธนาธรแห้วอีก! ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง 'ดร.อานนท์' คดีหมิ่นฯ ปมถือครองที่ดินป่าสงวนฯฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี
"ดร.อานนท์" นักวิชาการชื่อดัง แจ้งว่า เช้าวันนี้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นโจทก์ฟ้องผมว่าหมิ่นประมาท จากการที่ผมโพสต์วิจารณ์การถือครองที่ป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี
ฎีกา5ปี4เดือน ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีชุมนุมปี53
ฎีกายืนตามอุทธรณ์ สั่งคุก 5 ปี 4 เดือน “เจ๋ง ดอกจิก” ชุมนุมปี 53
'ศาลฎีกา' พิพากษายืน จำคุก 'เจ๋ง ดอกจิก' 5 ปี 4 เดือน คดีนปช.ชุมนุมปี 53
คดีสิ้นสุด ฎีกายืนตามอุทธรณ์ สั่งคุก 5.4 ปี “เจ๋ง ดอกจิก” ชุมนุมปี 53 ชี้เจตนาทำร้ายทหาร ในการชุมนุม ส่วนพวกอีกคนโดนคุกตลอดชีวิต

