ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง

“เหตุการณ์เหล่านี้เป็นภาพสะท้อนถึงข้อกล่าวหาระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ ทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านจะเป็นการฉายภาพให้ชัดขึ้น”

รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน ร่วมกันยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

โดยมีรัฐมนตรี จำนวน 18 คน ที่ถูกยื่นอภิปราย ประกอบด้วย 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย 2.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม 3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง 5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ 6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 8.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 9.นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

10.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 11.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 12.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 14.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 15.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 16.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 17.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และ 18.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย

นายณัฐพงษ์ระบุว่า "ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ที่กินรวบประเทศนี้อยู่ ระบบนี้เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา และกลไกถ่วงดุลตรวจสอบ หรือองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย เนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นการโกง สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น วิกฤตประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วมต่างๆ เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คดีโกง สว.อย่างเดียว อะไรก็ตามที่เป็นวิกฤตของประชาชนที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตย การใช้อำนาจในทางมิชอบต่างๆ ก็อยู่ในเนื้อหาการอภิปรายทั้งสิ้น”

รมต.ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 คน ถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ นายอนุทิน ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง สรุปว่า ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต ไร้วุฒิภาวะ ไร้ภาวะผู้นำ ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศ สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้ง สส. โกงการเลือก สว. โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน

สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสแสร้งแกล้งรักชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้า บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการ ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดี คำสัญญาที่บอกว่าจะทำให้ประชาชนรวยไม่ไหวแล้ว เป็นเพียงแค่ลมปาก มัวแต่อุ้มชูกลุ่มทุนและเครือข่ายผลประโยชน์ของตนเอง

ส่วน รมต.รายอื่นก็ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงไม่น้อยเช่นกัน แต่ที่น่าสนใจ รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายล้วนเป็นของพรรคภูมิใจไทยกับโควตากลาง ไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยแม้แต่คนเดียว

หากมองเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายค้าน เป็นหมากเกมตื้นๆ ที่จะโดดเดี่ยวพรรคภูมิใจไทย เสี้ยมให้พรรคเพื่อไทยโหวตสวน แต่ในบริบททางการเมืองในขณะนี้ โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะโหวตสวนแล้วถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลแทบเป็นไปไม่ได้ หลังจากพรรคกล้าธรรมมี "ดีลพิเศษ" กับนายอนุทิน แต่งตัวเตรียมเข้าร่วมรัฐบาล กระดานการเมืองก็เปลี่ยนไป

แม้อ่านเกมล่วงหน้า ฝ่ายค้านไม่สามารถน็อกคู่ต่อสู้บนเวทีได้ แต่ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน หวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะในโลกยุคโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน การซักฟอกรัฐมนตรี 18 คน สามารถสร้างคอนเทนต์ทางการเมือง เผยแพร่ตามแพลตฟอร์มต่างๆ ได้อีกมากมาย

ถึงแม้จะมองเป็น "บันเทิงธิปไตย" แต่ก็เป็นกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองที่ทำให้เห็นถึงแก่นแกนของปัญหาทั้งหมดได้ง่าย และสามารถเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม เป็นการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามและทำลายความน่าเชื่อถือ ปลุกพลังทางสังคมนอกสภาสั่นคลอนรัฐบาลได้

ยิ่งรัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาสำคัญๆ ไม่สามารถกอบกู้วิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง ขณะที่นายกฯ อนุทินลงตรวจเยี่ยมประชาชนน้ำท่วมในพื้นที่ ถูกผู้ประสบภัยด่าทอด้วยคำหยาบคาย เนื่องจากกำลังเดือดร้อนถูกน้ำล้อมรอบ และการช่วยเหลือไม่ทั่วถึง

ขณะที่สังคมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) สายตรง "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" ลงนามคำสั่งให้ นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่กรม ปค. โดย นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้น ลงนามโยกย้ายตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ส่งถึงอธิบดี ปค.

ด้าน นายอนุทิน กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ถล่มนายเสฏฐวุฒิอย่างดุเดือดว่า "รู้สึกเศร้าใจ และถือเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่งที่มีข้าราชการลักษณะนี้อยู่ในระบบปกครอง"

แต่วันถัดมากลับมีคำสั่งกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้งให้นายเสฏฐวุฒิดำรงตำแหน่งนายอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้ หลังมีคำสั่งเด้งนายเสฏฐวุฒิแล้วเกิดกระแสตีกลับ ประชาชนในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง ออกมาปกป้องนายเสฏฐวุฒิ ว่าลงพื้นที่่ช่วยน้ำท่วมตลอด และนัดรวมตัวให้กำลังใจ ทำให้รัฐบาลต้องกลับลำ เพราะเกรงว่าอาจถูกยื่นฟ้องต่อศาลปกครองด้วย

ส่วนที่อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีรายงานผู้บังคับบัญชาว่านายอำเภอไม่อยู่บัญชาการเหตุการณ์ เอาแต่แจกของทำคอนเทนต์ลงโซเชียล และใช้อารมณ์คำพูดไม่เหมาะสมนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่านายอำเภองัดข้อกับผู้ว่าฯ ที่เคยตั้ง "จีนเทา" เป็นที่ปรึกษา และมีการปล่อยให้มีการตั้งโรงงานขยะอุตสาหกรรมในจังหวัด แต่นายเสฏฐวุฒิให้ความรู้ชาวบ้านเฝ้าระวังไม่ให้มีการทิ้งขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตร และในวันนายวีระพันธ์เกษียณราชการ นายเสฏฐวุฒิก็ไม่ไปร่วมงานด้วย    

การโยกย้ายข้าราชการดังกล่าวเกิดคำถามถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทิน หากใช้หลักการเดียวกัน คนที่ควรถูกเด้งคนแรกคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. ว่าจะเกิดน้ำท่วมหนัก แต่ผู้ว่าฯ ในฐานะที่มีอำนาจสูงสุด กลับไม่มีการบูรณาการ จำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) แล้วแจ้งเตือนประชาชนผ่าน Cell Broadcast รวมทั้ง รมว.มหาดไทยและนายกฯ ที่ชื่อ "อนุทิน" ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติด้วย

เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แสดงความเกรี้ยวกราดใส่ระดับนายอำเภอ อ่านตามสคริปต์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง หรือฉลาดแกมโกง ที่่ต้องการโชว์ภาวะผู้นำหาแพะเซ่นน้ำท่วม และกลบข่าวการทุจริตโกงข้อสอบท้องถิ่น เนื่องจากในวันเดียวกันคือ 7 ต.ค. เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ปล่อยตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ “จ่าพิชิต” อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์, นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ “ดร.วิน” ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่วน น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาวของนายวิน ได้ถูกปล่อยตัวก่อนหน้านี้

หลังจากทั้ง 3 คนถูกคุมขังครบกำหนดฝากขังสูงสุด 7 ผัด (ผัดละ 12 วัน รวม 84 วัน) แต่เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังดำเนินการสอบสวนคดีไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้ไม่สามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ทันตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปตามขั้นตอน

การปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหาคดีโกงข้อสอบดังกล่าว สวนทางกับแนวทางที่นายกฯ อนุทินประกาศอยู่เสมอว่าจะดำเนินการกับคนทุจริตอย่างถึงที่่สุด ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ชิด 

แม้นายอนุทินและแกนนำรัฐบาลจะโบ้ยว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ กดดันหรือแทรกแซงไม่ได้ และกระบวนการยังไม่จบ แต่ก็ถูกมองได้ว่าเป็นการยื้อเวลา-ดองเรื่องไม่ให้คดีไปถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ใช้ระบบไต่สวน จะโยงถึงฝ่ายการเมืองได้ เช่นเดียวกับกรณี ป.ป.ช.เคยชี้มูล นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.2567 กรณีให้บุคคลอื่นจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแทน 1.3 ล้านบาท มีความผิดอาญาและฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ต่อมาเจ้าตัวยื่นอุทธรณ์ ป.ป.ช.ก็ยังไม่ส่งสำนวนไปยัง อสส.เช่นกัน

โดยเฉพาะกรณี ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ไม่แสดงรายการถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น "นิติกรรมอำพราง" ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็น "นอมินี" จึงสั่งให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่ ป.ป.ช.กลับฟอกขาว ขณะที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนนายศักดิ์สยาม ก็ดึงเรื่องไว้อีก

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นภาพสะท้อนถึงข้อกล่าวหา "ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ" ทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านจะเป็นการฉายภาพให้ชัดขึ้น ประกอบกับรัฐบาลยังมีพฤติกรรมที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่เนืองๆ ความเสื่อมถอยก็จะทรุดลงเรื่อยๆ และอาจจะถึงจุดเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่่ฝ่ายค้านคาดหวังก็เป็นได้!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา

ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

'โรม' แจงล็อกเป้า 18 รมต. เป็นหัวใจระบอบสีน้ำเงิน ชี้บ้านเมืองเต็มไปด้วยทุจริตคือใบเสร็จที่สมบูรณ์แบบ

“โรม” โต้ภูมิใจไทยเย้ยฝ่ายค้านซักฟอกเป็นแค่บันเทิงธิปไตย ยันหลักฐานพร้อมสูงสุด-ไม่ใช่ฉายหนังซํ้า แจงเหตุพุ่งเป้า 18 รมต. หวังเจาะหัวใจ “ระบอบสีน้ำเงิน” อุบตอบ “ผู้มีพระคุณ” หมายถึงใคร

อ.อัจฉราวดี รัวเป็นชุด! จวกฝ่ายค้านไร้หมัดน็อก เหวี่ยงแห 18 รมต. ทำสภากลายเป็นสนามเด็กเล่น

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ในฐานะโหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เข้าใจว่าอยากแฉเพราะไม่มีหลักฐานที่เป็นหมัดน็อกคว่ำรัฐบาลได้ การซักฟอกความไม่ชอบมาพากลและการกระทำส่อทุจริตโดยฝ่ายค้าน เป็น

'บิ๊กดุลย์' ยิ้มส่ายหน้า หัวเราะก่อนเดินหนีสื่อ หลังถูกถามปมฝ่ายค้านยื่นซักฟอก

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กรณีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต

'อนุทิน' มั่นใจเสียงรัฐบาล 'กล้าธรรม' โหวตให้ก็สาธุ! ยังไม่คิดปรับ ครม.หลังซักฟอก

นายกฯ มั่นใจเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก 5 วัน ยืนยันไม่มีดีลล่วงหน้ากับกล้าธรรม แต่หากยกมือหนุนก็ “สาธุ” เผยยังไม่คิดปรับ ครม.หลังอภิปราย หยอก “พลพีร์”