“กองทัพ”ตั้งการ์ด-ลดแรงเสียดทาน เริ่มศึกภายใน-ชายแดนยังไม่จบ

แม้การสู้รบในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จะจบลงในระลอกที่ 2 ไปแล้ว โดยกองทัพสามารถทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ “สงคราม” นั้นยังไม่จบ เพราะ “ควันหลง” ของเหตุการณ์ยังเป็นเชื้อไฟที่สามารถทำให้เหตุการณ์สู้รบปะทุได้อีกตลอดเวลา จากปัจจัยหลักคือ ยังไม่มีการสำรวจจัดทำหลักเขตกันจนเป็นที่ยุติ รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเมืองภายในของ 2 ประเทศ ที่รัฐบาลต่างฝ่ายต่างสร้างคะแนนนิยมจากเหตุการณ์ชายแดน

เฉพาะในส่วนของประเทศไทย อยู่ในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง “รัฐบาล” ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย  ยังคงยึดแนวทางหลักในเรื่องของการรักษาอธิปไตย และถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อพรรคสีน้ำเงินให้อยู่ในช่วงขาขึ้น

ในวันแถลงข่าวเปิดนโยบายในหมวดนโยบายความมั่นคงของ “พรรคภูมิใจไทย” ครั้งแรก “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรค นำเสนอ “ทหารอาสา” โดยจะเปิดรับสมัครทหารรับใช้ชาติ 100,000 คน ในรูปแบบรับราชการ 4 ปี  

และไม่เพียงอาสามาเป็นทหาร แต่ยังได้เงินเดือน 12,000 บาท พร้อมโอกาสสอบรับราชการและเติบโตในเส้นทางอาชีพด้วย เรียกว่า เสริมความมั่นคงไทย สร้างอาชีพ และแก้ปัญหาทหารเกณฑ์ ที่เป็นประเด็นถกเถียงมายาวนานในสังคม

 ในขณะที่ “พรรคประชาชน” ซึ่งถูกหักล้างวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” จากผลการปฏิบัติของกองทัพในกรณีการสู้รบไทย-กัมพูชา ได้ปรับกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองใหม่

โดยพยายามอธิบายชี้เป้าการวิพากษ์วิจารณ์ให้ชัดขึ้นในเรื่องของ “หลุมดำ” ในกองทัพที่ต้องปรับปรุงต่อไป พร้อมกลับยืนยันยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร ประกาศนโยบายทหารอาสา อย่างน้อย 30,000 อัตราต่อปี ให้เป็นทหารกองประจำการ 4 ปี และขยายเป็น 8 ปีได้ 

โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวพรรคประชาชน แจกแจงด้วยว่า ทหารอาสาจะได้ขึ้นเงินเดือนปีละ 3% เหมือนทำงานในบริษัท และเมื่อครบสัญญา 4 ปี ก็จะได้เงินช่วยเหลือ 120,020 บาท ซึ่งคำนวณจากเงินเดือนสุดท้าย คูณกับปีที่ทำงาน คูณกับ 2.5 เท่า ที่น่าสนใจกว่านั้น ทหารอาสาจะเป็นระบบเหมือนทำงานออฟฟิศ เดินทางไปเช้าเย็นกลับได้ หลังพ้นระยะฝึกหนัก ไม่ต้องประจำค่ายตลอดเวลา

พร้อมตอกย้ำว่า ทหารอาสาในแบบฉบับพรรคส้ม ไร้ระบบซ่อม ปราศจากความรุนแรง ไม่ต้องเป็นทหารรับใช้บ้านนาย ไม่ต้องซักกางเกงในคุณนาย  หรือเลี้ยงไก่

ลงรายละเอียดเพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นโหวตเตอร์ ซื้อใจฐานเสียงซึ่งเป็นชายไทยที่ต้องเข้ามาเกณฑ์ทหาร โดยพรรคส้มมีมากกว่าที่สีน้ำเงินมี 

ท่ามกลางตัวเลขผู้สมัครทหารออนไลน์เข้ามาอย่างท่วมท้น จากกระแสรักชาติหลังการสู้รบกับกัมพูชา

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นศึกภายในที่คั่นเวลา รอดูรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และเดินหน้านโยบายในด้านความมั่นคง ทหารอาสา รวมถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาต่อไป

ในขณะที่ “กองทัพ” ที่อยู่ในช่วงสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงในแนววางกำลัง กลไกที่ตั้งขึ้นคือศูนย์ประสานข้อมูลไทย-กัมพูชา และกระทรวงการต่างประเทศยังคงเดินหน้าทำความเข้าใจ ส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปยังนานาชาติ เพื่อยืนยันความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหาร

เพื่อรอขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเจรจาในระดับทวิภาคี ตามถ้อยแถลงร่วม Joint Statement หรือ JS ที่ได้ทำกันไว้ระหว่างไทย-กัมพูชา ในกรอบทวิภาคี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา

โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ออกมาระบุว่า สิ่งที่ดำเนินการระหว่างนี้คือ

1.คงกำลังไว้อย่างน้อย 1 ปี จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายจริงๆ แต่แนวชายแดนยาว 798 กิโลเมตร จะคงกำลังทั้งหมดคงไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่ไหนถ้าต้องคงกำลังก็ต้องคงไว้

2.บางพื้นที่ทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์ มีกล้องซีซีทีวี

3.บางพื้นที่ทำรั้วถาวร

4.บางพื้นที่ได้คุยกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าจะขอพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่หวงห้าม อาจจะให้พี่น้องทหารผ่านศึกเข้าไปทำกิน เพราะทหารผ่านศึกยังมีจิตวิญญาณความเป็นทหารในการช่วยดูแลพื้นที่ 

5.อาจทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้ ได้แจ้งกับรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากต้องของบประมาณ

ซึ่งถือเป็นแนวทางของกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลรักษาการที่มองว่าอยู่ในกรอบของฝ่ายไทยที่จะรักษาพื้นที่ไว้ได้ตลอดแนว ก่อนที่จะมีการคุยกันในคณะกรรมาธิการเขตแดน ไทย-กัมพูชา หรือ JBC ซึ่งคาดว่าจะอยู่กรอบเวลากว้างๆ คือประมาณ 1 ปี ซึ่งจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศพักนึงแล้ว

โดยโจทย์ใหญ่ที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาต้องเจอ คือการแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่าง 2 ชาติมีความสลับซับซ้อน มีสูตรในการดำเนินการหลายสูตร เกี่ยวเนื่องกับเอ็มโอยู ในอดีตหากในที่สุดกลไกในการทำหน้าที่สรุปแนวทางออกมาแล้วไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฝ่ายเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดัน ก็จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐบาล หรือกองทัพขึ้นมาได้

เพราะต้องยอมรับว่า การพิสูจน์ด้วยการสำรวจเพื่อทำหลักเขตแดนนั้น อาจจะต้องแลกพื้นที่กัน เพียงแต่พื้นที่ที่กองทัพยึดครองไว้ขณะนี้ทำให้ฝ่ายไทยได้เปรียบขึ้น

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ฝ่ายกองทัพต้องระมัดระวังต่อการรักษาพื้นที่ซึ่งได้วางกำลังไว้อย่างเข้มงวด เพราะไม่อาจไว้วางใจว่ากัมพูชาจะลิดรอน หรือลอบกัดให้ไทยถอยจากพื้นที่ยึดครอง ด้วยวิธีการไหน 

ในขณะที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องนิ่ง และงดแสดงความคิดเห็นที่เชื่อมโยงในประเด็นนโยบาย เพราะเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการต่อสู้ระหว่างขั้วสี  โดยที่ภารกิจในเรื่องของอธิปไตยยังไม่เสร็จสิ้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ถึงกระบี่ สนทนาธรรม 'พระอาจารย์ชัย' วัดถ้ำเสือ ก่อนลุยหาเสียง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ประเดิมจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรก พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

ปรากฏการณ์‘น้ำเงิน’ไล่บี้‘ส้ม’ ‘พลังเงียบ’คะแนนตัวแปร!

ผลการสำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค.69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วย มีความน่าสนใจ