80ปีปชป.-จุดอ่อนพรรคสีฟ้า ที่"อภิสิทธิ์"ยังแก้ไม่ได้

พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี สส.ในสภาฯ ณ ปัจจุบัน 21 คน แบ่งเป็น สส.เขต 10 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 11 คน ส่วนอนาคต ปชป.จะได้ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย-อนุทิน ชาญวีรกูล หรือไม่ “ประตูนี้ยังไม่ปิดตาย” เพราะการเมืองวันข้างหน้าไม่มีอะไรแน่นอน  

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา พรรค ปชป.จัดงาน ครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคไป โดยบรรยากาศปีนี้ถือว่าคึกคักระดับหนึ่ง แม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ไม่ได้มี สส.มากเหมือนในอดีต แต่การที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ก็ทำให้ ประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในจุดโฟกัสทางการเมืองมากขึ้นกว่ายุค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นหัวหน้าพรรคอย่างเห็นได้ชัด

แม้เลือกตั้งที่ผ่านมา ว่ากันตามจริง ถือว่าอภิสิทธิ์ไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่-การชิง สส.เขต

ที่เห็นชัดก็คือ สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ที่ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ ไม่ได้ สส.เขตแม้แต่คนเดียว เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ที่สำคัญเป็นการไม่ได้ สส.เขต ในช่วงที่อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ปชป. 2 ครั้งใน 3 ครั้ง คือการเลือกตั้งปี 2562 และ 2569 ขณะที่ภาคใต้ก็ได้ สส.เขตแค่ 9 คน แม้ช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย อภิสิทธิ์และแกนนำ ปชป.จะโหมหาเสียงอย่างหนักลงไปตรึงพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ทุกจังหวัด และเกิดกระแสตอบรับค่อนข้างแรง แต่สุดท้ายผลการเลือกตั้งระดับเขตออกมาก็หลุดเป้าไปเยอะ ขนาดพรรคกล้าธรรม พรรคตั้งใหม่ ยังได้มากกว่าคือ 12 ที่นั่ง ส่วนการจะอ้างเรื่องมีการซื้อเสียง-เงินเทา จนพรรคได้ สส.น้อยที่ภาคใต้ มันก็เป็นการอ้างหลังพ่ายแพ้ เพราะแพ้ก็คือแพ้ แต่ที่พอกู้หน้าและถือว่าทำได้ตามเป้า อันนี้ก็ต้องให้เครดิตคือคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ ปชป.กวาดมาอันดับ 1 แบบชนะยกจังหวัด ถึง 9 จังหวัด โดยที่บางจังหวัด ปชป.ไม่ได้ สส.เขตเลยด้วยซ้ำ เช่น ชุมพร พังงา กระบี่ จนทำให้ ปชป.ได้ สส.บัญชีรายชื่อไป 11 ที่นั่ง ที่มากกว่า สส.เขตที่พรรค ปชป.มีเสียอีก

อย่างไรก็ตาม การที่พรรค ปชป.ตอนนี้มี สส.เขตแค่ 10 คน คือ ภาคใต้ 9 คน และตะวันออกคือ ระยอง 1 คน โดยไม่มี สส.ภาคกลาง-เหนือ-อีสานและกรุงเทพฯ

มันยิ่งตอกย้ำจุดอ่อนของพรรค ปชป.ที่มีมานานคือ มีฐานเสียงหลักแค่ 2 พื้นที่คือ ภาคใต้กับกรุงเทพฯ และเมื่อวันนี้กระแสนิยมของพรรคส้ม ประชาชนยังแข็งแกร่งอยู่ คนกรุงเทพฯ ยังพร้อมเชียร์ให้เป็นรัฐบาลให้ได้ ขณะที่ภาคใต้ คู่แข่งอย่างภูมิใจไทยและกล้าธรรมแข็งแรงมากขึ้น ยิ่งเมื่อภูมิใจไทยกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลสมัยที่ 2 หากรัฐบาลภูมิใจไทยสร้างผลงานได้ดี ทำให้ภาคใต้เจริญขึ้น มันก็ยิ่งทำให้ ปชป.เจอสถานการณ์ลำบาก 

ส่วนพื้นที่อื่นอย่างภาคอีสาน เดิม ปชป.ยังพอมี สส.เขตให้ได้ลุ้นบ้าง 1-2 ที่นั่ง เช่นที่อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ หรือภาคเหนือก็อย่างที่แม่ฮ่องสอน ภาคตะวันออกก็เช่นตราด แต่ตอนนี้ก็หมดเกลี้ยงแล้ว

 ทำให้จากเดิมที่พรรค ปชป.มีจุดอ่อนคือ ไม่มีฐานเสียง ไม่มี สส.ใน ภาคอีสาน-ภาคเหนือ ให้ได้ลุ้น ซึ่งแค่ 2 ภาครวมกันก็มี สส.เกิน 200 คนแล้ว อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น นับแต่การเลือกตั้งปี 2548 ซึ่งที่ผ่านมา ปชป.พยายามแก้ไขจุดอ่อนตรงนี้มาตลอด แต่ก็แก้ไม่ได้ แล้วมาวันนี้สถานการณ์พรรค ปชป.หนักยิ่งกว่าเดิม คือพื้นที่ซึ่งเจาะยาก โอกาสลุ้นมีน้อย ขยายวงจากอีสาน-เหนือ มาที่กลาง-กรุงเทพฯ ส่วนตะวันออกก็เหลือแค่ระยอง 

นี่คือโจทย์-การบ้านข้อใหญ่ของอภิสิทธิ์ที่ต้องเร่งแก้ไข ปิดจุดอ่อนของพรรคสีฟ้าตรงนี้ให้ได้ ในการขยายพื้นที่การเมืองให้ออกไปมากขึ้น เพราะแนวทางแบบเดิมๆ อย่าง ภูมิภาคนิยม วันนี้เห็นแล้วว่า ยามเมื่อ ปชป.เสียฐานที่มั่นในภาคใต้ที่เคยยึดครองอยู่หลายสิบปี ก็ทำให้พรรค ปชป.เสียศูนย์ทันที  

ส่วนข้ออ้างว่า เลือกตั้งรอบนี้อภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. เมื่อ 18 ต.ค.2568 และยุบสภาฯ 12 ธ.ค.2568 จึงมีเวลาน้อยในการเตรียมตัวเลือกตั้ง ข้ออ้างดังกล่าวถือว่าไม่มีน้ำหนัก ฟังไม่ขึ้นกับการเป็นหัวหน้าพรรค-นักบริหารมืออาชีพ โดยเฉพาะกับอภิสิทธิ์ที่เป็นอดีตหัวหน้าพรรคมาหลายสมัย ประสบการณ์นำทัพเลือกตั้งโชกโชน มีดีเอ็นเอเลือดสีฟ้าเต็มตัว การอ้างว่าเวลาน้อย จึงเป็นคำแก้ตัวของพวกมือสมัครเล่นที่ปฏิเสธความรับผิดชอบมากกว่า เพราะอย่างนโยบายของพรรค ปชป.ที่หาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แคมเปญอย่างเช่น การเมืองสุจริต หรือนโยบายเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่จับต้องได้

กระนั้นการที่อภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.แล้วพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับพรรค ปชป. เช่น การให้พื้นที่กับ คนรุ่นใหม่-คนรุ่นกลาง ให้มีบทบาทในกรรมการบริหารพรรค และให้บทบาทในการเลือกตั้งที่ผ่านมา-การส่งกลุ่มนิวเจนลงเลือกตั้งหลายจังหวัด แม้จะสอบตกหมด ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้เครดิตอภิสิทธิ์ ที่พยายามให้พรรค ปชป.ปรับตัวให้ทันกับบริบทการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ ปชป.ไม่ให้เป็นพรรค 79-80 ปี ที่ดูโบราณล้าหลัง แม้จะทำให้รุ่นใหญ่ในพรรค ปชป.บางคนไม่พอใจ เพราะขนาดอดีตหัวหน้าพรรค-อดีต สส.หลายสมัย ยังไม่ได้กลับสภาฯ เพราะอยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ที่อยู่ข้างหลังคนที่เพิ่งเข้ามาไม่ถึง 3 เดือน แต่พวกรุ่นใหญ่ในพรรคก็ต้องยอมกลืนเลือด เพื่อให้ ปชป.ไปต่อได้

 “อภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค ปชป.” กล่าวถึงการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากครบรอบ 80 ปี ว่า ได้วางกิจกรรมไว้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะเป็นการยกระดับการทำงานของพรรค และก้าวเข้าสู่ปีที่ 81 โดยเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามการทำงานของรัฐบาล การสอดส่องทุจริตคอร์รัปชัน ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ต่อไป

ก้าวย่างสู่ปีที่ 81 ของพรรค ปชป. หลายเสียงเห็นตรงกัน หากอภิสิทธิ์-ปชป.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลได้อย่างสมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นแรงส่งสำคัญทำให้ ปชป.กลับมามี สส.ในสภาฯ ได้มากขึ้นในการเลือกตั้งรอบหน้า ด้วยเหตุนี้ บทบาทของ ปชป.ในฐานะฝ่ายค้าน บอกเลยว่าน่าติดตามยิ่งนัก. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภท. คึกคัก! ทำบุญก้าวสู่ปีที่ 18 พรรครบ.-ฝ่ายค้าน แห่อวยพร

ภท.คึกคัก ทำบุญก้าวเข้าปีที่ 18 แกนนำพรรคร่วม-ปชป. หอบดอกไม้แสดงความยินดี 'อนุทิน' หอบ 3 รมช.มท. ซิ่งรถไฟฟ้าเข้าพรรค เปลี่ยนหมวดอักษรทะเบียนรถชื่อเล่นลูก

'อภิสิทธิ์' นำลูกพรรคจัดงาน '80 ปี ปชป.' ภท. ส่ง รมต.ขิง ร่วมยินดี

พรรคประชาธิปัตย์จัดงานทำบุญเนื่องในโอกาสที่ตั้งพรรคครบรอบปี 80 ย่างเข้าปีที่ 81 ภายใต้แนวคิด “80 ปี ประชาธิปัตย์: สถาบันการเมือง ก้าวใหม่เพื่อทุกคน”

9 เม.ย.ใช้ดาบDSI-คดีพิเศษ ลากตัวไอ้โม่ง เอาผิดตุนน้ำมัน

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปรับจังหวะรับมือวิกฤตน้ำมันแพงหลายรอบ เพื่อเรียกคะแนนนิยมรัฐบาลจากประชาชนกลับคืนมา อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับศึกแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เมษายนนี้ ที่ทุกฝ่ายเก็งข้อสอบการเมืองตรงกัน ศึกนี้ ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการแก้วิกฤตน้ำมันขาดแคลน-น้ำมันแพง-การกักตุนน้ำมัน จะเป็นปมใหญ่ที่ฝ่ายค้านจะนำไปอภิปรายนโยบายรัฐบาล รวมถึงผลกระทบข้างเคียงที่ตามมากับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ในลักษณะการอภิปรายว่ารัฐบาลอนุทินยังรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ไม่ดีพอ

เวทีแถลงนโยบายรัฐบาล ลาก 'อนุทิน-พิพัฒน์' ขึ้นเขียง ถล่มหนัก-ซัดไม่ยั้ง

ในสัปดาห์นี้ รัฐบาล อนุทิน 2 มีคิวรับศึกหนักการอภิปราย คำแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภาทั้ง สส.และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะประชุมร่วมกันในช่วงวันที่ 9-10 เม.ย.นี้

จับตา‘2แม่ทัพใหม่’แก้วิกฤตพลังงาน ผ่าโครงสร้าง-กู้ศรัทธาประชาชน

จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาด จากรอบแรกปรับราคาขึ้นพรวดที่ 6 บาทต่อลิตร จนรัฐบาลโดนด่าระงม ล่าสุดวันที่ 2 เมษายน ปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร