จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาด จากรอบแรกปรับราคาขึ้นพรวดที่ 6 บาทต่อลิตร จนรัฐบาลโดนด่าระงม ล่าสุดวันที่ 2 เมษายน ปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร
รอบนี้ราคาอาจไม่แรงเท่ารอบแรก แต่เมื่อมีข่าวออกมาในช่วงกลางดึกก่อนปรับราคาในวันรุ่งขึ้น ก็ทำประชาชนแห่กันไปเติมน้ำมันกันแน่นปั๊มอีกเช่นเคย พร้อมกับเสียงก่นด่าอีกครั้ง ด้วยนอกจากราคาน้ำมันขึ้นแล้ว ประชาชนยังต้องรับผลพวงจากเรื่องราคาสินค้าต่างๆ ที่กำลังทยอยปรับขึ้นสอดรับกับราคาน้ำมันอีกด้วย
ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลชุดใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอำนาจหน้าที่ของ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่ตั้งขึ้นตามคำสั่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อจัดการวิกฤตที่เกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และผลกระทบทั้งราคาน้ำมัน พลังงาน สินค้าต่างๆ กำลังจะสิ้นสุดลงตามรัฐบาลนายอนุทิน 1
จากนั้นเมื่อได้รัฐบาลใหม่อย่างสมบูรณ์ตามขั้นตอนแล้ว จะมีการตั้งกลับมาอีกครั้งในรัฐบาลอนุทิน 2 เพื่อให้การทำงานต่อเนื่อง แต่การตั้งขึ้นในรัฐบาลใหม่นั้น นายอนุทินได้วางตัว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง มานั่งผู้อำนวยการ ศบก. แทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม หลังนายพิพัฒน์เคยยื่นใบลาออกจาก ศบก.แล้ว เพราะเกิดความไม่สบายใจต่อข้อครหาทางสังคมที่ตนเองเป็นเจ้าของกิจการน้ำมัน แต่กลับมานั่งมีตำแหน่ง ผอ.ศูนย์ดังกล่าว จนถูกมองเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน แต่นายอนุทินไม่อนุมัติใบลาออก พร้อมปกป้องนายพิพัฒน์ว่าไม่มีผลประโยชน์แน่นอน และมองเป็นการดีที่ได้นายพิพัฒน์ที่มีความรู้เรื่องกลไกน้ำมันมาทำงานได้ตรงกับงาน
แต่ทว่าหลังการดำเนินการแก้ไขปัญหาหลายด้านจากผลกระทบด้านพลังงานของรัฐบาลอนุทิน ที่มี ศบก.เป็นศูนย์กลาง กลับได้รับแต่เสียงสะท้อนในแง่ลบจากประชาชน ทั้งเรื่องการสื่อสาร การบริหารสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่อง น้ำมัน ซึ่งก่อน ศบก.จะจบไปกับรัฐบาลชุดเดิม ยังได้แต่งตั้งโฆษกคนใหม่คือ “โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา” ด้วย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งฉบับ เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) โดยให้มี คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มี นายเอกนิติ เป็นประธาน
ส่วนกรรมการอื่นๆ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษา รมว.พลังงาน, นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
โดยอำนาจหน้าที่ให้ คตร.ศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ ซึ่งนายเอกนิติได้เรียกประชุมนัดแรก คตร. ในวันที่ 2 เมษายน ทันที
โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาภายในวันที่ 6 เมษายนนี้
ขณะที่ในรัฐบาลหนู 2 ที่รอบนี้มีเจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่ อย่าง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มารับไม้ต่อ ซึ่งภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เจ้าตัวจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทันที เพื่อพิจารณาราคาน้ำมัน ทั้งราคาหน้าปั๊มและหน้าโรงกลั่น
ซึ่งนายเอกนัฏมองว่า “ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ มีความผันผวนสูง เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นมีต้นทุนน้ำมันดิบที่อ้างอิงราคาดูไบ และส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบหรือค่าการกลั่น พบว่าค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูงผิดปกติ โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร ซึ่งโรงกลั่นยังสามารถทำกำไรได้ ทำให้ในช่วงเดือนมีนาคม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 บาทต่อลิตร และในช่วงต้นเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเกือบ 14 บาทต่อลิตร จึงต้องประชุมอย่างเร่งด่วนในเรื่องดังกล่าว”
ส่วนในระยะยาว เจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่จะหารือถึงมาตรการ ภาษีลาภลอย ซึ่งจำเป็นต้องใช้อำนาจของ กบง.ในการทบทวนค่าการกลั่นในส่วนที่สูงเกินระดับปกติ โดยมองว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมยกระดับความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยเปลี่ยนการรายงานสต๊อกน้ำมันจากรายเดือนมาเป็นรายวัน เพื่อปิดช่องโหว่การแต่งบัญชีและกักตุน เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ยุติธรรมและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ
จึงต้องจับตาต่อจากนี้คือการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะคุมกระทรวงพลังงาน พร้อมคุม คตร.และ ศบก. ประสานการทำงานกับนายเอกนัฏ เจ้ากระทรวงพลังงานป้ายแดง จะโชว์ผลงานบริหารน้ำมันได้สำเร็จหรือไม่ และ “รัฐบาลหนู 2” จะสามารถบริหารความรู้สึกและจิตใจประชาชนในช่วงสถานการณ์ร้อนนี้ ได้เป็นที่พึงพอใจได้อย่างไร?.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.'ชัชชาติ'นอนมา 'คะแนนนิยม'ชนกับ'ความคาดหวัง'
บรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา กำลังจะคึกคักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงสนามเมืองพัทยา โดยเคาะวันหย่อนบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569
จ่อฟันผู้ต้องหาตุนน้ำมัน กองทุนเอาคืน6หมื่นล้าน
“ยุติธรรม-พลังงาน-ตร.-ดีเอสไอ-ศรชล.” แถลงขบวนการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมัน จ่อเรียกให้ปากคำสัปดาห์หน้า
‘ดรีมทีมหนู’ หลังแอ่น วิกฤตน้ำมัน ทำความมั่นใจวูบ
ไม่มีเวลาฮันนีมูน ดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ มีแต่ต้องเร่งทำให้ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ที่กระทบไปทุกภาคส่วนและทุกหย่อมหญ้า อย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ดีขึ้น หรือไม่แย่ลงไปกว่านี้
กธ.ไร้อำนาจต้องแบก 58 ชีวิต จับตาขัง ‘งูเขียว’ ได้นานแค่ไหน
‘พรรคกล้าธรรม’ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ จำนวนตัวเลข สส. 58 คน ในมือของ ‘พรรคกล้าธรรม’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือเครื่องตอกย้ำว่า พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายรัฐบาล’

