แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ"อนุทิน"

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี  ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง

ดูจากกรอบเวลาเห็นได้ชัดว่า เวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาล ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่ สส.ฝ่ายค้าน ที่จะลุกขึ้นอภิปราย ชำแหละ นโยบายรัฐบาลแต่ละด้าน ตามที่ สส.แต่ละคนเตรียมประเด็นอภิปรายไว้

รอบนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านหลักก็คือ พรรคประชาชน โดยมีแนวร่วมคือ ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม-ไทยภักดี ส่วนพรรคไทรวมพลัง แม้จะไม่ได้อยู่ในสมการตั้งรัฐบาล แต่ตอนโหวตนายกฯ สส.พรรคไทรวมพลัง 6 เสียงก็ไปร่วมโหวตอนุทินเป็นนายกฯ

ก่อนลั่นระฆัง เปิดประชุม พรรคประชาชน โหมโรงสร้างกระแสให้คนติดตามการอภิปราย ด้วยการฉายหนังตัวอย่างเรียกน้ำย่อย ทำนองว่างานนี้ “จัดหนัก-ใส่เต็มเหนี่ยว-หวดไม่ยั้ง” ผ่านข้อมูลและลีลาการอภิปรายของ สส.พรรคประชาชน ที่มีทั้งรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ร่วม 20 คน ลุกขึ้นอภิปรายชำแหละนโยบายรัฐบาล ภายใต้คอนเซปต์ "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว" มีการโหมโรงผ่านเพจพรรคอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า

“ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น…

รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน?

แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว… ไม่ไหวแล้ว

พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เมษายนนี้”

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้ไม่ใช่พรรคหลักในปีกฝ่ายค้านเหมือนในอดีต และมี สส.แค่ 21 คน ทำให้ได้เวลาอภิปรายแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาที คาดกันว่าตัวหลักอย่าง กรณ์ จาติกวณิช, การดี เลียวไพโรจน์ จะลุกขึ้นอภิปรายแน่ ส่วนจะมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลุกขึ้นอภิปรายด้วยหรือไม่ รอติดตาม

ด้าน พรรคกล้าธรรม โดยการนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ตกขบวน ไม่ได้ร่วมรัฐบาลอนุทิน น่าจับตาเช่นกันว่า จะแสดงบทบาทฝ่ายค้านในสภาฯ เต็มที่หรือไม่ หรือจะแทงกั๊ก สั่งให้ สส.อภิปรายแค่แตะๆ ทำพอเป็นพิธี เน้นการให้ข้อเสนอแนะเป็นหลัก ไม่ต้องหวดไม่ต้องวิพากษ์ เพื่อรักษาสัมพันธภาพทางการเมืองกับอนุทินและภูมิใจไทยเอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการปรับเพื่อไทยออกจากรัฐบาล จะได้ดึงกล้าธรรมเข้าไปเสียบแทน

 เบื้องต้น “อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และแกนนำพรรคกล้าธรรม” บอกไว้ว่า มี สส.กล้าธรรมลงชื่อขออภิปรายร่วม 20 คน โดยจะเน้นอภิปรายแบบตรวจสอบ และทวงถามนโยบายต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงว่าสิ่งที่รับปากกับประชาชนจะทำตามสัญญาหรือไม่ เป็นต้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัสจะลุกขึ้นนำทัพการอภิปรายด้วยหรือไม่

ขณะที่การอภิปรายของ สส.รัฐบาล คงเป็นไปลักษณะการเติมเต็ม-อภิปรายลงรายละเอียด ในเชิงให้คำแนะนำรัฐบาลว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเพิ่มเติม เช่น นโยบายด้านสาธารณสุข ก็อาจอภิปรายเสนอแนะทางแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์งานล้นมือ และบางสาขาขาดแคลน ควรทำอย่างไร ตลอดจนให้ข้อแนะนำว่า วิธีปฏิบัติตามนโยบายที่เขียนไว้ต้องทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ รวมถึงคงมีการเชียร์รัฐบาลกลางเวทีแถลงนโยบายให้เห็น

ส่วน ฝั่งสภาสูง-สมาชิกวุฒิสภา คาดว่าฝั่ง สว.เสียงข้างมาก กลุ่ม สว.สีน้ำเงินคงอภิปรายไปแนวทางเดียวกับ สส.รัฐบาล แต่อาจมี สว.บางส่วนที่เรียกตัวเองว่า สว.อิสระ ก็คงอภิปรายในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลบางเรื่อง เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง การทวงถามเรื่องคดีฮั้ว สว. เป็นต้น 

มีการเก็งข้อสอบทางการเมืองไว้ว่า การอภิปรายแมตช์นี้ ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายหนัก คงไม่พ้นเรื่อง วิกฤตน้ำมัน-พลังงาน ยิ่งในตัวเอกสารนโยบายรัฐบาลเขียนเรื่องสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไว้ด้วย ส่งผลกระทบต่อเรื่องน้ำมัน-พลังงานของประเทศ ก็ยิ่งเปิดทางให้อภิปรายได้เต็มที่ ที่ก็คงมีให้เห็นแน่กับการ อภิปรายตำหนิ-วิพากษ์วิจารณ์-สับยับ-กะซวก เพื่อทุบไปที่ตัวนายกฯ อนุทินกลางห้องประชุม ทำนองว่า บริหารงานสถานการณ์วิกฤตน้ำมันล้มเหลว ตัดสินใจช้า บอกข้อมูลประชาชนไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น เรื่องการกักตุนน้ำมันที่ตอนแรกบอกไม่มี แต่ต่อมาก็มาแถลงข่าวยอมรับว่ามีขบวนการกักตุนน้ำมันไว้เก็งกำไร เป็นต้น

ซึ่งนอกจากอนุทินแล้ว คาดว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะอดีต ผอ.ศบก. ก็คงโดนอภิปรายพาดพิงถึงเช่นกัน ส่วนจะอภิปรายแตะไปที่ ธุรกิจน้ำมันของกลุ่มตระกูลรัชกิจประการในกลุ่มพีทีจีฯ หรือไม่ โปรดติดตาม แต่เชื่อว่าหากมีการอภิปรายพาดพิงประเด็นนี้ สส.ภูมิใจไทยคงลุกขึ้นประท้วงตัดเกม รวมถึงก็คงมี สส.ภูมิใจไทยบางส่วนอาจลุกขึ้นอภิปรายปกป้องอนุทินกลางห้องประชุมด้วย เพื่อตัดเกมให้อนุทินมีเวลาตั้งหลัก หากโดนอภิปรายหนัก จะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำ

ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่คงมีการอภิปรายกัน เก็งไว้ว่าน่าจะมี เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมการแก้ ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5-ประเด็นปัญหาสินค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูง ประชาชนเดือดร้อนหนัก-การอภิปรายถามท่าทีรัฐบาลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติ หลังไม่มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ในเอกสารนโยบาย โดยหากมีการอภิปรายถึง ก็คาดว่านายกฯ คงแจงว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี-การอภิปรายถามความชัดเจนเรื่องนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การยกเลิก MOU 2544 ไทย-กัมพูชา-อภิปรายนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อุกอาจถึงขั้นลอบยิง สส.พรรคร่วมรัฐบาลจากพรรคประชาชาติ เป็นต้น          หลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐบาลอนุทินจะมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ

 ส่วนอนาคตรัฐนาวารัฐบาลอนุทินต่อจากนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหน จะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ ของแบบนี้ต้องรอดูกันยาวๆ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

"อนุทิน" เซ็นแบ่งงาน 3 รมช. เจ้าตัวกำกับดูแล สำนักงานรมต.-สำนักฯปลัดมท.-ปกครอง-ประสานฯชายแดนใต้ ด้าน "พลพีร์" มท.2 ดูที่ดิน-พัฒนาชุมชน-กฟภ.-กฟน. ขณะที่ "เจเศรษฐ์" มท.3 คุมโยธาฯ-ปภ.-กปภ.-กปน. ส่วน "วรศิษฎ์" มท.4 ได้กำกับท้องถิ่น-กทม.-องค์การตลาด-จัดการน้ำเสีย

นายกฯ พกคำแถลงนโยบายติดมือ ไม่หันมองสื่อวอนขอสัมภาษณ์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า เวลา 15.26 น. โดยถือคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เล่มสีน้ำเงินลายธงชาติ ติดมือลงมาด้วย

'อนุทิน' ยังปิดปากเงียบ ไม่ตอบคำถามสื่อที่สภาฯ

ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อมาเซ็นชื่อประชุมสภา ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้เวลาอยู่ในสภาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับออกไปทำเนียบรัฐบาล