เคาะแล้วรัฐบาลเว้นภาษีระดมทุนในสตาร์ทอัพไทย

“ครม.” สั่งลุยมาตรการเว้นภาษีการระดมทุนในสตาร์ทอัพไทย ผ่าน Venture Capital พร้อมคาดภายในปี 2569 มีเงินลงทุนในสตาร์ทอัพไทยเพิ่มขึ้น 3.2 แสนล้านบาท ช่วยกระตุ้นจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม

9 มี.ค. 2565 – นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2565 ได้เห็นชอบหลักการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการระดมทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ) ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งการลงทุนโดยตรง และการลงทุนโดยอ้อมผ่าน Venture Capital ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพไทยสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้เพิ่มขึ้น เสริมสร้างการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการระดมทุนในสตาร์ทอัพครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพไทยสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้เพิ่มขึ้น และง่ายขึ้น ทั้งยังส่งผลดีทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ สภาดิจิทัลฯ ได้คาดการณ์ว่าจากมาตรการภาษีนี้จะทำให้ภายในปี 2569 จะมีเงินลงทุนในสตาร์ทอัพไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.2 แสนล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและประชาชน รวมถึงเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย” นายอาคม กล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการระดมทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ)) ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามที่คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายประกาศกำหนด

โดยมีหลักการสรุปได้ ดังนี้

1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศสำหรับกำไรจากการขายหุ้นในสตาร์ทอัพ

2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ CVC ทั้งไทยและต่างประเทศ และ PE Trust ต่างประเทศสำหรับกำไรจากการขายหุ้นในสตาร์ทอัพ 3. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินใด้นิติบุคคลให้แก่ผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศสำหรับกำไรจากการขายหุ้นใน CVC ไทยและจากการที่ CVC ไทยเลิกกิจการ และกำไรจาก การขายหน่วยทรัสต์ใน PE Trust ไทยและจากการที่ PE Trust ไทยเลิกกิจการ โดย CVC และ PE Trust ไทยดังกล่าวเป็น CVC และ PE Trust ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพ

สำหรับการลงทุนที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามข้อ 1 – 3 ต้องเป็นการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยที่ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย และต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ และมีรายได้จากอุตสาหกรรมเป้าหมายไม่น้อยกว่า80% ของรายได้ทั้งหมดใน 2 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนการขายหุ้น

3.ผู้ลงทุนต้องถือหุ้นหรือหน่วยทรัสต์ไม่น้อยกว่า 24 เดือนก่อนการขายหุ้นหรือหน่วยทรัสต์ 5. CVC ไทยและ PE Trust ไทยต้องมีทุนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทและจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) 6. ระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคือ ตั้งแต่วันถัดจากวันที่พระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2575

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รพ.ลำปาง ผนึก CPF ชวนประชาชนร่วมกิจกรรม 'ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้' ระดมทุนปรับปรุงอาคารสิทธิเกษม

โรงพยาบาลลำปาง ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย ในราคาพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสิทธิเกษม ระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00–18.00 น. ณ ลานพักคอย โรงพยาบาลลำปาง

ชิงทุน 2 ล้านบาท! ข่าวดีสตาร์ทอัพไทย

รัฐบาลส่งข่าวดีสตาร์ทอัพไทย เปิดรับสมัครทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาท เพื่อขยายตลาดและต่อยอดธุรกิจ พร้อมปลดล็อก NIA ด้วยกฎหมายใหม่ เพิ่มอำนาจถือหุ้นและร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม

'สมชัย' ชวน 'อินฟูฯ' ช่วยระดมทุนสู้ กกต. ร่วมงานเปิดตัว

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันนี้ 15.00 น. มีการแถลงข่าว คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. (ชื่อชั่วคราว) ที่ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์