‘ธอส.’เผยปล่อยกู้ใหม่พุ่งเฉียดแสนล้าน มั่นใจสิ้นปีฉลุย/ปักธงปั๊มยอดอาชีพอิสระ

 ‘ธอส.’ เผยปล่อยกู้ใหม่พุ่งเฉียดแสนล้าน ชี้อานิสงส์ภาคอสังหาฯ Q1 ฟื้นตัว ช่วยหนุนผลงานปี 69 ฉลุยตามเป้าหมายที่ 2.46 แสนล้านบาท ปักธงปั๊มยอดปล่อยกู้กลุ่มอาชีพอิสระ ดึง Credit Scoring ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมปั้นแผนระยะยาว 5 ปี เดินเครื่องหนุนคนไทยมีบ้าน เตรียมออกมาตรการแก้ปัญหาอุปทานล้นตลาด

15 มิ.ย. 2569 -นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ อยู่ที่ 9.53 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท สนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น 100,424 บัญชี ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะสามารถผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท โดยกว่า 65% ของเป้าหมายสินเชื่อในปีนี้ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นการสนับสนุนสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ทำให้เชื่อมั่นว่าทั้งปีภาพรวมการปล่อยสินเชื่อของ ธอส. จะเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบัน ธอส. มีมาร์เก็ตแชร์สินเชื่อปล่อยใหม่ในตลาดที่อยู่อาศัยราว 40% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ 18 แห่ง

สำหรับปัจจัยบวก มาจากสถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1/2569 ที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกว่า 60% เป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชนยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าราว 5.39 แสนล้านบาทลดลงเพียง 0.001% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งถือว่าดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

“ภารกิจในครึ่งหลังของปี 2569 ยังเหลือวงเงินปล่อยสินเชื่อตามเป้าหมายอีกราว 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งธนาคารจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินอย่างมีศักยภาพมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคารเป็นกลุ่มเปราะบาง ทำให้ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ดังนั้นธนาคารจึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ตัวเลขและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อหามาตรการดูแลลูกค้าให้ตรงจุด” นายมหัทธนะ ระบุ

โดยปัจจุบัน ธอส. มีสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.91 ล้านล้านบาท คิดเป็น 30% ของตลาด ขณะที่ตัวเลข NPL ของ ธอส. อยู่ที่ราว 5% ซึ่งธนาคารมีแนวทางในการบริหารจัดการส่วนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการติดตามลูกหนี้กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) ซึ่งมีสินเชื่อค้างชำระตั้งแต่ 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย เพื่อหาแนวทางป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาการไหลไปเป็นหนี้เสีย หรือ NPL ในระยะต่อไป ทำให้เชื่อว่าภายในสิ้นปี 2569 ธอส. จะสามารถบริหารจัดการหนี้ NPL ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 5% บวกลบ

นอกจากนี้ ธนาคารจะมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกวัย ทุกอาชีพ เช่น กลุ่ม Gen Y และกลุ่ม Gen Z เป็นต้น โดยเฉพาะอาชีพอิสระ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 8-9% ของพอร์ตสินเชื่อ โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเป็นมากกว่า 10% ถึง 15% ด้วยการนำคะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงินที่ประเมินจากพฤติกรรมการก่อหนี้และการชำระหนี้ในอดีต (Credit Scoring) มาช่วยในการวิเคราะห์การให้สินเชื่อ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ธอส. จะเดินหน้าควบคู่ไปกับการให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยการเงินผ่านโครงการโรงเรียนการออม สำหรับทุกกลุ่ม และทุกช่วงวัยของลูกค้า เพื่อส่งเสริมการออม โดยเชื่อว่าหากลูกค้ามีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้นก็จะช่วยให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยแก้ปัญหาการถูกสถาบันการเงินปฏิเสธคำขอสินเชื่อ (Reject) ซึ่งในส่วนนี้ยืนยันว่า ธอส. ไม่มีการ Reject อย่างแน่นอน เนื่องจากธนาคารมีการเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้า โดยดูแลจนกว่าจะมีความสามารถทางการเงิน” กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าว

นายมหัทธนะ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างการจัดทำแผนการดำเนินงานระยะยาว 5 ปี โดยขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3-4/2569 โดยหลัก ๆ มีเป้าหมายในการเพิ่มตัวเลขในการดูแลและสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.8 ล้านครัวเรือน ซึ่งคิดเป็น 10% จากครัวเรือนทั้งหมดกว่า 30 ล้านครัวเรือน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่ม 20% หรือราว 6 ล้านครัวเรือน ผ่านแผนการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติ รวมถึงอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณามาตรการเพื่อแก้ปัญหาอุปทาน (Supply) ในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มที่สร้างเสร็จแล้วซึ่งมีจำนวนมากกว่าอุปสงค์ (Demand) ค่อนข้างมาก คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็ว ๆ นี้.

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง