
บอร์ด รฟท. เดินหน้า 2 เส้นทางรถไฟสายใหม่ ‘นครสวรรค์-บ้านไผ่’ เชื่อมเหนือ-อีสาน ดัน East-West Corridor ส่วน ‘จัตุรัส-ชัยภูมิ-หนองบัวลำภู’ เติมโครงข่ายอีสานกลาง-ตอนบน เร่งออกแบบรายละเอียด-EIA เชื่อมเศรษฐกิจเหนือ-กลาง-อีสาน
13 ส.ค. 2569 – นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท. ซึ่งมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธาน เดินหน้าผลักดันการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใหม่ โดยขณะนี้ รฟท.อยู่ระหว่างเตรียมจัดหาแหล่งเงินและเข้าสู่ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด หลังผ่านการศึกษาความเหมาะสม เพื่อจัดทำข้อมูลด้านวิศวกรรม แนวเส้นทาง รูปแบบการก่อสร้าง และข้อมูลประกอบการพิจารณาลงทุนในระยะต่อไป
สำหรับการพัฒนาทางคู่สายใหม่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยภาครัฐ แตกต่างจากรูปแบบ PPP โดย รฟท.จะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การจัดหาขบวนรถและการให้บริการเดินรถเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งอาจจัดหาโดย รฟท.เอง หรือเปิดให้เอกชนเข้ามาให้บริการภายใต้ระบบ Open Access ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเส้นทางรถไฟเท่านั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างโครงข่ายของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะแนวตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Corridor จากเดิมที่โครงข่ายส่วนใหญ่เป็นแนวเหนือ-ใต้และมุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ การเพิ่มเส้นทางแนวขวางจะช่วยให้การเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาคมีทางเลือกมากขึ้น ลดการพึ่งพาการเดินทางผ่านกรุงเทพฯ และเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยตรงมากขึ้น
ส่วนโครงการรถไฟช่วงนครสวรรค์-บ้านไผ่ ตามผลการศึกษาเดิมเป็นทางรถไฟทางเดี่ยว ระยะทางประมาณ 304 กิโลเมตร มีอุโมงค์ 2 แห่ง พร้อมปรับปรุงทางรถไฟเดิมช่วงชุมทางกุดน้ำใส-สถานีจัตุรัส-ชุมทางบัวใหญ่ ระยะทาง 66.20 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมประมาณ 41,849 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างประมาณ 33,338 ล้านบาท โดยมีความสำคัญในการเชื่อมโครงข่ายสายเหนือกับสายตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากนครสวรรค์มีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค ขณะที่บ้านไผ่เป็นจุดสำคัญของโครงข่ายภาคอีสานและสามารถเชื่อมต่อไปยังเส้นทางอื่นได้
ด้านงานออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รฟท.ได้รับงบประมาณปี 2569 จำนวน 210 ล้านบาท ราคากลาง 209,999,350.66 บาท และสำนักงบประมาณเห็นชอบกรอบราคาค่าจ้าง 200,677,600 บาท โดยคณะกรรมการฯ ได้เจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ชนะการคัดเลือก ซึ่งเป็น Consortium ในนามบริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด และผู้ร่วมค้าอีก 5 ราย ได้แก่ บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เทสโก้ จำกัด บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท ดีเคด คอนซัลแตนท์ จำกัด จากเดิมเสนอราคา 275,297,422.11 บาท ผู้ชนะยินยอมลดเหลือ 200,600,000 บาท โดยไม่ลดคุณภาพงานตาม TOR ต่ำกว่าทั้งราคากลางและกรอบงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบ กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 450 วันนับจากได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน และคาดว่าจะเริ่มออกแบบได้ช่วงปลายปี 2569
ส่วนโครงการที่ 2 คือ รถไฟช่วงจัตุรัส-ชัยภูมิ-หนองบัวลำภู ระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟทางคู่ มีเป้าหมายเติมเต็มโครงข่ายภาคอีสาน เชื่อมอีสานกลางกับอีสานตอนบน และต่อเชื่อมกับโครงข่ายเดิมและเส้นทางที่จะพัฒนาในอนาคต ออกแบบรายละเอียดและจัดทำ EIA ได้รับงบประมาณปี 2569 จำนวน 200 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณเห็นชอบกรอบค่าจ้าง 192,269,200 บาท หลังคณะกรรมการฯ เจรจาต่อรองกับผู้ชนะ ซึ่งเดิมเสนอราคา 251,833,724.79 บาท ก่อนลดเหลือ 192,200,000 บาท โดยไม่ลดคุณภาพงานตาม TOR ต่ำกว่าทั้งราคากลางและกรอบงบประมาณ กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 540 วัน และ รฟท.ตั้งเป้าลงนามสัญญาภายในเดือนกันยายน 2569 ภายใต้กรอบงบประมาณปี 2569
นายอนันต์ กล่าวว่า ทั้ง 2 โครงการเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสายใหม่ที่มีความสำคัญต่อการปรับโครงข่ายประเทศ โดยขั้นตอนออกแบบรายละเอียดจะต้องกำหนดแนวเส้นทาง ตำแหน่งสถานี รูปแบบการก่อสร้าง และเลือกแนวทางที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะบางช่วงที่เป็นแนวเส้นทางใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องเตรียมการเรื่องการจัดกรรมสิทธิ์และเวนคืนที่ดินล่วงหน้า ทั้งนี้ ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดการออกแบบและแนวเส้นทางที่เลือก
อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลด้านความคุ้มค่าการลงทุน รฟท.เห็นว่าการประเมินไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนขบวนรถที่จะให้บริการในทันที เนื่องจากบทบาทภาครัฐคือการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต ขณะที่การจัดหาขบวนรถสามารถดำเนินการภายหลังได้ ทั้งโดย รฟท.เองหรือเปิดให้เอกชนเดินรถผ่านระบบ Open Accessโดย การพัฒนาโครงข่ายไม่ได้สิ้นสุดที่การก่อสร้างทางรถไฟ แต่ยังต้องมีขบวนรถ ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบไฟฟ้า สถานี และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รองรับ เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการประชาชนและขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การออกแบบในระยะนี้จึงเป็นการวางรากฐานสำหรับการลงทุนและการเดินรถในระยะยาว
นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท.จะเร่งผลักดันการออกแบบรายละเอียดของทั้ง 2 เส้นทางให้เป็นไปตามกรอบเวลา เพื่อให้ได้ข้อมูลด้านวิศวกรรม แนวเส้นทาง ตำแหน่งสถานี รูปแบบการก่อสร้าง และผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพียงพอสำหรับประกอบการพิจารณาโครงการและจัดทำกรอบงบประมาณลงทุนระยะต่อไป โดยมีเป้าหมายปรับโครงสร้างระบบรางจากโครงข่ายที่เน้นแนวเหนือ-ใต้และเข้าสู่กรุงเทพฯ ให้มีโครงข่ายแนวตะวันออก-ตะวันตกมากขึ้น เพิ่มทางเลือกการเดินทางและขนส่งสินค้า ลดการพึ่งพากรุงเทพฯ และเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

