สศช.เผยจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% จับตาหนี้ครัวเรือน-แรงงานข้ามชาติ

สศช.เผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569 การจ้างงานเพิ่ม 5.1% ผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน ขณะที่อัตราว่างงานเพิ่ม 0.95% หนี้ครัวเรือนแตะ 16.41 ล้านล้านบาท เตือนภัยแล้งจากเอลนีโญกระทบแรงงานภาคเกษตร พร้อมจับตาลักลอบทำอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติและลูกหนี้ที่ยังฟื้นตัวไม่ได้

24 ส.ค. 2569 – นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ภาพรวมสถานการณ์ทางสังคมในช่วงดังกล่าวมีทั้งประเด็นที่ปรับตัวดีขึ้นและประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง โดยการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงาน หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 1 ปี 2569 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงเรื่องร้องเรียนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ยังมีแนวโน้มแย่ลง

สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงาน การจ้างงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 เป็นผลจากการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะสาขาก่อสร้างที่มีการจ้างงานขยายตัวสูงสุด แม้จำนวนผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้น แต่อัตราการว่างงานรวมยังเพิ่มขึ้น 0.95% หรือมีผู้ว่างงานประมาณ 4.0 แสนคน ขณะที่จำนวนผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 8.0% และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11.3% สะท้อนว่ายังมีแรงงานบางส่วนที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้และโอกาสในการทำงาน แม้ภาพรวมการจ้างงานจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม

ส่วนด้านหนี้ครัวเรือน ในไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาท ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวเร่งขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป หรือ NPLs จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 9.59% ในไตรมาสที่ผ่านมา และลดลงในทุกประเภทสินเชื่อ ส่วน NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 1.70 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.25% ของสินเชื่อรวม

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน หรือ SMLs ต่อสินเชื่อรวมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนความเสี่ยงที่หนี้กลุ่มดังกล่าวอาจพัฒนาเป็นหนี้เสียในระยะต่อไป แม้ตัวเลข NPLs ในปัจจุบันจะปรับลดลงก็ตาม

สำหรับประเด็นหนี้ครัวเรือนที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ความเสี่ยงจากผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 บัญชี โดยในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 1 คน มีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11-1.22 บัญชี แม้ในไตรมาส 1 ปี 2569 ค่าเฉลี่ยจะลดลงมาอยู่ที่ 1.08 บัญชี แต่ยังสะท้อนว่าผู้กู้บางส่วนอาจขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต ดังนั้น ควรพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิตให้มีความถี่มากขึ้น เพื่อให้สามารถติดตามพฤติกรรมการก่อหนี้และประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งช่วยให้สถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้เหมาะสมมากขึ้น

ส่วนประเด็นลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐจำนวนมากยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยรายงานของ SCB EIC พบว่า มีเพียง 15.0% ของลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ขณะที่อีก 85.0% ยังคงประสบปัญหาในการชำระหนี้ สะท้อนว่าการช่วยเหลือในรูปแบบเดิมอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ลูกหนี้กลับมามีความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สศช.จึงเห็นว่าควรปรับแนวทางจากการช่วยเหลือในลักษณะมาตรการทั่วไปไปสู่การฟื้นฟูลูกหนี้เป็นรายบุคคล โดยพิจารณาตามความสามารถในการชำระหนี้และสถานะทางการเงินของแต่ละราย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้มีความตรงจุดและยั่งยืนมากขึ้น โดยสามารถศึกษาแนวทางจากประเทศเกาหลีใต้ที่มีการดำเนินมาตรการฟื้นฟูลูกหนี้โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ

สำหรับประเด็นที่ควรให้ความสำคัญด้านแรงงานมี 3 เรื่อง  คือ1. การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะครอบคลุมสถานประกอบการเกือบ 1.1 แสนแห่ง และลูกจ้างประมาณ 5.7 ล้านคน จึงควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้าง รวมถึงพัฒนาระบบที่จำเป็นเพื่อรองรับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ

2.ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในภาคเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง และคาดว่าสถานการณ์อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งผลผลิต รายได้ของเกษตรกร และความต้องการแรงงานภาคเกษตร ทำให้แรงงานบางส่วนอาจจำเป็นต้องย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น

และ3การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2569 พบแรงงานข้ามชาติทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย และเกือบ 1 ใน 3 เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน สะท้อนถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ เพิ่มสิทธิคนเรือ-คนทำงานที่บ้าน

รัฐบาลดันกฎหมายแรงงานชุดใหม่ ครอบคลุมคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ เพิ่มหลักประกันให้สอดรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่

เอกนิติ เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้านดันจีดีพีโต 3++

เอกนิติ เร่งปฎิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ เพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดันGDPไทยกลับมาโต 3++ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ